เมื่อหลี่ิเยว่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็เช้าวันที่สามแล้ว เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่านี่ไม่ใช่เพดานที่คุ้นเคยเหมือนก่อนหน้านี้ แม้ว่าห้องที่พวกนางอาศัยอยู่จะไม่ได้ใหญ่นัก แต่ก็เป็ห้องที่ก่อด้วยอิฐและมุงกระเบื้อง แต่เพดานที่เห็นอยู่ในตอนนี้กลับมุงด้วยฟาง เมื่อหันหน้าไปมองรอบ ๆ ก็เห็นว่านางซูกำลังนั่งผิงไฟอยู่ มือหนึ่งถือสะดึงปักผ้า นิ้วกำลังร้อยด้าย อีกมือหนึ่งถือเข็มปักผ้าขึ้น ๆ ลง ๆ
นางซูที่กำลังจดจ่ออยู่กับการปักผ้า เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นว่าหลี่ิเยว่ฟื้นแล้ว นางจึงรีบวางสะดึงผ้าลงและเอ่ยถาม “ิเยว่ ในที่สุดเ้าก็ตื่นแล้ว เ้าหมดสติไปสามวันแล้ว หากไม่ใช่เพราะหมอฟู่บอกว่าไม่เป็อะไร แม่คงไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี ิเยว่ดื่มน้ำก่อนนะ”
นางซูประคองบุตรสาวลุกขึ้นช้า ๆ แล้วหยิบถ้วยน้ำบนโต๊ะขึ้นมา ป้อนน้ำให้อย่างระมัดระวังราวกับว่านางเป็สมบัติล้ำค่าและเปราะบางที่สุดแสนจะหายากยิ่ง นั่นทำให้ชั่งกวานิเยว่ในร่างเด็กแปดขวบที่สูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักไปนานแล้วน้ำตาคลอ ในชาติก่อนนางไม่เหลือคนที่รักอยู่อีกแล้ว ์คงจะเห็นความน่าสงสารนี้ถึงได้ส่งนางมาให้ได้พบเจอคนที่รักนางมากมายในชาตินี้… นี่ช่างดีจริง ๆ
หลังจากจิบน้ำเข้าไปหลี่ิเยว่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก เมื่อเห็นใบหน้าของนางซูยังคงเป็กังวลอยู่ จึงเปลี่ยนเื่ถาม “ท่านแม่ ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนหรือเ้าคะ?”
นางซูลูบผมบุตรสาวเบา ๆ “ตอนนี้พวกเรายืมบ้านเก่าของผู้นำตระกูลหลี่ใช้อาศัย และบังเอิญได้เป็เพื่อนบ้านกับหมอฟู่พอดี โชคดียิ่งนักที่ผู้นำตระกูลใจดีให้พวกเรามาอยู่ที่นี่ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงได้อาศัยอยู่ข้างถนนแล้ว”
หลี่ิเยว่พยักหน้า แล้วจู่ ๆ นางก็นึกถึงความสามารถของตัวเองขึ้นมา ในใจครุ่นคิด… หากใช้โอกาสนี้ ในเวลาที่ยังเป็เด็กน้อยเปิดเผยบางอย่างออกไป ก็คงจะไม่น่าในักหากจะเปิดเผยอะไรเพิ่มขึ้นอีกในภายหลัง… หลี่ิเยว่เงยหน้ามองมารดาอย่างระวัง เมื่อเห็นนางวางถ้วยน้ำที่ดื่มแล้วกลับไปไว้ที่โต๊ะโดยไม่ได้สนใจ ก็เริ่มเค้นสมองจนคิดออก
