ปฏิกิริยาอันรุนแรงของไช่เวยทำเอาหลี่ลั่วใไม่น้อยเลยเหมือนกันเขามองดูใบหน้ารูปไข่ที่เต็มไปด้วยความโกรธของนางอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยรีบกล่าวว่า “พี่ไช่เวยพูดอะไรอย่างนั้น ความสามารถของพี่เป็ที่ประจักษ์อยู่แล้วข้าจะไม่อยากให้พี่ทำได้อย่างไร”
ไช่เวยจ้องมองหลี่ลั่วด้วยดวงตาคู่งามผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้กล่าว “คุณชายน้อยอย่าได้ถือสาข้าวู่วามเกินไปหน่อย”
นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า“แต่... คุณชายน้อยยัง้าซื้อน้ำยาแสงวิเศษอีกหนึ่งร้อยขวดเลยหรือ? เื่นี้...มันไม่ใช่เื่เล็กแล้วนะ”
“ยิ่งไปกว่านั้นคุณชายน้อยก็น่าจะรู้ถึงแม้น้ำยาแสงวิเศษจะสามารถยกระดับขั้นของอัตลักษณ์ได้ก็จริงแต่หากใช้อย่างไม่ระมัดระวังกลับจะส่งผลให้วิหารอัตลักษณ์ปิดผนึกตัวเองลงก่อนเวลาอันควรได้”
ไช่เวยรู้ดีว่าหลี่ลั่วมีปัญหาเื่ไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดดังนั้นบางคำพูดนางจึงไม่กล้าพูดตรงๆ เกินไปนัก กลัวว่าจะไปกระทบใจหลี่ลั่วเข้า
ไช่เวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจู่ๆ สายตาก็เปลี่ยนเป็เฉียบคมขึ้นกล่าว “หรือว่ามีใครแอบหลอกลวงคุณชายน้อยคิดยืมฐานะของคุณชายน้อยมาเอาน้ำยาแสงวิเศษไป?”
ถึงแม้ว่าผู้ที่สามารถอยู่ในบ้านเก่าหลังนี้ได้ล้วนผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มงวดแล้วทั้งสิ้นแต่บัดนี้ท่านประมุขคฤหาสน์ทั้งสองต่างก็หายสาบสูญไปหลายปีแล้วยากที่จะรับประกันได้ว่าจะไม่มีใครคิดคดทรยศขึ้นมายิ่งไปกว่านั้นน้ำยาแสงวิเศษยังเป็ของล้ำค่า จึงมีความเป็ไปได้ที่จะมีผู้ไม่หวังดีหลอกลวงเอาน้ำยาแสงวิเศษจากคุณชายน้อยไปเหมือนกัน
หากมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นจริงไช่เวยจะต้องทำให้มันผู้นั้นชดใช้อย่างสาสมแน่
หลี่ลั่วส่ายหน้ากล่าวอย่างจริงจัง “พี่ไช่เวยอย่าคิดฟุ้งซ่าน น้ำยาแสงวิเศษนั่นข้า้าใช้เองจริงๆ”
ไช่เวยขมวดคิ้วแน่นกล่าว“ถึงแม้ว่ามันอาจจะก้าวก่ายไปสักหน่อย แต่ข้าขอสอบถามหน่อยได้ไหมว่าคุณชายน้อย้าน้ำยาแสงวิเศษมากมายขนาดนี้ไปทำอะไรกันแน่?”
“ข้าไม่ได้้าซักไซ้คุณชายน้อยเพียงแต่ข้าเป็ห่วงว่าคุณชายน้อยจะวู่วามจนทำอะไรผิดพลาดเข้า…หากเกิดเื่อะไรไม่ดีขึ้นกับคุณชายน้อยละก็ ข้าคงไม่มีหน้าไปพบกับชิงเอ๋อร์แล้ว”
นางรู้ว่าหลี่ลั่วต้องแบกรับแรงกดดันเอาไว้มากเพียงใดกับเื่ไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดอีกทั้งเด็กหนุ่มวัยนี้ก็เป็วัยที่ชอบทำอะไรบุ่มบ่ามวู่วามอยู่ด้วยนางกลัวว่าหลี่ลั่วจะไปได้ยินวิธีแก้ปัญหาแบบพิสดารอะไรเข้าแล้วคิดจะลองทำตาม
หลี่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ตอบไปว่า “เื่นี้ถึงบอกพี่ไช่เวยไปก็คงไม่เป็อะไรอันที่จริงมันเป็ศาสตร์ลับที่พ่อแม่ข้าทิ้งเอาไว้ให้ข้ามันสามารถทำให้อัตลักษณ์ของข้าปรากฏขึ้นมาได้แล้วส่วนน้ำยาแสงวิเศษเ่าั้ก็เป็สิ่งจำเป็ด้วย เื่นี้พี่ชิงเอ๋อร์เองก็รู้เหมือนกัน”
เื่ที่อัตลักษณ์ของเขาปรากฏขึ้นมาแล้วไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องมีคนรู้อยู่ดี เมื่อถึงเวลานั้นย่อมต้องมีคนสงสัยเป็ธรรมดาซึ่งข้ออ้างที่ดีที่สุด ก็คือมันเป็ศาสตร์ลับที่พ่อแม่เขาทิ้งไว้ให้
นอกจากนี้ในอนาคตเขายังต้องซื้อน้ำยาแสงวิเศษเพิ่มอีกเป็จำนวนมากด้วยสุดท้ายก็ต้องดำเนินการผ่านมือไช่เวยอยู่ดีดังนั้นรีบบอกให้นางหายข้องใจไปเสียั้แ่ตอนนี้เลยจะดีกว่า
ไช่เวยใ“ศาสตร์ลับที่ท่านประมุขทั้งสองทิ้งไว้หรือ?”
แต่นางก็ยังคงเชืื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งจ้องมองไปยังดวงตาของหลี่ลั่ว แต่ก็เห็นเพียงสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายดูไม่เหมือนกำลังโกหกแต่อย่างใด
สุดท้ายนางจึงได้แต่พยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะรีบไปจัดการเื่น้ำยาแสงวิเศษให้คุณชายน้อยแล้วกัน” ไช่เวยถอนหายใจการซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับสี่หนึ่งร้อยขวดนี้จะต้องจ่ายทองคำ์ไปอีกแสนกว่าเหรียญเลยทีเดียวซึ่งก็จะทำให้เงินทุนของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ลดลงไปกว่าครึ่ง และการรับมือกับการกดดันของสามตระกูลใหญ่ก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปด้วย
แต่นางก็ยังคงแยกแยะความสำคัญออกรู้ดีว่าหากสามารถทำให้อัตลักษณ์ของหลี่ลั่วปรากฏขึ้นมาได้จริงต่อให้ต้องสละกิจการทั้งหมดของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ทิ้งไปก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
หลี่ลั่วมองไช่เวยที่กำลังคิ้วขมวดเล็กน้อยเอ่ยถามด้วยความรู้สึกผิดอยู่บ้าง “หรือเป็เพราะข้าดึงเงินทุนออกมามากเกินไปทำให้ฝั่งพี่ไช่เวยติดปัญหาหรือ?”
ไช่เวยเงยหน้าขึ้นมองดูหลี่ลั่วที่แม้จะยังดูเด็กน้อยแต่ก็ได้รับสืบทอดความสง่างามมาจากบิดามารดามาอย่างเต็มเปี่ยมจากนั้นก็หัวเราะเสียงเบาออกมา อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยกล่าว“ก็มีติดขัดอยู่บ้างจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรมากนักหรอกคุณชายน้อยวางใจเถอะ ข้าจะจัดการให้ทั้งหมดเลย”
หลี่ลั่วแอบถอนหายใจออกมาน้ำยาแสงวิเศษแค่หนึ่งร้อยขวดในตอนนี้ก็ทำให้ไช่เวยต้องปวดหัวขนาดนี้แล้วแต่เมื่อเทียบกับปริมาณที่เขาต้องใช้ในอนาคตแล้วแค่นี้มันก็เทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ
“ทางสำนักงานใหญ่ของคฤหาสน์ลั่วหลานยังไม่สามารถส่งเงินทุนมาให้ได้หรือ?” หลี่ลั่วถาม
ไช่เวยส่ายหน้าเล็กน้อยกล่าวอย่างรู้สึกผิดว่า “คุณชายน้อย สถานการณ์ของคฤหาสน์ลั่วหลานคุณชายน้อยเองก็น่าจะพอรู้อยู่บ้างแล้วยิ่งรวมกับที่เผยฮ่าวยึดสามหอไปก่อนหน้านี้ด้วยแล้วเมื่อสูญเสียรายได้จากสามหอนั้นไป ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของสำนักงานใหญ่แย่ลงไปอีก”
ความหมายโดยนัยก็คือทางฝั่งสำนักงานใหญ่เองก็ไม่สามารถส่งเงินทุนมาให้ได้แล้วเช่นกัน
หลี่ลั่วพยักหน้าจากนั้นก็ไม่ได้พูดเื่นี้ต่อเปลี่ยนไปพูดคุยสัพเพเหระกับไช่เวยเพื่อกระชับความสัมพันธ์อยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงค่อยขอตัวจากไป
ไช่เวยมองตามหลังเขาไปครู่หนึ่งอย่างเหม่อลอยนางกำลังคิดว่า แท้จริงแล้วนิสัยของหลี่ลั่วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเป็คนอ่อนโยนไม่ถือตัว ทั้งยังมีหน้าตาหล่อเหลาสง่างามอีกด้วยเชื่อว่าในอนาคตคงไม่ด้อยไปกว่าหลี่ไท่เสวียนผู้เป็บิดาที่เคยทำให้เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ทั้งหลายในอาณาจักรต้าเซี่ยต่างก็หลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้นเป็แน่
เมื่อมองจากมุมนี้แล้วเขากับเจียงชิงเอ๋อร์ก็ถือว่าเหมาะสมกันดีจริงๆ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือปัญหาเื่ไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดในโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็ทรัพย์สมบัติหรืออำนาจสุดท้ายก็ล้วนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของพลังทั้งสิ้น
ก็เหมือนกับคฤหาสน์ลั่วหลานในยามที่หลี่ไท่เสวียนกับถานไถหลานยังอยู่มันคือหนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ย มีอำนาจบารมีเกรียงไกรไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน
แต่เมื่อไร้ซึ่งเสาหลักทั้งสองความน่าเกรงขามบารมีของคฤหาสน์ลั่วหลานก็เริ่มหม่นหมอง ฐานะเริ่มสั่นคลอน
ด้วยพร์ของเจียงชิงเอ๋อร์ในอนาคตย่อมต้องก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเป็แน่บางทีอาจจะทำลายสถิติผู้ประดับยศขุนนางที่อายุน้อยที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ยเลยก็เป็ได้และหากถึงตอนนั้นจริงๆ การหมั้นหมายระหว่างนางกับหลี่ลั่วเกรงว่าจะกลายเป็ตัวถ่วงความก้าวหน้าของนางแทน
ไช่เวยกับเจียงชิงเอ๋อร์เป็สหายที่สนิทสนมกันนางรู้ว่าเจียงชิงเอ๋อร์ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำ จะกลัวก็แต่ว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้วอาจจะเป็หลี่ลั่วเองที่ทนแรงกดดันจากรอบข้างไม่ไหว
แต่ฟังจากที่หลี่ลั่วกล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้วท่านประมุขทั้งสองได้ทิ้งศาสตร์ลับบางอย่างเอาไว้บางทีมันอาจจะสามารถแก้ไขปัญหาไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดของเขาได้หากเป็เช่นนั้นจริงละก็ มันก็อาจจะช่วยให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองแคบลงมาได้บ้าง
แต่ความห่างชั้นก็ยังคงไกลโขอยู่ดี
ในฐานะสหายของเจียงชิงเอ๋อร์และตัวนางเองก็อาศัยอยู่ที่เมืองหลวงซึ่งเป็สถานที่ที่เหล่าผู้มากความสามารถล้วนไปรวมตัวกันมาเป็เวลานานแล้วไช่เวยย่อมต้องรู้ดีว่าเจียงชิงเอ๋อร์นั้นโดดเด่นเพียงใดและมีอัจฉริยะมากมายเพียงใดที่หมายปองนาง
เมื่อเทียบกับที่นั่นแล้วนครหนานเฟิงก็เป็เพียงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้นจริงๆ
ความคิดฟุ้งซ่านมากมายผุดขึ้นมาในใจแต่สุดท้ายไช่เวยก็สลัดความคิดทั้งหมดทิ้งไปก่อนจะลุกขึ้นเรียกคนมาเตรียมจัดการเื่ที่หลี่ลั่วขอร้องไว้
...
สิ่งที่หลี่ลั่ว้าหลังจากผ่านไปครึ่งวันก็ได้มาครบถ้วนและหลังจากที่เขาชื่นชมความสามารถในการทำงานของไช่เวยแล้วก็ถือกล่องไม้สองกล่องที่บรรจุน้ำยาแสงวิเศษเอาไว้ มุ่งหน้ากลับห้องตัวเองทันที
ใน่วันหยุดที่เหลืออยู่อีกไม่กี่วันนี้หลี่ลั่วได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์และการยกระดับขั้นของอัตลักษณ์
ในตอนที่หลี่ลั่วยกระดับพลังอัตลักษณ์จากระดับสามตราเป็สี่ตรานั้นเขาใช้เวลาเพียงแค่สองวันเท่านั้น ซึ่งปัจจัยหลักๆก็เป็ผลมาจากการสะสมที่ผ่านมาของเขา ดังนั้นมันจึงยกระดับขึ้นได้อย่างรวดเร็วซึ่งการยกระดับจากสี่ตราเป็ห้าตราจึงช้าลงเล็กน้อย
ทว่าความช้านี้ก็เป็เพียงแค่การเปรียบเทียบกับระดับก่อนหน้าเท่านั้น
ใน่วันหยุดวันสุดท้ายนั่นเองในที่สุดระดับพลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วก็มีความก้าวหน้าขึ้นอีกครั้งก้าวขึ้นสู่ระดับห้าตราอย่างแท้จริง
และนอกจากการยกระดับของพลังอัตลักษณ์แล้ว“อัตลักษณ์น้ำแสง” ระดับสี่ของเขาหลังจากที่เขาดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษระดับสี่ขวดสุดท้ายเข้าไปมันก็สามารถเลื่อนระดับครั้งแรกได้สำเร็จ ยกระดับขึ้นเป็อัตลักษณ์ระดับห้า
และตอนนี้ในที่สุดการลาหยุดหนึ่งสัปดาห์ของหลี่ลั่วก็สิ้นสุดลง
่เช้าตรู่หลี่ลั่วได้เดินออกมาจากบ้านเก่า เส้นผมของเขาได้เปล่งประกายแวววาวขึ้นมารางๆจากการที่พลังอัตลักษณ์ของเขาแข็งแกร่งขึ้น อีกทั้งยังมีประกายสีเงินจางๆจากนั้นก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมาเผชิญหน้ากับแสงอาทิตย์
หนึ่งสัปดาห์นี้สำหรับเขาแล้วมันคือการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็หลังมือเด็กหนุ่มที่เคยไร้อัตลักษณ์ผู้นั้น ชะตากรรมของเขาได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เขายืนอยู่ที่หน้าประตูมองไปยังทิศทางที่เจียงชิงเอ๋อร์จากไปเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนพร้อมกับสูดหายใจลึกๆเข้าไป
“วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง…”
“ข้าจะต้องไปที่นั่นให้ได้”