ย้อนเวลากลับไปสิบปีก่อน
แคว้นเฉินอยู่ใน่สงบไร้ศึกหนักที่ต้องคอยระแวดระวัง ด้วยบารมีของแม่ทัพใหญ่ที่ช่วยคลี่คลายปัญหาศึกรอบด้าน ยามนั้นหนิงอี้หาวในวัยเพียงยี่สิบปีได้สร้างความดีความชอบใหญ่หลวง จนได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ สร้างความฮือฮาและกลายเป็บุคคลที่ผู้คนยกย่องสรรเสริญเสียจนมีสตรีทั่วทั้งแคว้นหมายปอง
ทว่าเขากลับพาภรรยาจากเขตชายแดนของแคว้นกลับมาตบแต่ง และยังได้ข่าวว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่ในขณะนั้น สตรีวัยแรกแย้มต่างผิดหวังที่พลาดตำแหน่งฮูหยินเอกไป ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยอมแพ้ เพราะยังเหลือตำแหน่งฮูหยินรองให้ได้ไขว่คว้า คิดเพียงว่าถึงจะเป็รอง แต่ก็ได้เป็ถึงภรรยาของแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงอันดีงามและเป็ที่น่าจับตาในยามนั้น
จนแล้วจนรอดเวลาก็ได้ล่วงเลยมาถึงสิบเจ็ดปี แม่ทัพผู้เกรียงไกรและภรรยาเพียงหนึ่งเดียวได้มีบุตรด้วยกันทั้งสิ้นสามคน ก็ยังคงไร้วี่แววตบแต่งภรรยาเพิ่ม กระทั่งอนุหรือสาวใช้อุ่นเตียงก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวคราวเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน จนผู้คนต่างอดที่จะรู้สึกริษยาฮูหยินหนิงไม่ได้ โดยปกติหากจะกล่าวถึงผู้มีตำแหน่งระดับสูงในแคว้น การมีมากกว่าหนึ่งภรรยาถือเป็สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป ถึงจะมีสามีที่รักมั่นต่อสตรีหนึ่งคนอยู่บ้าง ก็ยังต้องตบแต่งภรรยาเพิ่มเพื่อสืบสกุล
ภายในจวนแม่ทัพใหญ่ขณะนี้อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ทุกพื้นที่ภายในทั้งนายและบ่าวต่างยิ้มแย้มปราศจากการขัดแย้งต่อกัน ยิ่งวันนี้เป็วันพิเศษด้วยแล้ว สีหน้าสำราญของผู้คนที่ยินดีจึงไม่อาจปิดกลั้นเอาไว้ได้ โดยเฉพาะหญิงสาววัยแรกแย้มที่เพิ่งพ้น่อายุสิบเจ็ดปีมาไม่นานนี้
ผู้มีฐานะเป็ฮูหยินคนเดียวแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ ใช้หวีสางผมตรงยาวสลวยของบุตรสาวที่นั่งหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ด้วยความเบามือ ก่อนรวบขึ้นครึ่งศีรษะเป็ทรงอย่างประณีต โดยมีเสี่ยวถิงและเสี่ยวเถาสาวใช้ส่วนตัวของบุตรสาว ช่วยหยิบจับอุปกรณ์อย่างคล่องแคล่วรู้งาน ฮูหยินหนิงยกยิ้มอ่อนหวานให้กับบุตรสาวผ่านกระจกด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะส่งหน้าที่ให้สาวใช้ฝาแฝดได้ลงเครื่องประทินโฉม
“คุณหนูใหญ่นั่งนิ่งๆ ก่อนนะเ้าคะ บ่าวไม่ถนัด” เสี่ยวถิงท้วงเมื่อคุณหนูของตนเริ่มขยับไปมา อีกทั้งในมือยังถือผลอิงเถาและส่งเข้าปากเล็กแดงระเรื่ออยู่เรื่อยๆ
“ส่งมาให้บ่าวก่อนนะเ้าคะ” เสี่ยวเถาเอ่ยพลางแบมือทั้งสองให้คุณหนูใหญ่ส่งผลไม้มา เพื่อที่พี่สาวฝาแฝดของตนจะได้ลงแป้งที่ผิวหน้าได้อย่างถนัด เนื่องจากเ้าของร่างยังคงเคี้ยวผลอิงเถาอยู่เช่นนั้น
ดวงตากลมโตสดใสของหนิงฟางหรงมองเสี่ยวเถาสลับกับของกินในมือครู่หนึ่งก่อนจะยื่นให้แต่โดยดี ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายหยิบอีกลูกเข้าปากเคี้ยวอย่างสบายใจจนแก้มป่อง
“ลูกคนหรือลูกลิง” ฮูหนิงหนิงเอ่ยอย่างติดตลกในขณะที่กำลังรินชาท่าทีแช่มช้อยละเมียดละไม ต่างกับบุตรสาวคนโตผู้นี้ที่ไม่ค่อยสำรวมนัก
“ลูกของท่านแม่สิเ้าคะ งดงามถึงเพียงนี้” หนิงฟางหรงตอบมารดาท่าทีทะเล้น น้ำเสียงสดใสเปล่งหัวเราะออกมาด้วยความอารมณ์ดีเป็พิเศษ
“รู้แล้ว ลูกสาวแม่งดงามยิ่งนัก จะงามกว่านี้หากรู้จักสงวนกิริยา ไม่กระโตกกระตาก” ผู้เป็มารดาตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก เพียงทำในสิ่งที่ไม่เดือดร้อนถึงผู้อื่นก็ถือว่าใช้ได้แล้วในความคิดของตน
“ปล่อยให้การสงวนกิริยาเป็เื่ในวังเถิดนะเ้าคะ” ผู้เป็บุตรค้านขึ้นทันที เนื่องจากตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานางต้องเข้าวังเผื่อรับการฝึกศาสตร์ทั้งสี่อย่างเข้มงวด กระทั่งการเดิน การนั่ง และการกิน ก็ยังต้องเป็ไปตามกฎระเบียบของวังหลวงโดยเคร่งครัด
ในขณะที่สองแม่ลูกพูดคุยอย่างออกรส เด็กสาววัยสิบสี่ปีที่นั่งนิ่งข้างมารดาอย่างเรียบร้อยก็อดที่จะอมยิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้ ใบหน้าสวยหวานของหนิงเยี่ยนฟางคล้ายผู้เป็พี่สาวแทบเต็มสิบส่วนเลยก็ว่าได้ ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคงเป็ลักษณะผมที่หยักศกเล็กน้อย และมีสีน้ำตาลอ่อนเหมือนมารดา ต่างกับหนิงฟางหรงที่มีเส้นผมตรงสลวยสีดำขลับ
เมื่อสาวใช้ทั้งสองประทินโฉมคุณหนูใหญ่ของตนเรียบร้อยจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เดิมทีใบหน้านี้ไม่ต้องแต่งเติมก็จัดได้ว่างดงามล่มเมือง เพียงผลัดแป้งเบาบางและเติมชาดสีชมพูระเรื่อที่ริมฝีปากเล็กน้อย ก็สามารถตรึงสายตาของผู้คนเอาไว้ได้อย่างหมดจด หนิงเยี่ยนฟางลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อมายืนด้านหน้าพี่สาว เสียงกระพรวนที่ข้อมือทำให้หนิงฟางหรงมองตามอากัปกิริยาที่อ่อนช้อยเสมือนมารดาของน้องสาวตน
มือขาวเล็กๆ คู่นั้นแบมือตั้งฉากห่างจากใบหน้าตรง่แก้มของตนเล็กน้อย จากนั้นขยับมือและแขนหมุนหนึ่งรอบก่อนจะกำมือแล้วชูนิ้วโป้งหันไปทางหนิงฟางหรง “ท่านพี่งดงามมากเ้าค่ะ” ภาษามือของน้องสาวสื่อความหมายด้วยความจริงใจ หนิงฟางหรงรับรู้ได้แม้จะไม่ได้ยินเสียงพูดของอีกฝ่ายก็ตาม หนิงเยี่ยนฟางอาจโชคร้ายที่เกิดมาไม่ได้ยินเสียงและพูดไม่ได้เฉกเช่นคนอื่น ทว่าความโชคดีที่สามารถลบล้างสิ่งเ่าั้ไปได้อย่างหมดจดก็คือครอบครัว ครอบครัวที่รักและคอยสั่งสอนด้วยความเอาใจใส่ ทำให้นางเติบโตมาเป็อย่างดี และมีทัศนคติที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ผู้เป็มารดาดูความเรียบร้อยของบุตรสาวอีกครั้ง ระหว่างนั้นจึงมีบ่าวจากด้านนอกเรือนเข้ามาแจ้งบางอย่าง
“พ่อบ้านให้คนมาแจ้งแก่ฮูหยินเ้าค่ะ ว่าคนจากวังหลวงมาถึงกันแล้ว”
“เสร็จพอดี พวกเ้าตระเตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ ทวนอีกครั้งก่อนขนขึ้นรถม้าด้วย เผื่อมีสิ่งใดขาดตกไปบ้าง” ฮูหยินหนิงกล่าวเตือน บ่าวผู้นั้นจึงตอบรับและออกไปทำตามคำสั่งในทันที
โถงต้อนรับของจวนแม่ทัพใหญ่อยู่บริเวณใจกลางเรือนที่ห้อมล้อม เพียงย่างกรายเข้าทางประตูหน้าจวนก็มองเห็นที่แห่งนี้แล้ว หนิงอี้หาวผู้เป็แม่ทัพกำลังนั่งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยามนี้เขามีอายุได้สามสิบเจ็ดปีก็ยังคงดูหนุ่มแน่น ดวงตาคมอ่อนโยนขึ้นเมื่อคนทั้งสามมาถึงบริเวณทางเข้า ก่อนที่จะได้ทำสิ่งใด เด็กชายตัวกลมที่นั่งด้านข้างในคราแรกก็ลุกพรวดขึ้น ก่อนจะวิ่งไปทางคนทั้งสามทันที
“ท่านพี่...” เสียงเล็กของเด็กชายวัยสิบปีเอ่ยเสียงดังก่อนจะโผลเข้ากอดหนิงฟางหรงจนตัวเซ หนิงชุนคือบุตรคนที่สามของจวน แม้จะซนอยู่บ้าง ทว่ารู้จักผิดชอบชั่วดีและไม่เคยเอาแต่ใจ
หนิงฟางหรงโอบกอดร่างกลมกลับ ก่อนจะผละออกมาแล้วใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มยุ้ยทั้งสองข้างอย่างนึกมันเขี้ยว “ชุนชุนน้อย วันนี้ซนหรือไม่” เสียงใสเอ่ยถามน้องชายด้วยความร่าเริง
“ข้าซนน้อยกว่าท่านพี่นิดหน่อย” หนิงชุนตอบ จากนั้นจึงละออกจากพี่สาวโผลไปหาผู้เป็มารดาทันที “ท่านแม่ หากข้าโตขึ้นแล้วข้าอยากสุขุมเหมือนท่านพ่อ ไม่อยากซุกซนเช่นท่านพี่ขอรับ”
“หนิงชุน เ้านี่นะ...” หนิงฟางหรงเท้าเอวก่อนจะนึกสนุกวิ่งไล่จี้เอวผู้เป็น้องชายไปมาจนหนิงชุนหัวเราะลั่น บิดามารดาและบุตรสาวคนรองต่างมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มและแววตาที่สื่อถึงความอารมณ์ดี
บางทีความสุขของชีวิตก็เป็เื่ง่ายๆ รอบตัวเช่นนี้เอง...
ทว่าพวกเขากำลังลืมบางสิ่ง นั่นคือหญิงวัยกลางคนที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ด้านข้างอีกฝั่งของหนิงอี้หาว “คุณหนูใหญ่สกุลหนิง โปรดสำรวมกิริยาด้วยเ้าค่ะ” หัวหน้านางกำนัลเอ่ยเสียงราบเรียบ
หนิงฟางหรงกลับมาอยู่ในท่าทางสำรวมเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยที่เคี่ยวเข็ญตนเองมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่วายหันไปทำปากขมุบขมิบกับหนิงชุนจนหัวหน้านางกำนัลได้แต่ส่ายศีรษะ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจวนแม่ทัพจึงมีวิธีเลี้ยงบุตรผิดแผกจากตระกูลอื่นเช่นนี้
********************
น้องหรงของเราเคยมีมุมสดใสมาก่อนนะเออ...
ฝากทุกคนกดใจ กดติดตาม หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะคะ