ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 59 ท่านอ๋องเก่งกาจที่สุด

            คุณหนูแห่งตระกูลอัครมหาเสนาบดีและองค์ชายสามมีความสัมพันธ์ชู้สาวกันโดยไม่ผ่านแม่สื่อ ประโยคนี้ราวกับติดปีกบินไปทั่วทั้งนครหลวงในชั่วข้ามคืน

             ในขณะที่เหยาเชียนเชียนและอาเหยียนกำลังรับสำรับเช้ากันอยู่ก็ได้ยินอาหญิงผู้ซึ่งชอบซุบซิบที่สุดในจวนกำลังอธิบายอย่างสมจริงสมจัง

             “เรื่องนี้น่ะ เดิมท่านอ๋องเป็นฝ่ายคับข้องใจ แม้ว่าข่าวที่แพร่ออกไปจะไม่ค่อยน่าฟังนัก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสองคนนั้นที่ไร้ยางอาย ยามนี้ภายนอกกำลังวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา”

             อาหญิงเหลือบมองเสี่ยวซื่อจื่อ และในที่สุดปากที่พูดน้ำไหลไฟดับก็หยุดลงได้เสียที เหยาเชียนเชียนบีบใบหน้าเล็กของอาเหยียนเบาๆ และเกลี้ยกล่อมให้เขากลับไปที่เรือนของตัวเองก่อนแล้วนางจะตามไปหาเขาทีหลัง

             “ท่านแม่ มีความสัมพันธ์ชู้สาวกันโดยไม่ผ่านแม่สื่อคืออะไรหรือขอรับ?” อาเหยียนน้อยเอ่ยถามโดยไร้ซึ่งความเขินอาย

             เมื่อเหยาเชียนเชียนและอาหญิงสบตากันต่างก็พากันปวดหัว พวกนางต้องอธิบายเรื่องนี้ให้เขาอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้นเขาจะประสบปัญหาใหญ่ถ้าเขาไม่เข้าใจและนำไปถามกับชิงผิงอ๋อง

             “กล่าวอย่างง่ายๆ คือการที่ไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติอันพึงมี โดยต้องแต่งงานก่อน จากนั้นจึงค่อยอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน” เหยาเชียนเชียนพยายามพูดให้อ้อมค้อมที่สุด โดยที่นางแทนเหตุการณ์นั้นด้วยคำว่าอยู่ร่วมเรือน อาหญิงที่อยู่ข้างๆ ก็อดหัวเราะไม่ได้

             ดูเหมือนอาเหยียนน้อยจะไม่เข้าใจจึงเดินตามสาวใช้กลับไปที่เรือนของตัวเองก่อน เขาเปิดหนังสือเพื่อทำความเข้าใจด้วยตัวเองดีกว่า จะได้ไม่รบกวนท่านแม่

             “หวังเฟย สองวันมานี้ผู้คนภายนอกกล่าวถึงพระองค์ไว้มากมายเช่นกันเพคะ” อาหญิงกล่าวเสียงเบา

             เหยาเชียนเชียนพลันนึกขึ้นมาได้ว่าในคราแรกนางถูกซ่งอีอีใส่ร้าย ไม่ถือว่ากล่าวเกินจริงที่จะบอกว่าผู้คนทั้งเมืองต่างพากันวิจารณ์นางในด้านลบ ถึงอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับนางซึ่งเป็นชายาของชิงผิงอ๋องแล้ว มีคนอีกมากที่ไม่สามารถแต่งงานกับเป่ยเหลียนโม่ได้

             ด้วยเหตุนี้ซ่งอีอีจึงทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกร่วมได้ง่ายกว่า และพากันด่าทอนางอย่างสะใจ

             “เรื่องนี้คงยังไม่เพียงพอให้ผู้คนแสวงหาความบันเทิงกระมัง ถึงได้ดึงข้ากลับเข้าไปเกี่ยวข้องอีกครั้ง” เหยาเชียนเชียนอดไม่ได้ที่จะถอนใจ “ไม่จบไม่สิ้น”

             “ไม่ใช่ๆ” อาหญิงรีบเอ่ยขึ้นมา “ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้ว ทุกคนล้วนรู้ว่าคุณหนูซ่งผู้นั้นกับองค์ชายสามกระทำเรื่องน่าอับอาย คนประเภทนี้จะคู่ควรกับท่านอ๋องได้อย่างไร ยามนี้ผู้คนล้วนกล่าวกันว่าหวังเฟยมองการณ์ไกล และสมควรที่จะได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋อง”

             นี่ก็เหมือนกับเทพบุตรที่ถูกแอบรักข้างเดียว เดิมทีกำลังจะได้แต่งงาน ทว่าอยู่ๆ คู่แต่งงานกลับออกนอกลู่นอกทาง ช่างชวนให้โมโหและร้อนรน หากเป็นไปได้ก็อยากจะเข้าไปก่นด่าสักสองประโยค

             ยามนี้ซ่งอีอีตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่รู้ว่าชิงผิงอ๋องจะเป็นวีรบุรุษในดวงใจของผู้ใดบ้าง ทั้งเหล่าสตรีกลุ่มหนึ่งที่รอคอยความฝัน และยังมีชายหนุ่มที่เลื่อมใสในตัวเขาอย่างสุดหัวใจ หรือแม้กระทั่งเหล่าผู้สูงอายุต่างก็ชื่นชมในตัวชายหนุ่มซึ่งฝ่าฟันอันตรายเพื่อเป่ยจิ้งผู้นี้

             การได้เป็นเช่อเฟยของเขาเป็นสิ่งที่หลายคนมองว่าดี และเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนาทว่าไม่อาจได้มา

             และเพราะเป็นเช่นนี้ ครั้งที่แล้วซ่งอีอีจึงต้องอาศัยการสนับสนุนจากทุกคน เพื่อให้ช่วยด่าทอเหยาเชียนเชียนจนเจียนตาย

             “ลมน้ำหมุนเวียนสับเปลี่ยน [1] ยามนี้นางไม่เพียงแต่ทำลายความคาดหวังของทุกคน แต่นางยังโยนความคาดหวังนี้ลงบนพื้นและเหยียบย่ำมันอีกด้วย”

             เหยาเชียนเชียนหัวเราะเบาๆ ไม่ง่ายเลยที่นางจะได้ตำแหน่งเช่อเฟยไป แต่นางกลับไม่หวงแหนและไม่รักตัวเอง เลือกที่จะคลานขึ้นไปบนเตียงขององค์ชายสาม เพียงนึกถึงเรื่องนี้ทุกคนต่างก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา

             “หวังเฟยกล่าวถูกต้อง นึกถึงในคราแรกนางยังคงร้องไห้และตะโกนว่าอยากแต่งงานกับท่านอ๋อง ทั้งยังกล่าวออกมาอย่างเสน่หา หึ พระองค์ดูเอาเถิด นี่เพิ่งผ่านไปนานเท่าไรเอง ท่านอ๋องเสด็จออกไปกับพระองค์เพียงสองวันเท่านั้น นางก็ไปนอนร่วมเตียงกับองค์ชายสามเสียแล้ว ผู้ใดเล่าจะไม่รังเกียจ”

             ในคราแรกซ่งอีอีโอ้อวดตนเองมากเกินไป เอาแต่กล่าวว่านางยินดีเป็นอนุ นางเป็นถึงคุณหนูแห่งตระกูลอัครมหาเสนาบดี แม้ต้องเป็นอนุก็ยินดี นั่นทำให้ผู้คนต่างรู้สึกประทับใจหลังจากได้ยินเช่นนั้น

             ทว่ายามนี้พิธีอภิเษกสมรสยังไม่ทันได้จัดขึ้น และชิงผิงอ๋องก็ไม่ได้เดินทางไปไหนไกล ในเวลาเพียงสองวันสั้นๆ นางก็ยังสามารถไปพัวพันกับเป่ยเซวียนเฉิงได้ ไม่ว่าผู้ใดกล่าวขึ้นมาก็ล้วนอดย่นจมูกอย่างรังเกียจไม่ได้

             “ถึงแม้ฮ่องเต้จะทรงถ่ายทอดราชโองการแล้ว แต่ทุกคนไม่ใช่คนเขลา ‘องค์ชายสามวอนขอสตรีงามอย่างนางมา แสวงหารักแท้โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นการล่วงเกินพระเกียรติขององค์จักรพรรดิ’ อย่างนั้นหรือ เฮ้อ” อาหญิงยิ้มเยาะ “ต่อให้กล่าวอย่างไพเราะเพียงใดก็เป็นได้เพียงข้ออ้างเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของราชวงศ์เท่านั้น”

             ข้ออ้างนี้ถือว่าช่วยเป่ยเซวียนเฉิงและซ่งอีอีไว้ได้ก็จริง แต่โดยส่วนตัวแล้ว หากกล่าวด้วยคำของอาหญิง หากยังมีคนมองไม่ออกว่าเป็นข้ออ้างที่กล่าวเสริมเป็นนัยโดยเจตนาอยู่อีก เช่นนั้นก็เกรงว่าคนผู้นั้นคงจะเป็นคนเขลาอย่างถึงที่สุดแล้ว