เมื่อนางซูหันกลับมา หลี่ิเยว่ก็กอดเอวมารดาเอาไว้ พลางใช้หัวถูกับหน้าท้องที่ยื่นออกมามากแล้วของนาง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยอาการกระวนกระวายเล็กน้อย “ท่านแม่ หลายปีมานี้ข้าฝันมาตลอดเลย ฝันว่ามีคนสอนอะไรข้าบางอย่าง ท่านแม่ ข้าอยากตื่นขึ้นมาเพียงใดก็ทำไม่ได้ ตอนกลางวันข้าไม่กล้าแม้แต่จะคุยกับใคร กลัวว่าคนจะคิดว่าข้าแปลกประหลาด ท่านแม่ ท่านรู้หรือไม่? ทุกครั้งที่ขึ้นเขาไปเก็บผัก ทุกครั้งที่เห็นสมุนไพรบนูเา ในหัวข้าก็คิดถึงเื่ในความฝันขึ้นมา ข้ารู้ว่าพืชเ่าั้มีชื่อเรียกว่าอะไร และรู้ว่าสมุนไพรเ่าั้มีสรรพคุณอย่างไรบ้าง ตอนที่เห็นท่านแม่ปักผ้าข้าก็รู้สึกว่าข้าทำได้ ทั้ง ๆ ที่ข้าไม่เคยเรียนเื่เหล่านี้มาก่อน ท่านแม่ ข้าเป็อะไรหรือ? ข้าเป็สัตว์ประหลาดใช่หรือไม่? จะถูกคนเผาตายหรือไม่เ้าคะ? ท่านแม่ ข้ากลัว” พูดจบก็ตัวสั่นพลางกอดมารดาเอาไว้แน่น ราวกับเด็กน้อยที่พบเจอเื่น่ากลัวมา จึงร้องหาผู้ใหญ่ให้ปกป้อง
นางซูที่ได้ยินบุตรสาวตนเอ่ยเช่นนี้ ก็รู้สึกงุนงงในตอนแรก แต่หลังจากรับรู้อาการตัวสั่นเทานั้น นางก็รีบกอดบุตรสาวเอาไว้และเอ่ยปลอบเสียงแ่ “ิเยว่ของแม่ไม่ต้องกลัวนะ ิเยว่ไม่ใช่สัตว์ประหลาด มีคนสอนเ้าในฝัน นั่นก็คือของขวัญที่์มอบให้เ้า ิเยว่ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าิเยว่จะเป็เช่นไร เ้าก็ยังเป็ลูกของแม่ ิเยว่ไม่ต้องกลัวนะ แม่จะปกป้องเ้าเอง”
นางซูรู้ว่าบุตรสาวกำลังหวาดกลัว เลยตบหลังของนางเบา ๆ และพูดปลอบโยนซ้ำไปซ้ำมา คนเป็มารดารู้ดีว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะสามารถปลอบประโลม และทำให้บุตรสาวของตนรู้ปลอดภัยขึ้นมาได้บ้าง
ที่หลี่ิเยว่อิงซบในอ้อมกอดของนางซูเป็เพียงการแสดงในตอนแรกเริ่มเท่านั้น แต่หลังจากได้รับคำปลอบขวัญอันอ่อนโยน ท่าทางกอดแน่นด้วยกลัวว่าบุตรสาวจะเสียขวัญ อีกทั้งความอบอุ่นจากอ้อมอกที่้าให้บุตรสาวคลายความหวาดกลัวลงจากนางซูนั้น ทำให้หลี่ิเยว่ตาแดงก่ำทันใด… มันนานมากแล้วที่ไม่มีใครคอยปลอบนางเช่นนี้ ั้แ่ปู่กับย่าจากไป ก็ไม่มีใครคอยปลอบประโลมนางอีกเลย แม้แต่พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อนางเช่นนี้ เมื่อก่อนหากพบเจออุปสรรคเข้า ‘ชั่งกวานิเยว่’ ก็จะได้รับคำชี้แนะจากปู่ ย่าเองก็คอยกอดปลอบนาง บางทีอาจจะเป็เพราะ์สงสารที่นางต้องทนทุกข์ทรมานมากเกินไปในชาติภพก่อน ถึงได้ส่งนางมายังชาติภพนี้ ในร่างเด็กหญิงหลี่ิเยว่ ให้นางได้รับความอบอุ่นที่ห่างหายไปนานนั้นอีกครั้ง
เมื่อจู่ ๆ ก็ได้รับความเอื้ออาทรที่โหยหามานานอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้หลี่ิเยว่ไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป นางซุกหน้าลงกับอ้อมแขนของนางซูและร้องไห้เสียงดัง ปลดปล่อยความอ้างว้าง เดียวดาย ความขมขื่น ความคับแค้นใจ และความปรารถนาออกมาพร้อมกับน้ำตา ใช้โอกาสนี้ระบายความรู้สึกเศร้าออกไป… ต่อแต่นี้ไปนางก็คือหลี่ิเยว่ และหลี่ิเยว่ก็คือนาง จากนี้นางจะใช้ชีวิตแทนเสี่ยวิเยว่เอง… นี่ไม่ใช่แค่คำตอบตกลงแต่คือคำสัญญา…
ที่หน้าประตู หลี่อวิ๋นห้าว หลี่ิหัวและหลี่อวิ๋นซู่ทั้งสามคนฟังเสียงร้องไห้จากข้างในอย่างเงียบ ๆ เมื่อครู่นี้พวกเขาได้ข่าวว่าน้องสี่ฟื้นแล้วเลยจะเข้าไปหา พอมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินนางกำลังเล่าเื่มหัศจรรย์ในความฝัน จึงให้น้องห้ากับน้องหกพาน้องสาวตัวน้อยทั้งสองคนไปที่หลังบ้าน แล้วคำพูดของหลี่ิเยว่ก็ทำให้พวกเขาต่างประหลาดใจ แต่กระนั้นนั่นก็คือน้องสาวของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็เช่นไรก็ยังคงเป็น้องสาวของพวกเขาอยู่ดี
ทั้งสามคนสบตากันแล้วเดินเข้าไปข้างใน เมื่อหลี่ิเยว่ร้องไห้จนพอใจแล้ว หลี่ิหัวจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำมาเช็ดหน้านางจนสะอาด เมื่อเห็นดวงตาและจมูกที่แดงก่ำนั้น พี่สาวก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อ “น้องสี่ไม่อายหรือ โตขนาดนี้แล้วยังกอดแม่ร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่อีก เ้าต้องถูกน้องเจ็ดกับน้องแปดหัวเราะเอาในภายหลังแน่ ๆ แล้วไหนจะน้องน้อยในท้องของท่านแม่อีก คงจะหัวเราะใส่พี่สาวอย่างเ้าด้วยแน่นอน”
หลี่ิเยว่หน้าแดงด้วยความเขินอาย นางฝังศีรษะไว้ในอ้อมแขนของมารดาแน่นไม่ผละออก ท่าทางน่ารักเช่นนี้ทำให้พี่ ๆ ทั้งสามต้องหัวเราะออกมา
หลี่อวิ๋นห้าวเดินไปดึงร่างน้องสาวออก วางสองมือลงบนไหล่และสบตานาง เขามองเข้าไปในดวงตาที่คุ้นเคยพลางเอ่ยอย่างจริงจัง “น้องสี่ พวกข้าไม่สนว่าในฝันนั่นเ้าจะเจออะไรมา อย่าว่าแต่เ้าได้เจอกับเทพเซียนเลย ถึงเ้าจะพบเจอกับภูตผี พวกข้าก็ไม่มีวันทอดทิ้งเ้า น้องสี่ เ้ารู้แค่ว่าเ้าคือน้องสาวของพวกเราก็พอแล้ว”
หลี่อวิ๋นซู่กับหลี่ิหัวเองก็พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น ก่อนจะเอ่ยปากพูดพร้อมกัน “น้องสี่ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร เ้าก็ยังเป็น้องสาวของพวกเรา เป็ครอบครัวของพวกเราอยู่ดี”
หลี่ิเยว่พยักหน้าซ้ำ ๆ ด้วยดวงตาแดงเรื่อ ครอบครัวนี้ของนาง ช่างดีมากจริง ๆ เมื่อเห็นศีรษะเล็ก ๆ ผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่นอกประตู นางก็กวักมือเรียกพวกเขาพลางหัวเราะคิกคัก
“น้องเจ็ด น้องแปด น้องห้า น้องหก พวกเ้าเข้ามาสิ ขอโทษที่พี่สี่ทำให้พวกเ้าต้องใด้วยนะ เป็ความผิดของพี่เอง” หลี่ิเยว่ลูบศีรษะของน้องสาวทั้งสองคนที่เดินเข้ามาหาพร้อมกับเอ่ยเสียงแ่เบา
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง
