เมื่อไป๋หยุนเฟยใช้สัมผัสวิญญาณสำรวจภายในตัวของวิหคสายฟ้าก็บังเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
ยังไม่ทันได้ตรวจสอบดูว่าในตัววิหคสายฟ้าเป็นอย่างไรก็มีสัมผัสวิญญาณแผ่มากระทบเป็นสัมผัสวิญญาณที่ให้ความรู้สึกแปลกพิสดารนัก ราวกับเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสากำลังหลงทางและได้พบเจอคนคุ้นเคยจึงรีบเข้าหาโดยสัญชาตญาณ
ที่จริงด้วยพลังของไป๋หยุนเฟยในยามนี้ยังห่างไกลจากระดับที่จะสามารถแลกเปลี่ยนสัมผัสวิญญาณเช่นนี้ได้ แต่ว่าครั้งนี้ยามส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปวิหคสายฟ้าอยู่ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อม ทั้งยังได้รับความยินยอมจากวิหคสายฟ้าสัมผัสวิญญาณของสองฝ่ายจึงเริ่มสื่อสารกัน แล้วสัมผัสวิญญาณของไป๋หยุนเฟยก็‘แทรก’เข้าไปในสัมผัสวิญญาณของอีกฝ่าย
ไป่หยุนเฟยงงงันไปชั่วขณะนี่เป็นครั้งแรกที่มันประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้แต่กระนั้นไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้แตกตื่นลนลานจนรีบล่าถอยออกมาเนื่องเพราะไป๋หยุนเฟยไม่อาจสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีประสงค์ร้ายหรือจะพูดให้ชัดก็คือไม่อาจสัมผัสถึง‘อารมณ์ความรู้สึก’อันใดจากสัมผัสวิญญาณของวิหคสายฟ้าได้ ที่รับรู้ได้มีเพียงจิตสำนึกที่ล้อมรอบสัมผัสวิญญาณของไป๋หยุนเฟยอยู่นอกจากนี้ก็ปราศจากปฏิกิริยาใดอีก
ภายใต้ลำแสงสีม่วงที่พลุ่งพล่านสับสนไป๋หยุนเฟยก็‘มองเห็น’ผลึกแก้วรูปทรงประหลาดส่งแสงสีม่วงอ่อน มีลวดลายวงกลมที่เรืองแสงสีม่วงอยู่รอบขณะเดียวกันก็หมุนอย่างแช่มช้า
บนลวดลายเต็มไปด้วยลายเส้นและเครื่องหมายอันซับซ้อนลี้ลับเมื่อสำรวจดูอย่างละเอียดก็พบว่าที่แท้ก็เป็นลายเส้นอักขระ! เพียงแต่ผนึกอักขระมีบางจุดที่‘ขาดหายไป’ บางจุดลวดลายลบเลือนจนเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งทว่าโครงสร้างของผนึกอักขระยังคงสภาพเอาไว้ได้ ดูไปคล้ายกับว่าจะมีลวดลายบางส่วนเพิ่มเติมขึ้นแทนที่ลายเส้นบางส่วนซึ่งค่อยๆจางหายไปราวกับลวดลายทั้งหมดจะกำลังคืนสู่รูปลักษณ์ดั้งเดิม...
ช่วงระยะสั้นๆที่สัมผัสวิญญาณของไป๋หยุนเฟยเข้าใกล้ลวดลายนั้นจู่ๆสัมผัสวิญญาณของวิหคสายฟ้าที่โอบล้อมอยู่ก็พลันแสดง‘อารมณ์’ออกมาเป็นครั้งแรกสัมผัสนี้คล้ายกับจะกระวนกระวาย
หลังจากตกตะลึงไปชั่วขณะ ไป๋หยุนเฟยก็รับรู้ได้ว่าลวดลายผนึกอักขระกับความเปลี่ยนแปลงของวิหคสายฟ้านั้นมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นแต่เรื่องนี้เป็นเพียงการคาดเดาของมัน โดยที่ไม่มีสิ่งใดจะยืนยันได้
มันเคยได้ยินที่หงยินเล่าว่าศิษย์สำนักเจ้าอสูรจะควบคุมอสูรวิญญาณโดยการตราผนึกทาสลงในร่างอสูรวิญญาณ ผนึกทาสนี้เป็นสิ่งลี้ลับสุดแสนจะมีลักษณะเช่นไรคนนอกก็ไม่อาจทราบได้แม้แต่อสูรวิญญาณระดับต่ำที่สุดเมื่อถูกตราผนึกทาสลงไปวิญญาณความรู้สึกทั้งมวลจะถูกขจัดหรือไม่ก็ถูกผนึกเอาไว้ หลังจากนั้นจะทำตามแต่สิ่งที่ผู้ตราผนึกสั่งการเท่านั้นกระทั่งเวลากินอาหารก็ยังต้องอาศัยคำสั่งจากผู้เป็นนายด้วยสภาวะเช่นนี้ต่อให้ผู้ฝึกปรือวิญญาณอื่นใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบดูก็ยังไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งใดได้หากคิดฝ่าเข้าไปในส่วนลึกของวิญญาณก็จะกระตุ้นให้ผนึกที่ตราไว้สูญสลายไปจนกระตุ้นให้อสูรวิญญาณระเบิดตัวเองขึ้น
แต่สถานการณ์ของไป๋หยุนเฟยยามนี้กลับแตกต่างจากที่หงยินเคยเล่า วิญญาณวิหคสายฟ้าไม่เพียงไม่ถูกผนึกไว้แต่ถึงกับไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง ---ไป๋หยุนเฟยไม่เพียงแต่เข้าถึงได้โดยง่ายแล้วผนึกทาสเองก็ยังไม่มีปฏิกิริยาอันใดอีกด้วย
ชั่วขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้นจู่ๆก็รู้สึกได้ว่าสัมผัสวิญญาณของวิหคสายฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งมันผลักดันสัมผัสวิญญาณของไป๋หยุนเฟยออก ก่อนจะเคลื่อนไปยังทิศของผนึกทาสอย่างแช่มช้า
ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันจากนั้นจึงทดลองสื่อสารด้วยสัมผัสวิญญาณ แต่ก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองใดๆราวกับว่ามันเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณเท่านั้น
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่...” ไป๋หยุนเฟย‘กวาดตา’มองไปที่ผนึกอีกครั้งหลังจากใคร่ครวญอย่างละเอียดจึงลองใช้สัมผัสวิญญาณสำรวจดูอีกครั้งอย่างระมัดระวัง
“ตูม!!”
ชั่วขณะที่สัมผัสวิญญาณกระทบถูกตราผนึกทาสนั้นไป๋หยุนเฟยคล้ายกับได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นในหัว ก่อนที่สติจะขาดช่วงไปชั่วครู่ยามรู้สึกตัวกลับมามันก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าพลังวิญญาณของตนหลั่งไหลเข้าสู่ตัวของวิหคสายฟ้าราวกับถูกบางสิ่งดึงดูดเข้าไปพลังทั้งหมดเคลื่อนเข้าหาผนึกทาสที่ขณะนี้หยุดหมุนลงสุดท้ายจึงหลั่งไหลเข้าสู่ผลึกสีม่วง
“วิ้ง...”ไม่ทราบว่ามันประสาทหลอนไปหรือไม่แต่ไป๋หยุนเฟยได้ยินเสียงสั่นดังแผ่วเบาออกมาจากผลึกแก้ว จากนั้นก็สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณมหาศาลทะลักออกมาจากกึ่งกลางผลึกออกมาห่อหุ้มพลังวิญญาณของตนเอาไว้ก่อนจะชักนำไปไหลเวียนอยู่รอบผลึก
ภายใต้ความงงงันของไป๋หยุนเฟย พลังวิญญาณของมันก็ถูก‘ดูดซับ’เข้าไปในตัววิหคสายฟ้ากว่าครึ่งแล้วพลังวิญญาณถูกชักนำออกจากร่างเป็นเส้นสายแล้วถูกดึงดูดเข้าหาผนึกทาสที่กำลังเสื่อมสลายระหว่างที่มันสับสนอยู่ผนึกที่ขาดพร่องก็เริ่มสลายไปมากขึ้นทุกที! ขณะเดียวกันแววตาสีแดงฉานของวิหคสายฟ้าก็จางหายไปทีละน้อยแล้วผนึกทาสก็สลายไปจนหมดสิ้นเหลือไว้เพียงผนึกอันเรียบง่ายคล้ายกับจะเป็นผนึกแต่ดั้งเดิมทว่าหลังแววตาแดงฉานก็กลับคืนเป็นปกติ ผนึกอันซับซ้อนก็เริ่มก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นผนึกอันใหม่
ยามนี้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าในเบื้องลึกของวิญญาณตนเองมีลวดลายลักษณะเดียวกันก่อตัวขึ้นทีละน้อยโดยที่มันไม่อาจควบคุมได้...
“นี่คือ... พันธะวิญญาณ!!”
ไป๋หยุนเฟยพลันเข้าใจในบัดดล ---เหตการณ์ในยามนี้ ที่แท้วิหคสายฟ้ากับข้ากำลังก่อพันธะวิญญาณต่อกัน!!
หากทอดเวลาผ่านไปผนึกวิญญาณก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์และประทับลงบนจิตวิญญาณวิหคสายฟ้าก็จะกลายเป็นอสูรวิญญาณคู่หูกับไป๋หยุนเฟยในทันที ต่อจากนี้ไปจะต้องอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่
ไป๋หยุนเฟยก่อนนี้เคยวาดฝันว่าอยากมีอสูรวิญญาณคู่กายสักตัววันนี้โอกาสมาวางอยู่ตรงหน้า มันจะตื่นเต้นยินดีและตกลงรับมันมาหรือไม่?
คำตอบคือ..........ไม่!!
จากเรื่องราวที่หงยินกรอกหูให้ฟังมาตลอดไป๋หยุนเฟยจึงมองว่าอสูรวิญญาณคู่หูเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง จะให้สร้างพันธะวิญญาณกับอสูรวิญญาณที่ตนเองไม่รู้จักมาก่อนซึ่งแย่งชิงมาจากสำนักเจ้าอสูรเช่นนั้นหรือ?แม้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้หากเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณคนอื่นคงเข้าใจว่าเป็นวาสนาที่หล่นมาจากท้องฟ้า --- แต่ไป๋หยุนเฟยกลับไม่อยากได้
“ขอโทษด้วยอสูรวิญญาณที่ข้าปรารถนาไม่ใช่เจ้า พันธะวิญญาณนี้ ข้าไม่ตกลง!!”
ขณะที่วิหคสายฟ้ายื่นเสนอสร้างพันธะวิญญาณอย่างยินดีจู่ๆไป๋หยุนเฟยรั้งพลังวิญญาณและสัมผัสวิญญาณกลับคืนอย่างแน่วแน่มันลืมตาขึ้นจากนั้นถีบเท้าโดยแรง ร่างไป๋หยุนเฟยก็ทะยานถอยอย่างรวดเร็วพร้อมกับที่แสงสีแดงและม่วงแยกออกจากกัน
……
จิ้งหมิงเฟิงซึ่งพุ่งออกมาจากห้อง เมื่อมองเห็นกลุ่มแสงและพลังวิญญาณทั้งสองที่กำลังรวมตัวกันก็ทราบได้ทันที--- ไป๋หยุนเฟยและวิหคสายฟ้ากำลังจะสร้างพันธะวิญญาณต่อกัน!
“นี่... เป็นไปได้อย่างไร!นี่เป็นวิหคสายฟ้าที่ชิงมาจากสำนักเจ้าอสูร เป็นอสูรวิญญาณซึ่งถูกทำให้เป็นทาสเหล่าไป๋จะสามารถสร้างพันธะวิญญาณได้อย่างไรกัน!นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? ”
จิ้งหมิงเฟิงตะลึงลานแต่ก็ไม่กล้ายื่นมือเข้าไปห้าม ขณะที่มันกำลังร้อนรนอยู่นั้น ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากด้านนอกเย่ถิง เย่เฉวียนและเย่เวิ่นเทียนทั้งสามคนก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันทั้งหมดเข้ามายืนอยู่ด้านข้างจิ้งหมิงเฟิงจากนั้นเทียนหมิงก็ตามมาถึงด้วยอาการเหนื่อยหอบอยู่ที่ประตู ---จะทำอย่างไรได้เล่า มันมีพลังด้อยที่สุด จะวิ่งตามทั้งสามที่มาถึงก่อนได้หรือ
ก่อนหน้านี้เทียนหมิงกำลังบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเหลาเลิศโอชาให้เย่ถิงและคนอื่นๆฟังขณะที่คนทั้งสี่กำลังหารือกันว่าจะรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไรจู่ๆเย่ถิงและคนอื่นๆก็สีหน้าแปรเปลี่ยนไป ทุกคนลุกขึ้นพร้อมกันและวิ่งมาที่เรือนรับรองแขกโดยไม่รีรอเทียนหมิงไม่ทันแม้แต่จะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็วิ่งตามมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“คุณชายจิ้ง นี่... มันเกิดอะไรขึ้น?”เย่ถิงมองดูเหตุการณ์ในสวนแล้วจึงถามด้วยท่าทีเคร่งเครียด