ภายในท้องพระโรงอันเงียบสงัดบังเกิดบรรยากาศอึดอัดชวนให้หายใจลำบากขึ้นมา
โจวหยวนมองโจวฉิงที่นั่งอยู่ข้างกาย ใบหน้าที่ดูน่าเกรงขามเช่นในยามปกติขณะนี้เต็มไปด้วยความสิ้นหวังไร้ซึ่งหนทาง สำหรับเื่ครานั้นเห็นได้ชัดว่าส่งผลอย่างใหญ่หลวง
ลูกชายของตนโดนศัตรู่ชิงเอาโชคชะตาไปต่อหน้าต่อตา ทว่าตนเองกลับไร้ความสามารถ พอนึกดูก็นับเป็เื่อัปยศสำหรับพ่อคนหนึ่ง
โจวหยวนกัดริมฝีปาก เขาทราบนิสัยของโจวฉิงเป็อย่างดี ่เวลานั้นหากไม่ใช่เพื่อชาวเมืองต้าโจวนับล้าน เกรงว่าเขาคงยอมสู้จนตัวตายไปพร้อมกับฮ่องเต้อู่แล้ว
“นี่คงเป็เหตุผลที่ข้าไม่พบลมปราณทั้งแปดจนยากต่อการฝึกตน เ้าฮ่องเต้อู่งผู้นี้ นับเป็แผนชั่วช้าเสียจริง” โจวหยวนจ้องมองเืสีแดงคล้ำที่เคลื่อนกายช้าๆ บนฝ่ามือเขา แววตาโกรธแค้นฉายวาบขึ้นในดวงตา
ฮ่องเต้อู่่ชิงโชคชะตาและทำลายรากปราณเทพัของเขาไป ไม่เพียงเท่านั้น เ้าคนผู้นั้นยังวางกลอุบายถอนรากถอนโคนบีบให้เขาค่อยๆ อับจนหนทางด้วยพิษัพิโรธอีก
ทว่าสิ่งที่ทำให้โจวหยวนฉุนเฉียวเป็ที่สุดก็คือ ลมปราณของเสด็จแม่ได้รับาเ็สาหัสจนอายุขัยเหลือไม่ถึงสิบปี
โจวหยวนสูดลมหายใจเข้าลึกหวังระงับความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นในจิตใจ เขาเหลียวมองฉินอวี้ที่ผล็อยหลับไป พอเห็นแก้มที่ซีดขาวของนางก็รู้สึกเ็ปราวกับโดนมีดกรีดแทง เอ่ยถามขึ้นว่า “เสด็จพ่อ แล้วเสด็จแม่จะเป็เช่นไรเล่า อายุขัยของนาง...”
โจวฉิงนิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วกล่าวตอบอย่างเชื่องช้า “บนโลกใบนี้มีของล้ำค่าจาก์ที่สามารถนำมาใช้ฟื้นฟูอายุขัย หากได้มาย่อมยืดอายุขัยของเสด็จแม่เ้าได้ เพียงแต่ว่า...”
พูดถึงจุดนี้ โจวฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อน “ของล้ำค่าจาก์หาได้ธรรมดาไม่ ข้าเคยทุ่มเทกำลังพลของต้าโจวเพื่อเสาะหาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ช่างยากเย็นเกินกว่าจะหาพบเจอนัก”
“กองกำลังต้าโจวของเราไม่เหมือนเช่นแต่ก่อน เวลานี้ทำได้เพียงหดหัวปกป้องตัวเองอยู่ในกระดอง”
โจวหยวนกำหมัดแน่น ชั่วขณะนั้นในที่สุดเขาก็ทราบถึงข้อดีของการมีพลังแล้ว หากมีพลังเพียงพอ ต่อให้อยู่ในสถานการณ์อันตรายเพียงใดเขาก็จะสามารถเสาะแสวงหาของล้ำค่าจาก์ที่ยืดอายุขัยนี้มาได้
อย่างไรก็ตาม หากลมปราณทั้งแปดยังคงไม่ปรากฏขึ้นในร่างกาย แม้แต่พลังในการปกป้องตัวเองก็ยังไม่มี
โจวหยวนกัดฟันฝืนทนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เสด็จพ่อ ข้าไม่สามารถกลายเป็ปรมาจารย์หยวนได้จริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสด็จแม่ของเขาสูญเสียเืบริสุทธิ์จนอายุขัยลดทอนลง เสี่ยงชีวิตเพื่อลูกชาย แล้วจะให้เขาทนนิ่งดูดายได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่ง...เื่ทั้งหมดที่ตระกูลอู่ทำกับเขารวมไปถึงเมืองต้าโจว หากไม่รับรู้ก็คงเท่านั้น แต่ในเมื่อตอนนี้ทราบกระจ่างแจ้งแล้ว หนี้ครานี้เห็นทีคงไม่อาจสะสางได้โดยง่าย
ทว่าทั้งหมดนี้ต้องอาศัยพลังที่มากพอของเขา
บนโลกนี้กลุ่มคนที่ควบคุมพลังกล้าแกร่งที่สุดย่อมเป็ปรมาจารย์หยวน
พอได้ยินโจวหยวนพูดจบ โจวฉิงจึงขมวดคิ้วแน่นคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ครู่หนึ่งต่อมาจึงกล่าวด้วยเสียงแ่เบาว่า “เ้ายังไม่ยอมแพ้จริงๆ หรือ”
โจวหยวนส่ายหน้าเบาๆ แม้เขาจะทนทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปี แต่ความทุกข์ทรมานนั้นก็ทำให้เขาหนักแน่นมั่นคงและสุกงอมเกินวัย
เขาทราบว่าตระกูลอู่ก่อฏและ่ชิงโชคชะตาเขาไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลหากไม่ตายย่อมไม่มีวันเลิกรา
ในยามนี้ที่ต้าโจวยังกระเสือกกระสนรอดมาได้ล้วนเป็เพราะคำสาบานต่อบรรพบุรุษของฮ่องเต้อู่ในครานั้น ลองนึกภาพดู หากถึงวันกำหนดครบร้อยปีเมื่อใดราชวงศ์อู่จักต้องมากวาดล้างต้าโจวจนสิ้นซากจมกองเืเพื่อตัดต้นตอปัญหาเป็แน่แท้
ฉะนั้น ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์เช่นนั้น ร่างกายของเขาจะต้องมีพลังมากพอ
โจวฉิงปลาบปลื้มในความแน่วแน่ของโจวหยวนอยู่บ้าง เขานิ่งเงียบไปชั่วครู่จึงยกฝ่ามือตบไหล่โจวหยวนอย่างแรงพลางกล่าวว่า “ดี! อย่าได้ยอมแพ้ง่ายๆ สมเป็ลูกของข้า! ในเมื่อเ้ายืนหยัดต่อสู้ข้าก็พร้อมช่วยเ้าสุดกำลัง! ”
“เสด็จพ่อทรงมีวิธีอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อได้ยินโจวฉิงกล่าวเช่นนี้โจวหยวนจึงทักถามขึ้นด้วยแววตาประหลาดใจ
โจวฉิงพยักหน้าเบาๆ พลันกล่าวด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อนว่า “อย่าได้รีบดีใจไป เพราะกระทั่งตัวข้าเองก็ยังไม่อาจแน่ใจว่าวิธีนี้จะได้ผล”
“วิธีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนมีท่าทีร้อนรน และยังแฝงด้วยความมีชีวิตชีวาของคนวัยหนุ่มอยู่บ้างเล็กน้อย
“อีกสามวันให้หลังจะเป็พิธีไหว้บรรพบุรุษ หนนี้เ้ากับข้าจะไปสุสานบรรพชนด้วยกัน”
โจวฉิงยิ้มไม่กล่าวอธิบาย จากนั้นก็พลันหยุดนิ่งและกล่าวต่อว่า “แต่ข้ามีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง”
“เงื่อนไขอะไรอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนแปลกใจจึงถามด้วยความฉงน
โจวฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ว่าเ้าจะเปิดลมปราณได้หรือไม่ เ้าจงอย่าได้ละทิ้งการเรียนอักขระหยวนเป็อันขาด ต้องรู้ไว้ว่าหากเ้ายังเปิดลมปราณไม่ได้ การฝึกฝนอักขระหยวนจะเป็ทางออกสุดท้ายของเ้า แต่ถึงฝึกจนได้ระดับสูงก็ยังไม่แน่ว่าจะยับยั้งพิษัพิโรธได้”
บนโลกนี้มีปรมาจารย์หยวนเป็เส้นทางหลัก แต่ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ยังมีดอกไม้อีกนับร้อยคอยเบ่งบานเปิดเส้นทางสู่พลังมากมาย ดังเช่นอักขระหยวนที่ลึกซึ้งและกว้างใหญ่ที่สุด
่เวลาที่ลมปราณทั้งแปดยังไม่ปรากฏ โจวหยวนได้รับคำชี้แนะจากโจวฉิงให้ฝึกฝนอักขระหยวน การรู้วิชามากกว่าย่อมเป็เื่ที่ดี อันที่จริงปรมาจารย์หยวนหลายคนล้วนผ่านการร่ำเรียนอักขระหยวนมาบ้างแล้ว
เมื่อโจวหยวนได้ยินจึงพยักหน้าตอบรับเบาๆ อันที่จริงเขาเข้าใจในความหมายลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในคำพูดของโจวฉิงดี ด้วยกังวลว่าพอถึงตอนนั้นหากยังไม่พบลมปราณทั้งแปดจะหมดอาลัยตายอยากไม่อาจเป็ปรมาจารย์หยวนและละทิ้งหนทางสุดท้ายไป
โจวฉิงพยักหน้าน้อยๆ รอยยิ้มภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“เ้าพักผ่อนเสียเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาต้าโจว อีกสามวันให้หลังข้าจะพาเ้าไปที่สุสานบรรพชน”
“พ่ะย่ะค่ะ! ” เสียงของเด็กหนุ่มเต็มเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
โจวฉิงยิ้มพลางลูบหัวโจวหยวน จากนั้นจึงอุ้มฉินอวี้ที่ผล็อยหลับไปเดินออกจากท้องพระโรงพร้อมกับปรมาจารย์ฉิน
โจวหยวนมองเงาร่างด้านหลังของโจวฉิง เงาร่างอันทรงพลังน่าเกรงขามอยู่เป็นิจในยามนี้กลับเซื่องซึมและไร้พลังจนน่าเศร้า เขารู้ว่าเสด็จพ่อเป็คนทะเยอทะยาน แต่ถูกความจริงอันโหดร้ายกำลังกัดกินทีละเล็กทีละน้อย
จุดเริ่มต้นของเื่ราวทั้งหมดมาจากฮ่องเต้อู่
โจวหยวนเม้มปากแน่น ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่บอบบางกลับเปล่งประกายเยือกเย็นขึ้นมา
“ตระกูลอู่ ฮ่องเต้อู่...หนี้แค้นทั้งหมดนี้ ต่อจากนี้พวกเราคงได้คิดบัญชีกัน! ”
...
เช้าวันรุ่งขึ้น โจวหยวนออกจากพระราชวังพร้อมกองกำลังทหารอารักขาตรงไปยังจวนต้าโจวที่ตั้งอยู่ทางเขตตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองต้าโจว
จวนต้าโจวสร้างขึ้นโดยคำสั่งของโจวฉิงเมื่อหลายปีก่อน ในขณะนั้นได้รวบรวมไพร่พลยอดฝีมือมาถ่ายทอดวิชาให้ ตอนที่สำนักศึกษาอย่างจวนต้าโจวประกาศรับอาสาสมัครจำนวนมากไม่ได้มีการแบ่งแยกชนชั้น ต่อให้เป็ชาวบ้านก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาฝึกฝนในจวนต้าโจวได้ขอเพียงแค่เป็คนมีพร์
หลายปีมานี้จวนต้าโจวบ่มเพาะผู้มากพร์ไว้ไม่น้อย ที่แห่งนี้จึงยิ่งมีฐานะสูงขึ้นในราชวงศ์ต้าโจว ต่อให้เป็องค์รัชทายาทอย่างโจวหยวนก็ยังมาร่ำเรียนที่นี่
ประตูทางเข้าจวนต้าโจวมีทหารรักษาการณ์คุ้มกันแ่าสวมชุดเกราะคอยตรวจสอบป้ายชื่อของผู้เข้าเรียนอย่างเข้มงวด ทว่าโจวหยวนไม่จำเป็ต้องผ่านกระบวนการนี้ ในเมืองต้าโจวคงไม่มีผู้ใดไม่รู้จักองค์รัชทายาท
“ถวายบังคมฝ่าา”
เหล่าทหารรักษาการณ์ต่างค้อมกายคารวะเมื่อเห็นโจวหยวนปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าประตูทางเข้า
“องค์ชาย” ศิษย์ของจวนต้าโจวจำนวนไม่น้อยที่ผ่านไปมาต่างส่งรอยยิ้มให้โจวหยวนด้วยความเคารพนอบน้อม
โจวหยวนยิ้มพลางประสานกำปั้นขึ้นตอบรับการถวายความเคารพเ่าั้ เขาทราบดีว่าบรรดาศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนเป็พวกชาวบ้าน พวกเขาจึงแสดงความเคารพต่อเขา ที่ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็เพราะว่าเสด็จพ่อได้สร้างจวนต้าโจวไว้จนชาวบ้านเหล่านี้มีฐานะที่ดีขึ้นและได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตน
ณ หอเรียนทิศตะวันตกในจวนต้าโจว
ภายในห้องเรียนที่กว้างขวางสว่างไสวมีโต๊ะเรียนตั้งเรียงรายอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย เบื้องหน้าโต๊ะเรียนมีหนุ่มสาวจำนวนมากนั่งคุกเข่าตัวตรงอยู่ภายใต้บรรยากาศเงียบสงบ
โจวหยวนกำลังนั่งทำสมาธิอย่างสงบอยู่ด้านหน้าแถวแรกของโต๊ะเรียน บนโต๊ะของเขามีแผ่นหยกเงาวาวพร้อมพู่กันสีแดงเข้มวางนอนเคียงข้าง
ตัวพู่กันหล่อด้วยหยกแดง ขนพู่กันทำจากขนหนูส่วนหน้าท้องที่อ่อนนุ่มที่สุด ตัวด้ามมีลักษณะเรียวยาวและเปล่งประกาย นี่ก็คือพู่กันหยวน
หากให้อธิบายว่าสิ่งสำคัญที่สุดของอักขระหยวนคืออะไร ทุกผู้คนต่างพูดคำสามคำพร้อมกันว่า ‘พู่กันหยวน’
อักขระหยวนทุกตัวอักษรล้วนต้องใช้พู่กันหยวนเป็ตัวกลางจึงจะสามารถวาดอักขระหยวนอันลึกลับออกมาได้ โดยการดึงพลังหยวนจากฟ้าดินและส่งอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ออกมา
ด้วยเหตุนี้ความสำคัญของพู่กันหยวนล้วนเป็ที่เข้าใจกันดี หากไม่มีพู่กันหยวน ต่อให้บรรลุขั้นสูงแค่ไหนก็เกรงว่าพลังหยวนที่ถ่ายทอดออกมาจะถูกลดทอนความสามารถลง
โจวหยวนจับพู่กันหยวนลายหยกแดง สายตาจับจ้องไปด้านหน้า ที่ตรงนั้นมีอาจารย์ชายวัยกลางคนกำลังอธิบายเนื้อหาอย่างเรียบง่าย
“อักขระหยวนจะต้องสมานจิตไว้ที่ปลายพู่กันพร้อมตวัดวาดลวดลาย ทุกการตวัดวาดเส้นแต่ละเส้นล้วนใช้จิติญญาแทนน้ำหมึกวาดอักขระหยวน เช่นนี้จึงจะดึงพลังหยวนจากฟ้าดินออกมาได้”
“ทุกคนจงจำไว้ให้ดี ยามตวัดวาดออกมาจิตจะต้องนิ่งดุจน้ำ สติอย่าได้เตลิด ให้พู่กันในมือเป็ดั่งเช่นส่วนหนึ่งของร่างกายแล้วสมานจิตไว้ที่ปลายพู่กัน ตวัดวาดตามจิตใจอย่างรวดเร็ว ”
“...”
“ต่อไป จงฝึกฝนอักขระหยวนทั้งสามแบบที่ข้าเคยสอนไปเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว หวังว่าวันนี้จะมีใครสักคนทำสำเร็จเล่า” เมื่อท่านอาจารย์อธิบายเสร็จจึงกล่าวทิ้งท้าย
ทันทีที่ถ้อยคำถูกเอ่ยขึ้นเสียงโอดครวญก็ดังขึ้นมาทันที หนุ่มสาวหลายคนต่างมีสีหน้าขื่นขม การฝึกอักขระหยวนนี้ดูเหมือนง่าย แต่หลังจากการฝึกทุกครั้งจะต้องใช้จิติญญาจนเหนื่อยล้า
“หึ โอดครวญอะไรกัน ข้าสอนอักขระหยวนไปสามแบบ อักขระกระทิง อักขระตัวเบา และอักขระกายเหล็ก ต่างเป็เพียงระดับเริ่มต้นเท่านั้น” พอได้ยินเสียงโอดครวญเ่าั้อาจารย์วัยกลางคนจึงแผดร้องดุเดือดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
หนุ่มสาวทั้งหลายเห็นท่านอาจารย์โมโหจึงทำคอย่นไม่กล้าส่งเสียง จากนั้นหยิบพู่กันเริ่มตวัดวาดบนแผ่นหยกที่อยู่ด้านหน้า
โจวหยวนยิ้มเล็กน้อยแล้วจับพู่กันพร้อมตั้งสมาธิเพื่อปิดกั้นเสียงวุ่นวายทันที จิตใจสงบนิ่งราวบ่อน้ำไร้การกระเพื่อม ั์ตาจับจ้องแผ่นหยกเงางาม แสงสว่างปรากฏขึ้นบนกลางระหว่างคิ้ว ทันทีที่ตวัดปลายพู่กันก็มีแสงสีแดงส่องประกายขึ้นมาเล็กน้อย
โจวหยวนตวัดวาดบนแผ่นหยกอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกบางอย่างส่งผ่านมาตามเส้นหยวนที่สลับซับซ้อน พอลวดลายทั้งหมดประกอบรวมตัวกันก็ดูคล้ายกับมีพลังลึกลับบางอย่าง
ทุกอักขระหยวนล้วนประกอบด้วยเส้นหยวนมากน้อยแตกต่างกัน หรือก็คือ ยิ่งมีเส้นหยวนซับซ้อนมากเท่าใด ระดับพลังก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
สิ่งที่โจวหยวนวาดตอนนี้คืออักขระกายเหล็ก เป็หนึ่งในสามอักขระหยวนระดับเบื้องต้นที่มีเส้นหยวนกว่าร้อยเส้น ทว่าหากคิดอยากจะวาดเส้นหยวนที่ซับซ้อนกว่าร้อยเส้นนี้ให้ออกมาอย่างสมบูรณ์ได้จำเป็จะต้องฝึกฝนอย่างหนัก
ปลายพู่กันของโจวหยวนประหนึ่งสายน้ำ ไหลเรื่อยอย่างเชื่องช้าไม่มีหยุด ให้ความงดงามราวกับหมู่เมฆเคลื่อนคล้อยสายน้ำหลั่งริน
ด้วยเหตุที่ในหนึ่งปีมานี้ลมปราณทั้งแปดไม่ปรากฏ เวลาแทบทั้งหมดของเขาจึงทุ่มเทไปให้กับการฝึกอักขระหยวน ดังนั้นการวาดครั้งนี้จึงล้ำลึกยิ่งกว่าศิษย์คนอื่นๆ
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเขาััได้ถึงจิติญญาของตนเองจึงมีชัยเหนือคนทั่วไป ดูท่าแม้ว่าเขาจะโดน่ชิงโชคชะตาไปจนเทพัสิ้นสลาย แต่ยังดีที่จิติญญาไม่เสียหาย พอลองคิดดูแล้วในตอนนั้นด้วยอายุที่ยังน้อยจิติญญายังไม่เริ่มก่อตัวเลยทำให้รอดพ้นมาได้
ปลายพู่กันตวัดผ่านไปหลายนาที ฝ่ามือเรียวยาวของโจวหยวนตวัดวาดอย่างเชื่องช้าบนแผ่นหยกเบื้องหน้าเขา ทันใดนั้นก็มีแสงปรากฏขึ้น แลเห็นอักขระหยวนที่สลับซับซ้อนและเปี่ยมด้วยพลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา
“ดี ยอดเยี่ยม ตวัดวาดได้อย่างสมบูรณ์ ภายใต้พู่กันมีจิติญญา อักขระกายเหล็กตัวนี้นับว่าเป็ผลงานชิ้นเอก” ชั่วขณะที่โจวหยวนวาดเสร็จ เสียงชื่นชมก็ดังแว่วขึ้นมาจากด้านข้าง
โจวหยวนเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเป็อาจารย์ซึ่งไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างกายเขาั้แ่เมื่อใด อาจารย์กำลังมองอักขระหยวนบนแผ่นหยกของเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มชื่นชม
เหล่าหนุ่มสาวในห้องเรียนต่างเงยหน้าขึ้นมองโจวหยวนด้วยแววตาประหลาดใจ พวกเขายังไม่ทันตวัดวาดพู่กันเสร็จ โจวหยวนกลับทำสำเร็จแล้ว
อาจารย์สบอารมณ์เป็อย่างยิ่งแล้วถอนหายใจต่อเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลาย “หากพวกเ้าร่ำเรียนได้ดีเช่นนี้ก็คงจะดีไม่น้อย”
เหล่าหนุ่มสาวพอได้ยินต่างหัวเราะพลางส่ายหัว องค์รัชทายาทอย่างโจวหยวนมีพร์ติดตัวอย่างเห็นได้ชัด จะให้ทุกคนเรียนดีแบบนี้ได้เช่นไร
ทว่าท่ามกลางเสียงขบขันจู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะแปลกประหลาดดังขัดขึ้น
“ฮ่าๆ ถ้อยคำของอาจารย์นั้นผิดเพี้ยน เป้าหมายหลักของเราคือการเปิดลมปราณ ย่อมเทียบไม่ได้กับองค์ชายโจวหยวนที่ทุ่มเทจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนอักขระหยวน ไม่เช่นนั้นละก็ จะมิใช่เรียกว่าเป็การจัดลำดับความสำคัญสลับกันหรอกหรือ”
เสียงหัวเราะนี้ทิ่มแทงเข้าโสตประสาท ทั่วทั้งห้องเรียนพลันนิ่งเงียบลงทันที ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังต้นทางของเสียง
โจวหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกวาดสายตามอง เห็นเป็เด็กหนุ่มในชุดเสื้อแพรคนหนึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป คนผู้นั้นจ้องมองเขาด้วยท่าทีคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มพร้อมหมุนควงพู่กันในมือด้วยท่าทางเกียจคร้าน
รอยแสยะยิ้มบนมุมปากของเขาแฝงความเย้ยหยันเล็กน้อย