┏━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━┓
เื่นี้หยกจะลงให้ทุกคนอ่านฟรีจนจบเลยน้า
หากลงครบ 50% แล้วหยกจะทำการติดเหรียญในครึ่งแรก
ส่วนครึ่งหลังหยกก็จะลงให้อ่านฟรีต่อจนจบไปเลยจ้า
และเมื่อลงจนจบแล้วหยกจะทำการติดเหรียญทั้งหมดในทันที
เพราะงั้นทุกคนอย่าลืม กดหัวใจ กับ กดเพิ่มเข้าชั้น เอาไว้กันด้วยน้า
┗━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━┛
“วันนี้ทำไมกลับบ้านไวจังเลย แล้วแม่ล่ะ แม่อยู่ไหนอะป๊า” เอ่ยถามคนตรงหน้าจบฉันก็เดินตามท่านพร้อมสอดส่องมองหาแม่ของตัวเอง ทุกครั้งพ่อกับแม่มักอยู่ด้วยกันตลอด ยกเว้นแค่ตอนแม่ฉันจะเข้าบ้านส่วนตัวของแม่ที่เอาไว้ปลดปล่อย ทว่านอกเหนือจากสิ่งที่พูดท่านทั้งสองก็มักจะอยู่ด้วยกันตลอดเลยนะ ยกเว้นก็แค่ตอนนี้ที่ฉันกำลังถามหาอยู่นี่แหละที่ทำให้ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีเสียงแม่บ่นออกมาหากฉันทำตัวเหมือนอย่างเมื่อกี้กับพ่อ เพราะมันอาจจะทำให้พวกคนอื่นที่เห็นเอาไปพูดและไม่เกรงกลัวได้ตามที่แม่มักจะบ่นอยู่เสมอ
“แม่เขาไม่ได้บอกลูกเหรอว่าไปหาคุณตา” พ่อพูดขณะที่เราเดินมาถึงห้องรับแขก ทุกคนที่มีหน้าที่ของตัวเองก็รีบวิ่งออกไปเตรียมของมาเสิร์ฟ ส่วนฉันกับพ่อเราสองคนก็มานั่งคุยกันถึงเื่ของแม่ต่อโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างอะไรมากมายนัก
แม่ไปหาคุณตาเหรอ...หรือว่าที่ขู่แม่จะเอาจริง!
“แล้วแม่ได้บอกป๊าไหมว่าไปหาคุณตาทำไม” ฉันถามคนตรงหน้าด้วยสายตาเป็กังวลเล็กน้อย เพราะกลัวว่าตัวเองอาจจะถูกส่งตัวไปอยู่กับคุณตา
“เราสองคนต่างรู้นิสัยของแม่...ยังถามกับป๊าอีกเหรอ” พ่อฉันท่านพยักหน้าให้กับป้าแม่บ้านที่ยกน้ำมาเสิร์ฟให้เราทั้งสองคน ส่วนฉันไม่ได้ตอบอะไรนอกจากนั่งหน้าเครียดต่อ ก็จริงอย่างที่พ่อพูด เพราะเวลาที่แม่ทำอะไรท่านก็ไม่เคยบอกอยู่แล้ว
สาธุ~ ขอให้ไม่เกี่ยวกับฉันทีเถิด เพี้ยง!
“คุณหนูเป็อะไรหรือเปล่าคะ?” ป้าแม่บ้านคนเดิมเห็นว่าจู่ ๆ ฉันก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาพนมเธอก็เลยเกิดความใและเอ่ยถามฉันด้วยแววตาที่เหมือนพร้อมจะไปตามคนทรงให้มาทำพิธีอยู่ตลอดเวลา
ทางฝั่งของเฉิน
หลังจากที่ส่ายป่านกลับไป
“มันเกิดอะไรขึ้นครับคุณเฉิน ทำไมแม่นั่นถึงมาอยู่ที่บริษัทได้” วายุเอ่ยถามกับเ้านายของตนด้วยท่าทางโมโหอย่างออกนอกหน้าเหมือนกับว่าเขาเป็เ้านาย และเฉินเป็เพียงแค่ลูกน้อง
“วายุ...คุณควรเรียกเธอด้วยชื่อ” เฉินเป็คนใจเย็นพอที่จะไม่ดุด่าหรือขึ้นเสียงใส่คนของตัวเองหากไม่มีความจำเป็อีกอย่างไม่แปลกใจที่คนของเขาจะโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ เพราะรายนั้นก็โดนหญิงสาวตัวแสบเล่นกลับอยู่ไม่น้อย อีกอย่างวายุยังไม่รู้เลยว่าเขาและเธอตกลงคบกัน (ปลอม ๆ) แล้ว นั่นจึงทำให้เฉินต้องพูดให้สติวายุก่อน แล้วถึงจะค่อยพูดเื่ต่อไปให้คนตรงหน้าฟังและทำความเข้าใจ
“ขออภัยด้วยครับ แต่ผมไม่คิดจะจำชื่อผู้หญิงที่มีลักษณะนิสัยแบบนั้นหรอกครับคุณเฉิน ไม่ไหวจริง ๆ เธอมีนิสัยที่แย่มาก คุณเฉินก็เห็นมากับตาแล้ว” ทว่าวายุกลับเอาแต่พูดไม่หยุด จึงทำให้เฉินไม่สามารถพูดแทรกขึ้นมาได้ และก็ปล่อยให้วายุพูดต่อให้จบก่อน
“แต่ตอนนี้ผมว่าวายุควรต้องจำชื่อเธอให้ได้แล้วนะ” เฉินเอ่ยบอกคนตรงหน้าจนวายุมีสีหน้าไม่เข้าใจหลังจากที่เ้านายของตนพูดบางอย่างออกมา
เขาคิดว่าทำไมคุณเฉินถึงต้องอยากให้เขาจำชื่อเธอคนนี้เหลือเกิน ก่อนหน้านี้ระหว่างที่สองคนนี้คุยกันไม่ใช่ว่าคุณเฉินโดนแม่นั่นพูดขู่อะไรหรือเปล่าถึงได้ดูปกป้องกันแบบนี้ และหากเป็อย่างที่คิด วายุคนนี้ก็พร้อมจะตอกกลับให้อย่างสาสมขอเพียงแค่เ้านายของเขาพูดมันออกมา
“เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็ลูกสาวของครอบครัวภูสิทธ์พลังกรเหรอครับ คุณเฉินถึงได้เกรงใจเธอ” สิ่งที่วายุพูดออกมา หากเป็คนอื่นคงโดนไล่ออก หรือไม่ก็คงจะโดนด่า และไม่ว่าจะอย่างไหนหากเป็คนที่มีตำแหน่งไม่ได้เทียบเท่ากันมาพูดแบบนี้ก็คงไม่เหมาะสม แต่เพราะวายุเป็คนพูดตรง คิดอะไรก็พูดนั้นจึงทำให้เขากล้าที่จะแสดงความคิดเห็นออกมาโดยที่เฉินเอาแต่นั่งยิ้มกับคำถามของวายุ
เฉินไม่โกรธ เพียงแต่ตลกกับสิ่งที่ได้ยินจากปากพนักงานซึ่งทำงานร่วมกันมานานหลายปี เพราะสิ่งที่วายุพูดออกมามันเหมือนกับว่าการทำงานด้วยกันของเราสองคนพึ่งเกิดขึ้นไม่กี่เดือน ทั้งที่ความจริงวายุรู้นิสัยเฉินดี และทำงานกับเขามานานมากพอที่จะรู้ว่าคนอย่างเฉินไม่เคยเกรงกลัวใคร นอกจากคนที่มีบุญคุณเท่านั้นที่เฉินจะเกรงใจ แต่ก็ไม่ได้เกรงกลัว
“ขอโทษครับคุณเฉิน” เมื่อโทสะหายไปสติก็กลับมา พอวายุรู้ตัวว่าตัวเองกำลังใช้คำพูดไม่เหมาะสมอยู่จึงรีบก้มหน้า และเอ่ยคำขอโทษหลังจากที่เฉินปล่อยเสียงหัวเราะดังลั่นห้อง จนเขารู้สึกกลัวกับการหัวเราะของเฉินในครั้งนี้เป็อย่างมาก
“ผมคงยอมไม่ได้ถ้ามีคนมาเรียกแฟนตัวเองด้วยคำว่า ‘แม่นั่น’ คุณคงเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดใช่ไหมวายุ?” แม้ใบหน้าของเฉินจะดูยิ้มแย้ม แต่สำหรับวายุเขากลับไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นสักนิด แถมเื่ที่เขากำลังได้ยินออกมาจากปากคุณเฉินของเขามันก็ไม่สามารถมาทำให้เขารู้สึกใกลัวไปมากกว่าท่าทางของเฉินในตอนนี้ได้หรอก
ทางด้านแม่ของส่ายป่าน
“ฉันละชอบสีหน้าของแกในตอนนี้เสียจริง” ชายวัยกลางคนเอ่ยพูดด้วยใบหน้าสนอกสนใจ และดูสนุกทุกครั้งที่เห็นว่าลูกสาวของตัวเองกำลังมีสีหน้าวิตกกังวลมากแค่ไหน และยิ่งเธอถ่อสังขารข้ามประเทศเพื่อมาหาเขาจากที่ไกลแสนไกลด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกสนุกยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม
“ทำไม...พ่อจะพูดว่าเริ่มเข้าใจความรู้สึกของฉันขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมอย่างงี้น่ะเหรอ?” ทว่าตัวลูกสาวเองก็ไม่น้อยหน้า เธอยอกย้อนบิดาของตัวเองเช่นกัน เพราะเธอรู้ดีว่าทำไมบิดาของเธอถึงได้พูดแบบนี้ออกมา หากจะให้พูดก็คงต้องเล่าย้อนกลับไปไกล เอาเป็ว่า่วัยรุ่นของเธอค่อนข้างทำเื่น่าปวดหัวให้กับบิดาและมารดาอยู่ไม่น้อย รวมถึงเื่ผู้ชายที่เธอเป็คนเลือกเองมากกว่าจะไปแต่งงานกับคนที่บิดาของเธอเลือกไว้ให้นั้นก็ด้วยอีกเื่
“แกมันอคติไปเองทั้งนั้น” คนอย่างเขามีหรือจะยอมรับในสิ่งที่ลูกสาวของตัวเองเดาได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ หากยอมรับไปมีหวังเด็กคนนี้คงขึ้นมานั่งถอนหงอกเขาเล่นหนักขึ้นกว่าเดิมแน่ เพราะแค่นี้หงอกของเขาก็มีไม่พอจะให้เธอดึงเล่นแล้ว
“สรุปจะเอาไงพ่อ หลานของพ่อทั้งคนเลยนะ จะไม่เป็ห่วงหน่อยหรือไง” เธอท้วงกับบิดาของตนด้วยสายตาไม่พอใจเพราะแค่การที่เธอแบกหน้ามาขอความช่วยเหลือในวันนี้ก็เหมือนเป็ตราความอับอายติดตัวไปตลอดชีวิตแล้ว แต่เอาเถอะเพราะเื่นี้เธอไม่สามารถจัดการเองได้ หากปล่อยผ่านไปมีหวังลูกของเธอคงจะถลำเข้าไปลึกมากกว่าเดิม ซึ่งเธอไม่้าให้ลูกสาวของตัวเองต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเื่พวกนั้น
“…” บิดาของเธอได้แต่นั่งมองหน้าลูกสาวตัวเองด้วยสายตาที่นิ่งสนิท ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากช่วย แต่เื่นี้มันเป็เื่ใหญ่มาก เพราะหลังจากได้ฟังคำบอกเล่าจากปากของเธอเกี่ยวกับความหัวรั้นหัวดื้อของหลานตัวเอง เขาก็ต้องนั่งกุมขมับที่ความสามารถเด่นของตะกูลมันถูกส่งต่อไปอย่างดิบดีเหลือเกิน
♡⃛ ─────────────────── ♡⃛
ฝากกดติดตามกันด้วยน๊า : เพจ Sunisayok
(https://www.facebook.com/sunisayok310540/)
♡⃛ ─────────────────── ♡⃛