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกขบขันกับคำกล่าวของอาหญิง ยามนี้ดูเหมือนว่าผู้คนภายนอกเริ่มกล่าวถึงเรื่องของนางกันอีกครั้ง แม้ในคราแรกมือสังหารจะสารภาพว่าได้รับคำสั่งมาจากนาง แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่านางเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

             ทุกอย่างล้วนเป็นถ้อยคำใส่ความให้ร้ายของซ่งอีอี จริงหรือเท็จไม่สามารถแยกแยะได้

             ในคราแรกเหยาเชียนเชียนตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คน ดังนั้นย่อมไม่มีผู้ใดออกตัวมาวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างละเอียด แต่ยามนี้คนที่ประสบอุปสรรคก็คือซ่งอีอี และคราแรกที่กล่าวว่าเหยาเชียนเชียนส่งมือสังหารไปสังหารนางก็คงต้องนำมาพูดคุยถกเถียงกันอย่างละเอียด

             “ท่านอ๋องเล่า” เหยาเชียนเชียนเอ่ยถาม “ข้าอยากคุยกับท่านอ๋องสักหน่อย”

             แม้ว่าเรื่องของซ่งอีอีดูเหมือนจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่เหยาเชียนเชียนก็รู้สึกว่าจะขาดชิงผิงอ๋องที่เป็นผู้ผลักดันอยู่เบื้องหลังไปไม่ได้ ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาการแต่งงานอันน่ารำคาญนี้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยดึงนางออกมาจากปลักอีกด้วย

             เหยาเชียนเชียนอยากไปขอบคุณเขาสักหน่อย

             “ท่านอ๋องอยู่ที่ห้องหนังสือเพคะ” อาหญิงพูด “ถ้าหวังเฟยอยากไปพบท่านอ๋อง ทางห้องเครื่องตุ๋นน้ำแกงสงบใจไว้เรียบร้อยแล้ว หวังเฟยยกไปด้วยสิเพคะ”

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เหตุใดนางถึงรู้สึกว่าทุกคนต่างก็หวังให้นางและชิงผิงอ๋องรักกันตลอดไป หากรู้ว่านี่เป็นเพียงการแสดงละครแสร้งว่ารักกันฉากหนึ่งเท่านั้น พวกเขาจะผิดหวังกันหรือไม่?

             “สองสามวันมานี้ท่านอ๋องทรงงานหนักมาก เมื่อคืนนี้แสงไฟในห้องหนังสือก็สว่างอยู่ค่อนคืน หากหวังเฟยนำน้ำแกงสงบใจไปให้ต้องมีประโยชน์แน่นอนเพคะ”

             แม้ว่าเป้าหมายสุดท้ายจะไม่เหมือนกัน แต่โดยเนื้อแท้แล้วล้วนทำเพื่อขอบคุณอีกฝ่าย เหยาเชียนเชียนทำได้เพียงจดจ้องสายตาอันมีเมตตาของอาหญิง และตรงไปที่ห้องเครื่องเพื่อยกน้ำแกงสงบใจไปให้ชิงผิงอ๋อง

             เมื่อเทียบกับความน่าหวาดหวั่นยามที่เหยาเชียนเชียนแต่งเข้าจวนอ๋องในคราแรก ยามนี้เมื่อได้อยู่ด้วยกันแล้ว ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าหวังเฟยผู้นี้อ่อนโยนมาก ไม่หยิ่งผยองหรืออารมณ์ร้าย ทั้งยังปฏิบัติต่อบ่าวไพร่อย่างเป็นมิตร

             แน่นอนว่าเสี่ยวซื่อจื่อฉลาดที่สุด เขาสัมผัสได้ว่าหวังเฟยเปลี่ยนไปเป็นอีกคนตั้งแต่แรก ยามนี้หากเปลี่ยนนายหญิงของจวนเป็นคนอื่นก็คงไม่มีผู้ใดจิตใจดีได้เท่านี้อีกแล้ว

             ดังนั้นคุณหนูตระกูลอัครมหาเสนาบดีในเสียงเล่าลือผู้นั้นมอบให้องค์ชายสามใช้ประโยชน์เองเสียดีกว่า พวกเราที่นี่สบายดีกันอยู่แล้ว

             “ท่านอ๋อง?”

             เหยาเชียนเชียนยกน้ำแกงเข้าไป ทั้งที่องครักษ์หน้าประตูแจ้งว่าท่านอ๋องอยู่ข้างใน แต่เหตุใดถึงไม่เห็นมีผู้ใดอยู่เลยเล่า?

             ร่างเล็กร่างหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังของฉากบังลม เหยาเชียนเชียนวางน้ำแกงสงบใจลงด้วยความประหลาดใจก่อนจะเอ่ยทักทายเสียงเบา

             “เสี่ยวไกวไกว มานี่ๆ”

             แมวดำกระโดดเข้าสู่อ้อมแขนของนางอย่างว่าง่าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและจูบคางของนาง เหยาเชียนเชียนจั๊กจี้จึงยิ้มและลูบหัวของมันเบาๆ

             “หลังจากข้ากลับมาก็ไม่เห็นเจ้าเลย คิดว่าเจ้าหนีออกไปเที่ยวเล่นเสียอีก” นางพูดพร้อมกับจับอุ้งเท้าของแมวดำไว้ “สองสามวันก่อนท่านอ๋องพาข้าไปที่เรือนพักผ่อน ที่นั่นสวยมาก ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสจะพาเจ้าไปด้วยกัน"

             ที่แท้เจ้าก็ชอบที่นั่น ดวงตาของแมวดำเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ชอบก็ดีแล้ว ข้ามอบให้เจ้า

             “สองสามวันที่ผ่านมาเกิดเรื่องขึ้นมากมาย เดิมทีข้าอยากจะมาขอบคุณท่านอ๋อง แต่ไม่คิดว่าท่านอ๋องจะไม่อยู่ที่นี่”

             แมวดำเห็นน้ำแกงที่วางอยู่บนโต๊ะชามนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะสะบัดหาง กลิ่นนี้เพียงดมดูก็รู้ได้ว่าทำโดยคนของห้องเครื่อง แต่นางมีน้ำใจเช่นนี้ก็ถือว่าดีแล้ว

             “ข้าคิดว่าท่านอ๋องเก่งกาจเหลือเกิน ถึงจะไม่รู้ว่าเขาถือโอกาสนี้ช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของข้าไว้หรือไม่ แต่เขาสามารถวางแผนได้หลายอย่างโดยที่ข้าไม่รู้ตัว เขาต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน”

             เหยาเชียนเชียนลูบขนแมวดำพร้อมกับพูดร่ำไรมากมายไปด้วย ส่วนใหญ่ล้วนกล่าวว่าครั้งนี้รู้สึกได้ระบายความโกรธเต็มที่ ดูสิว่าต่อไปผู้ใดจะกล้ายกเรื่องประดิษฐ์เหล่านั้นมาจัดการนางอีก และถือโอกาสพูดยกย่องเป่ยเหลียนโม่ด้วย

             แมวดำสบายมากจนเกือบจะหลับไป นิ้วอันอ่อนโยนลูบไล้ไปตามตัวเขาเบาๆ อีกทั้งข้างหูก็เต็มไปด้วยคำชมเชยตัวเอง วันแบบนี้จะอยู่ได้นานกว่านี้แน่นอน

             “เพียงแต่ครั้งนี้ท่านอ๋องถือว่าล่วงเกินจวนเฉิงเซี่ยงอย่างถึงที่สุด เดิมทีเขาอาจจะสามารถใช้ซ่งอีอีเพื่อสร้างสัมพันธ์กับอัครมหาเสนาบดีให้มาเป็นผู้สนับสนุนเขาได้ ทว่ายามนี้กลับทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว”

             ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงเฉิงเซี่ยง เป็นรองเพียงคนเดียวอยู่เหนือคนนับหมื่น อำนาจนั้นย่อมไม่อาจดูหมิ่นได้ เหยาเชียนเชียนกังวลเล็กน้อย หากว่าท่านอ๋องต้องการเป็นฮ่องเต้ ยิ่งเขาได้รับความช่วยเหลือมากเท่าไรก็จะยิ่งมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น

             แม้เหตุผลที่ชิงผิงอ๋องปฏิเสธการแต่งงานจะไม่ใช่เพราะนางทั้งหมด แต่นางก็มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย หากเขาสร้างศัตรูที่แข็งแกร่งด้วยเหตุผลนี้ อีกทั้งยังส่งผู้ช่วยที่มีอำนาจไปให้เป่ยเซวียนเฉิงอีก เช่นนั้นเมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ถือว่าเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง 

             แมวดำใช้ปลายหางเกาไปที่คางของเหยาเชียนเชียน เขาจะกลัวเฉิงเซี่ยงด้วยเหตุใด คนเป็นขุนนาง สิ่งที่ควรศรัทธาจนถึงวันตายก็คือความซื่อสัตย์ หากสร้างความวุ่นวายในราชสำนักเพื่อเรื่องยุ่งเหยิงเหล่านั้น จะไม่เก็บคนผู้นี้ไว้ก็ไม่เป็นไร

             “การจะนั่งอยู่ในตำแหน่งนั้นเป็นอันตรายเสมอ และก็ไม่รู้เช่นกันว่าข้าจะสามารถเห็นท่านอ๋องก้าวไปได้ไกลเท่าใด”

             แมวดำเงยหน้าขึ้นมองนาง ที่บอกว่าไม่รู้นั้นหมายความว่าอย่างไร นางต้องอยู่เคียงข้างเขาตลอดไปอยู่แล้ว และคอยดูเขาปกครองใต้หล้า คนที่จะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไปก็คือนาง

             คงไม่ใช่เพราะว่าจนถึงยามนี้แล้วสตรีผู้นี้ก็ยังคิดจะจากเขาไปอยู่อีกหรือ?

             แมวดำลุกขึ้นยืนในทันที ดวงตาสีมรกตไร้ซึ่งแววเฉื่อยชาเหมือนเมื่อครู่แล้ว มันจ้องไปที่เหยาเชียนเชียนเขม็ง ทำให้คนที่ยังคงอยู่ในภวังค์ต้องมองมาอย่างอดไม่ได้

             “เป็นอะไรไป?”

             เหยาเชียนเชียนโน้มเข้าไปหมายจะจูบมัน แต่กลับถูกอุ้งเท้าตะปบลงบนปาก 

             ยังไม่ให้จูบยามนี้

             เขาทำมามากมายขนาดนี้แล้ว นางก็น่าจะรับรู้ได้ว่าเขามองนางเปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อไม่กี่วันก่อนที่เรือนพักผ่อน เขาก็เห็นได้ว่านางมีความสุข ในสายตาก็ไม่มีความกังวลและความตึงเครียดอย่างเช่นแต่ก่อนแล้ว 

             มาถึงจุดนี้แล้ว เหตุใดนางถึงยังคิดที่จะจากไปอีก ในเมื่อทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี เหตุใดถึงไม่อยู่รอต่ออีกสักหน่อย เพื่อให้เวลาแก่เขาและนางได้พัฒนาความสัมพันธ์

             “เจ้ามีอะไรจะบอกข้าหรือ?”

             เหยาเชียนเชียนถือโอกาสจูบอุ้งเท้าเล็กเบาๆ “จะว่าไปข้าก็ไม่เคยได้ยินเจ้าร้องเลยสักครั้ง เหมียว เหมียว เหมียว เจ้าขี้เกียจร้องหรือ?”

             แมวดำถอนกรงเล็บของมันออกอย่างกังวลเล็กน้อย ยามนี้เขาไม่สามารถส่งเสียงแบบนั้นเหมือนยามเด็กได้แล้ว ทุกครั้งที่ส่งเสียงก็จะเป็นเสียงของมนุษย์ หากส่งเสียงร้องคงทำให้นางตกใจไม่น้อย

             “ช่างเถิด ไม่ร้องก็ไม่ต้องร้อง ดูขรึมดีเหมือนกัน”  

             เหยาเชียนเชียนไม่เซ้าซี้มากนัก ในเมื่อชิงผิงอ๋องไม่อยู่ นางจึงคิดจะอุ้มแมวดำไปหาอาเหยียน ทว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงความคิดของนาง แมวดำก็ดีดตัวไปข้างหลังและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

             เขายังไม่สามารถเอาท่าทีพึ่งพาอาศัยนี้ไปให้อาเหยียนเห็นได้

             มันวิ่งออกไปนอกเรือน รอจนเหยาเชียนเชียนจากไปแล้วจึงกระโดดเข้าไปทางหน้าต่าง เป่ยเหลียนโม่ก้มศีรษะดูน้ำแกงสงบใจบนโต๊ะแล้วดื่มช้าๆ จนหมด

             ยามนี้แม้นางจะไม่ผลักไสเขาแล้ว แต่หากต้องการให้นางเปิดใจให้กันอย่างเต็มที่ เขาก็ยังสู้แมวดำตัวนั้นไม่ได้ แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถรั้งนางให้อยู่ด้วยกันได้

             ชิงผิงอ๋องขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด บางทีอาจจะเป็นอย่างที่อาเหยียนพูด มีน้องสาวสักคนก็ไม่เลว

     

             เชิงอรรถ

             [1] ลมน้ำหมุนเวียนสับเปลี่ยน หมายถึง เมื่อถึงเวลาของใคร คนผู้นั้นย่อมลงมือได้เปรียบกว่าอีกฝ่าย

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน