ท่านอ๋องจอมเย็นชากับพระชายาตัวแสบ

    บทที่ 42 กลับจวนอ๋องรุ่ย

    บทที่ 42 กลับจวนอ๋องรุ่ย


    ชิวหลินรุ่ยยังคงไม่พูดอะไรเลยสักคำ ลู่จือฉิงอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาอยู่ที่นี่หรือเปล่า คนหน้าเย็นชาคนนี้จะพูดอะไรสักคำก็ไม่ได้หรือไงกัน?


    รองแม่ทัพของชิวหลินรุ่ยยังคงทำหน้าที่พูดแทนด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า  

    “เรื่องในจวนท่านอ๋องรุ่ยไม่จำเป็นต้องให้ตำหนักบูรพากังวล ให้องค์รัชทายาทระวังตำแหน่งไว้ให้ดีๆ ก็พอ วันใดวันหนึ่งอาจจะมีผู้มาแทนที่เขาก็เป็นได้”


    “เจ้า!” หัวหน้าองครักษ์ของฝ่ายรัชทายาทโกรธจนพูดไม่ออก ทำได้เพียงทำสีหน้าไม่พอใจเท่านั้น


    “ใครกล้ามาแทนที่ข้า?”เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากอีกด้าน ลู่จือฉิงใจหายวูบ ก่อนจะหันไปมองที่เซี่ยมู่ด้วยความตกใจ วันนี้ทำไมผู้คนถึงมารวมกันอยู่ที่นี่มากมายขนาดนี้


    ข้างนอกมีคนคุกเข่าลงเป็นจำนวนมากพร้อมกับเอ่ย “คารวะองค์รัชทายาท”


    จากนั้นลู่จือฉิงก็ได้ยินเสียงเย็นยะเยือกดุจน้ำค้างเอ่ยขึ้นว่า “คารวะองค์รัชทายาท”


    นั่นคือเสียงของชิวหลินรุ่ย เขามาที่นี่จริงๆ ไม่รู้ทำไมในเวลานี้เมื่อได้ยินเสียงของชิวหลินรุ่ยลู่จือฉิงและเซี่ยมู่กลับรู้สึกสบายใจขึ้นมา


    แม้ว่าชิวหลินรุ่ยจะเป็นคนที่ตามล่าพวกนาง แต่ถ้าหากให้เลือกระหว่างถูกองค์รัชทายาทหรือชิวหลินรุ่ยจับตัวกลับไป ลู่จือฉิงก็ยังคงรู้สึกอยากถูกชิวหลินรุ่ยจับตัวไปมากกว่า 


    เสียงของชิวหลินเหม่ามีความเย่อหยิ่ง “น้องสาม รองแม่ทัพของเจ้าบอกให้ข้าระวังตำแหน่งของตัวเอง วันใดวันหนึ่งอาจจะถูกคนมาแทนที่ หรือว่า น้องสามคือคนที่อยากจะแทนที่ข้า?”


    คำพูดนี้เป็นการถามเพื่อรักษาหน้าตา แต่ทุกคนก็ยังต้องรักษาความสงบทางการเมือง “ข้าไม่บังอาจ”


    แม้จะไม่ได้ยินเสียงเกรงกลัว แต่กลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ชิวหลินเหม่าไม่ยอมจบ “รองแม่ทัพของเจ้ากล้าพูดจาว่าร้ายข้าเช่นนี้ ข้าจะอภัยให้เขาได้อย่างไร จงมอบเขาให้ข้าจัดการแล้วเรื่องวันนี้ก็ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น มิฉะนั้น...ข้าจะไปทูลเรื่องนี้ให้เสด็จพ่อทรงทราบ พระองค์จะได้เห็นความทะเยอทะยานของเจ้า!”


    ทุกครั้งที่มีปัญหาก็มักจะเอาฝ่าบาทมาอ้างอยู่เสมอ หากไม่ใช่ว่าเพราะฮ่องเต้ทรงโปรดเขา เกรงว่าแม้ฝุ่นใต้เท้าของชิวหลินรุ่ย คนอย่างชิวหลินเหม่าก็ไม่อาจเทียบได้ 


    เสียงของชิวหลินรุ่ยยังคงเย็นชา “คนของข้ามีแต่หัวใจที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อแคว้นต้าเหลียง  องค์รัชทายาทต่างหากที่ใส่ใจในเรื่องภายในจวนของข้าจนละเลยราชกิจ ระวังเถอะหากฝ่าบาทรู้เข้าจะตำหนิได้ว่าท่านไม่เอาใจใส่หน้าที่ได้”


    ลู่จือฉิงไม่ค่อยได้ยินชิวหลินรุ่ยพูดมากเช่นนี้ ที่แท้เขาก็มีฝีปากดีไม่น้อยปกติก็ไม่เห็นเขาต่อปากต่อคำ แต่คราวนี้คงจะพูดเพื่อปกป้องข้ารับใช้คนนั้น เขาก็เป็นคนที่มีน้ำใจเหมือนกัน


    “เจ้า!” องค์รัชทายาทถึงกับพูดไม่ออก “หึ! คิดจะมาแทนที่ข้า เจ้าฝันไปเถอะ! เพราะแม่ของเจ้าเป็นแค่สนมที่ต่ำต้อย!”


    เมื่อชิวหลินรุ่ยได้ยินชิวหลินเหม่าพูดถึงพระมารดาของตนแล้ว แววตาของเขาก็ปรากฏความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที อากาศรอบข้างดูเหมือนว่าจะกลายเป็นน้ำแข็ง คนรอบข้างต่างก็รู้สึกถึงความไม่พอใจได้ชัดเจน


    ม้าที่ชิวหลินเหม่าขี่นั้นก็ถอยหลังไปหลายก้าว ชิวหลินเหม่าพูดจาตะกุกตะกัก “เจ้ามองข้าทำไม? ข้าแค่พูดเรื่องจริง ด้วย… ด้วยตัวเจ้า… ตัวเจ้าเองน่ะเป็นไปไม่ได้!”


    พอองค์รัชทายาทเปลี่ยนคำพูด บรรยากาศอึมครึมก็เริ่มคลายลง

    ชิวหลินรุ่ยกลับมาทำหน้าเย็นชาเช่นเดิม เขาไม่อยากทะเลาะกับชิวหลินเหม่าในเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ฝ่าบาททรงกริ้ว

    หากลงโทษแค่เขาคนเดียวยังพอรับได้ แต่กลัวว่าพระมารดาจะเดือดร้อนไปด้วย ในวังหลังมักจะวัดฐานะของสตรีจากบุตรชาย ชิวหลินรุ่ยเข้าใจดี


    พวกเขาทั้งหมดมารวมตัวกันในตรอกนี้ เพราะได้ยินข่าวลือว่าลู่จือฉิงปรากฏตัวที่นี่ ตอนนี้ค้นหาจนทั่วบ้านหลังนี้แล้ว พวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อ


    ชิวหลินรุ่ยเป็นคนแรกที่หันม้าเตรียมออกจากบ้านหลังนี้ มุ่งหน้าไปยังที่อื่น ชิวหลินเหม่ากลัวจะตามหลังไม่ทันจึงรีบเรียกคนของเขาและมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังอื่นต่อ


    เพียงไม่นานความวุ่นวายก็สิ้นสุดลง เหลือเพียงฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศเป็นหลักฐาน ไม่มีร่องรอยอะไรหลงเหลือบ้านหลังนี้เงียบสงบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่คลานออกมาจากใต้โต๊ะ หลังจากซ่อนตัวอยู่นานก็ปวดเนื้อปวดตัวไปหมด ข้างในนั้นหายใจไม่สะดวกเลยจริงๆ พวกเขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้เปาะหนึ่งแล้ว


    สิ่งแรกที่ลู่จือฉิงทำเมื่อออกมาจากที่ซ่อนตัวไม่ใช่การหายใจเข้าลึก ๆ หรือยืดเส้นยืดสาย แต่เป็นการรีบคว้ามือเล็ก ๆ ของเซี่ยมู่ขึ้นมาดูอย่างห่วงใย มือของเซี่ยมู่ตอนนี้ซีดเผือดจนเกือบเขียว นางรู้ว่าเขาต้องเจ็บมากแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าเขาทนมาไดอย่างไร


    เซี่ยมู่เห็นลู่จือฉิงทำหน้าตาเจ็บปวดใจ ก็ทำท่าทางราวกับขนลุกซู่

    “พอแล้ว พอแล้ว หยุดร้องไห้ได้แล้วน่ารำคาญเสียจริง”


    ลู่จือฉิงกลั้นขำไม่ได้ เมื่อเห็นว่าเซี่ยมู่ยังมีอารมณ์ขันก็คิดว่าอาการบาดเจ็บน่าจะไม่รุนแรงมาก ข้างในกระดูกก็ไม่มีอะไรเสียหาย พอไปถึงที่ที่ปลอดภัยรักษาตัวดีๆ ไม่กี่วันก็น่าจะดีขึ้น


    ทั้งสองคนกำลังพักผ่อนในห้องโถง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าตรงมาทางนี้ ลู่จือฉิงรู้สึกกังวลไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ ม้าดีไม่กินหญ้าเดิมเหตุใดพวกเขาจึงหวนกลับมาล่ะ?


    แต่เมื่อฟังดีๆ แล้ว ไม่ใช่พวกเขา มีเสียงม้าเพียงตัวเดียว แต่ไม่ว่าใครจะมาพวกนางก็ต้องรีบซ่อนตัวโดยเร็ว


    ลู่จือฉิงรีบผลักเซี่ยมู่ให้มุดเข้าใต้โต๊ะ แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากหน้าประตู สายเกินไปแล้วลู่จือฉิงหลับตาปี๋ พอลืมตาขึ้นแล้วจึงรีบหันขวับไปด้วยความกล้าหวังว่าจะเป็นคนที่นางพอจะสู้ได้


    แต่พอหันไปก็รู้สึกสิ้นหวังทันที นางไม่มีทางสู้คนคนนี้ได้แน่นอน แสงสว่างส่องมาจากด้านหลังของเขา เผยให้เห็นใบหน้าที่คมเข้มราวกับคมดาบ รูปร่างสง่างามราวกับเทพเจ้า ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เขายังคงหล่อเหลาในแบบบุรุษในยุคโบราณเช่นเดิม


    ลู่จือฉิงเผลอมองเขาอย่างตะลึงงันอีกครั้ง ชายผู้นี้เดินฝ่าฝุ่นควันมา แต่ยังคงดูสะอาดบริสุทธิ์ ถ้ามีกระดาษและพู่กัน นางคงอดวาดเขาไม่ได้


    แต่แล้วต่อมาลู่จือฉิงก็นึกขึ้นได้ว่าชายผู้นี้คือคนที่ตามล่าพวกนางมาตลอด! เป็นเพราะเขาที่ทำให้พวกนางต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ต้องหลบซ่อนตัวใต้โต๊ะอย่างน่าอับอาย


    ในขณะที่ลู่จือฉิงกำลังตะลึงงัน ชิวหลินรุ่ยก็เดินมาถึงตรงหน้านางแล้ว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย แต่บนใบหน้าของเขาไม่มีอะไรแสดงออก ลู่จือฉิงไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่นางจ้องมองเขาอย่างนิ่งงัน


    “กลับไปกับข้า”


    ลู่จือฉิง ถอยกลับไปสองสามก้าว “ทำไมข้าต้องกลับไปด้วย?”


    ชิวหลินรุ่ยก้มมองเซี่ยมู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ลู่จือฉิงอีกครั้งดวงตาของเขาแฝงความอ่อนโยนที่แทบมองไม่เห็น น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา “ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะต้องรู้”


    “หมายความว่าอย่างไร?” กอดเซี่ยมู่ไว้แน่น “หรือว่าเจ้าคิดจะลักพาตัวคนไปงั้นหรือ?!” 


    ชิวหลินรุ่ยโน้มตัวลงมาแล้วแย่งเซี่ยมู่จากอ้อมกอดของลู่จือฉิงไปอย่างรวดเร็ว นางยังไม่ทันตั้งตัวพอรู้ตัวอีกทีก็เห็นว่าเซี่ยมู่ไปอยู่ในอ้อมแขน ของเขาแล้ว! ที่สำคัญคือเซี่ยมู่ดูเหมือนจะไม่ขัดขืนเลย?!


    ชิวหลินรุ่ยกอดเซี่ยมู่ไว้ด้วยมือข้างเดียว อีกมือหนึ่งก็โอบไหล่ลู่จือฉิงราวกับจะกอดนางไว้ 


    การถูกชายหนุ่มรูปงามในยุคโบราณกอดแบบนี้ ปกติแล้วน่าจะทำให้หัวใจเต้นรัว หน้าแดงก่ำ แต่ลู่จือฉิงกลับไม่รู้สึกอะไรเลย ชิวหลินรุ่ยแทบจะเรียกได้ว่ากระชากนางให้รีบเดินตามมากกว่า

    นางไม่เคยเจอคนเช่นนี้มาก่อน นี่ไม่ใช่การกอด แต่นี่คือการลักพาตัวชัดๆ! แต่ลู่จือฉิงไม่สามารถร้องตะโกนให้ใครช่วยได้ ถ้าหากทหารของรัชทายาทมาเจอ พวกนางจะยิ่งลำบาก


    ลู่จือฉิงทำอะไรไม่ถูก เพราะว่านางไม่สามารถต่อสู้ได้จริงๆ การต่อสู้กับเขาก็เหมือนเอาไข่ชนหิน นางไม่มีทางสู้เขาได้เลย แรงกระชากจากเขาทำให้นางต้องตามเขาไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเดินมาถึงม้าตัวสูงใหญ่ 

    ชิวหลินรุ่ยก็ปล่อยนาง


    ชิวหลินรุ่ยอุ้มเซี่ยมู่ขึ้นไปบนอานม้าเซี่ยมู่ก็ไม่ขัดขืน ยังรู้สึกว่าม้าตัวใหญ่น่าสนุกดี เด็กน้อยนั่งอยู่บนอานม้า พลางเอื้อมมือเล็ก ๆ ไปลูบขนม้าสีดำสนิทที่เงางาม


    ชิวหลินรุ่ยเห็นท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของเซี่ยหมูก็รู้สึกพอใจ เขาขึ้นคร่อมม้าอย่างคล่องแคล่ว ลู่จือชิงคิดว่าเขาจะพาเซี่ยมู่ไปจากนาง ก็ร้องตะโกนออกมาทันทีว่า “นี่ เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”


    “จะไปด้วยกัน หรือจะอยู่ที่นี่ก็ตามใจ” ชิวหลินรุ่ยไม่แม้แต่จะมองหน้านางแถมยังพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา


    ลู่จือชิงขมวดคิ้ว ชิวหลินรุ่ยผู้นี้เป็นคนเช่นไรกันแน่ ทำไมต้องพูดอะไรที่ฟังดูดีชเช่นนั้นด้วย ถ้าไม่อยากจะพานางไปแล้วทำไมถึงพานางมายืนข้างๆ ม้าเช่นนี้ล่ะ?


    ช่างเถอะ ลู่จือชิงจะต้องอยู่กับเซี่ยมู่ ไม่ว่าจะเป็นหรือตายนางก็ไม่มีทางแยกจากเซี่ยมู่เด็ดขาด ความรักของแม่ในเวลานี้ฉายชัดออกมาจากตัวของลู่จือชิง แม้กระทั่งจวนอ๋องรุ่ยก็จะไปด้วยกัน จะไม่ยอมอยู่ที่นี่คนเดียวแน่นอน


    ลู่จือชิงยื่นมือออกไปข้างหน้า ด้วยสีหน้าที่กล้าหาญราวกับพร้อมที่จะตายอย่างสง่าผ่าเผย “ไปก็ไปสิ!”