ณ จวนสกุลหลิน ห้องของหลินเยว่อิง เวลาพบค่ำ
“นี้แม่ทำมาให้เ้า ซุบไก่สมุนไพร จะได้บำรุงร่างกายเ้าให้แข็งแรง”
“ขอบคุณท่านแม่” เยว่อิงกินด้วยความอร่อย
“เยว่อิง”
“ค่ะ” เยว่อิงมองที่หน้าของไป๋ชิงชิว นางทำหน้ากังวล อยากจะเอ่ยคำพูด แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา
“เ้ารู้เื่ทั้งหมดั้แ่เมื่อไร ทำไมเ้าถึงไม่พูดอะไรกับแม่เลย”
“ท่านแม่ พวกท่านเก็บจวนของแม่แท้ๆของข้าเอาไว้ ไม่ให้ใครใช้ และยังคงสภาพไว้เหมือนเดิม ตอนนี้ข้าโตพอจะรู้ความแล้ว ถึงพวกท่านไม่พูดถึง แต่ด้วยจวนของฮูหยินใหญ่ของท่านพ่อ ก็ไม่ยากที่ลูกจะสืบความเอา”
“แล้วเ้าอยากจะถามอะไรแม่หรือไม่”
“ท่านช่วยเล่าเื่ของท่านแม่ของข้าให้ข้าฟังได้หรือไม่ ว่านางเป็คนยังไง มีชีวิตแบบไหน”
“ได้สิ แม่จะเล่าเื่แม่ของเ้าให้ฟัง แม่ของเ้าไป๋ชิงหลิง เป็น้องสาวของแม่ เราสองคนอายุห่างกันแค่ปีเดียว เราโตมาด้วยกัน.......”ไป๋ชิงชิวก็ได้เล่าเื่ราวั้แ่วัยเด็กของพวกนางทั้งสองคนให้หลินเยว่อิงได้ฟัง จนเวลาล่วงเลยไป จนหลินเยว่อิง เผลอหลับไป
“เยว่อิงฟังเื่ของเราจนหลับไปเลย ชิงหลิงข้าจะดูแลลูกของเ้าให้ดีที่สุด ข้าจะปกป้องนางเอง พี่คนนี้คิดถึงเ้าเหลือเกิน” ไป๋ชิงชิวก็ได้อุ้มเยว่อิงไปที่เตียงนอน และห่มผ้าให้ เยว่อิงก็รู้สึกตัวขึ้น พร้อมกับกุมมือของไป๋ชิงชิวไว้
“ท่านแม่ ถึงท่านจะไม่ใช่แม่แท้ๆของข้า แต่ข้าก็รักท่านไม่ต่างจากแม่แท้ๆ ถึงท่านแม่จะไม่อยู่แล้ว แต่ข้ามีท่านค่อยเลี้ยงดูมา ข้ารู้สึกโชคดีจริงๆที่มีท่านทั้งสองเป็แม่ของข้า จากนี้ หากท่านมีเวลาว่างก็เล่าเื่ของท่านแม่ให้ลูกได้ฟังอีกนะเ้าค่ะ”
ไป๋ชิงชิว น้ำตาไหลออกมาด้วยความปิติ และตื้นตัน “จ่ะ แม่จะเล่าเื่ของชิงหลิงให้เ้าฟังบ่อยๆนะ และแม่ก็รักเ้า หลับให้สบาย”
“ท่านแม่ ท่านก็กลับไปพักเทอญ ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
“จ่ะ แม่ไปก่อนนะ”
หลังจากที่ไป๋ชิงชิว ออกจากห้องไป และไฟก็ดับลง เยว่อิงก็ลุกขึ้นจากที่นอน และฝึกวิชายุทธต่อทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น
ตอนนี้ข้าสามารถพัฒนาพลังยุทธจนอยู่ในระดับที่สามได้แล้ว ถือว่าเป็ได้ด้วยดี แต่จากนี้เราต้องใช้ทรัพยากรในการฝึกยุทธอย่างจริงจัง ต้องหาวิธีและหาที่อยู่ที่เหมาะกับการฝึกมากกว่านี้ ที่แคบๆแบบนี้ ไม่เหมาะเลย
เมื่อคืนท่านแม่เล่าเื่ของแม่แท้ๆของข้าให้ฟัง นางเป็หญิงสาว ตระกูลบัณฑิตทั่วไป แต่จากความทรงจำของจอมมารอี้นัวในคืนนั่น เท่าที่จำได้ มีนักฆ่าตามฆ่านาง และนางก็ได้หนีเข้าไปในวัดร้าง อี้นัวได้อยู่ที่นั่น และอี้นัวก็ได้ฆ่าพวกนักฆ่าจนหมด โดยไม่รู้สาเหตุหรือคนที่บงการ เบาะแสก็ขาดหายไป แต่ว่าเบาะแสที่มีอยู่ก็คือ พิษที่ข้าได้รับ พวกมันอาบยาพิษไว้ที่ลูกศรธนู ตอนนั่นลูกศรโดนแม่ข้าและบาดเข้าที่ตัวของข้าทำให้ได้รับพิษ พิษชนิดนี้ร้ายนัก คนที่โดนไม่กี่ชั่วยามก็จะตาย ภาษาอะไรกับทารก ถ้าตอนนั่น ไม่ได้อี้นัวช่วยเอาไว้ ข้าคงตายไปแล้ว แม้พิษจะไม่ได้หายไป แต่มันก็ถูกสะกดไว้ด้วยพลังของอี้นัว หากข้าใช้ชีวิตปรกติทั่วไป คงมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 20ปีแน่ๆ แต่ด้วยพลังของอี้นัวสามารถช่วยได้เพียงคนเดียว แม่ของข้าก็เลือกให้ช่วยข้าเอาไว้ ส่วนตัวนางอี้นัวได้ให้ยาพิษเพื่อสะกดพิษนั่นไว้ แต่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ครึ่งปี ท่านแม่ท่านยอมสละชีวิตเพื่อช่วยข้าไว้ แม้ท่านจะอยู่กับลูกแค่ไม่นาน แต่ลูกจะต้องตามสืบเื่ราวให้กระจ่าง และคนที่มันทำเื่นี้ ข้ารับรองว่าจะให้มันได้ชดใช้ จะให้มันทรมานจนอยากตาย แต่ก็ไม่ให้ตาย ตอนนี้สิ่งสำคัญคือการเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้เร็วที่สุด และฝึกวิชากายพิษเบญจธรรม เพื่อสลายพิษในร่างกายและจะไม่มีพิษใดที่ทำร้ายข้าได้อีก
ก็อกๆๆ! เสียงเคาะประตู “คุณหนูใหญ่เ้าค่ะ ข้าพาเซียงหยางมาให้ท่านเ้าค่ะ”
“เข้ามาได้”
“เซียงหยาง คารวะคุณหนู”
“ข้าจะอาบน้ำ”
“ค่ะ ข้าน้อยจะรีบเตรียมให้”
หลังจากนั่น เยว่อิงก็อาบน้ำแต่งกายจนเสร็จ
“เ้าทำได้ดีและละเอียดกว่า คนใช้พวกนั่นมาก ใช้ได้”
“ข้าน้อย ขอบคุณคุณหนูที่เลือกข้าน้อยมาเป็สาวใช้ จากนี้ข้าจะรับใช้ท่านชั่วชีวิต”
“ชั่วชีวิต! นี้เ้า ยอมจำนนต่อชะตาชีวิตของเ้าแล้วงันสินะ”
“คุณหนู ท่านหมายความว่าอย่างไรเ้าค่ะ”
“เ้าอยู่ที่นี้ ไม่ต้องตามข้ามา เมื่อข้ากลับมา ข้าจะมาเอาคำตอบ”
หลังจากนั่นหลินเยว่อิง ก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งเซียงหยางไว้ในห้องเพียงผู้เดียว เซียงหยางเมื่อได้ยินคำพูดของเยว่อิง ก็เริ่มคิด ถึงความหมายในคำถามของนาง ว่านายผู้นี้้าสิ่งใด ทำไม่ถึงพูดเช่นนั่น หรือนางจะรู้เื่ของครอบครัวนาง เซียงหยางนางไม่เข้าใจและคิดถึงเื่ชะตาชีวิตของนางต่อไปเพียงลำพัง
ณ จอนฮูหยินรอง
“ท่านแม่”
“เยว่อิงมาหาแม่แต่เช้า มีอะไรหรือ เ้าทานข้าวมาหรือยัง”
“ยังค่ะท่านแม่ ข้ามาทานพร้อมท่าน”
“ดีๆ แม่ให้เด็กจัดโต๊ะอาหารไว้แล้ว มาเ้ามาทานพร้อมแม่ เดี๋ยวแม่จะออกไปทำงานที่ร้านต่อ”
แล้วเยว่อิงและไป๋ชิงชิวก็ได้นั่งทานอาหารด้วยกัน
“ว่าไง มาหาแม่แต่เช้า เ้า้าอะไร แล้วเซียงหยางไปหาเ้า นางเป็ยังไงบ้าง รับใช้เ้าได้ไหม”
“ท่านแม่สอนนางมาดี นางทำได้ดีมาก ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ แต่ข้ามีเื่..... ที่อยาก.....จะขอท่าน”
“ว่ามาเื่อะไร”
“ท่านแม่ คือหลังจากที่ข้าได้ฟังเื่ของแม่แท้ๆแล้ว ข้าอยากรู้จักนางให้มากขึ้น ถ้าเป็ไปได้ข้าอยากขอใช้ จวนของฮูหยินใหญ่ที่เป็ของแม่แท้ๆได้หรือไม่ ข้าอยากอยู่ห้องของนาง เพื่อว่าข้าจะได้รู้สึกถึงนางขึ้นมาบ้าง เพราะยังไงนางก็เป็แม่แท้ๆของข้า ข้าอยากรู้จักนางให้มากขึ้น นางอยู่ยังไง ใช้ของอะไรบ้าง ข้าชอบเหมือนนางหรือไม่ ท่านพอจะมอบจวนนั่นให้ลูกได้ไหมเ้าค่ะ”
“จะว่าได้มันก็ได้อยู่ พ่อของเ้าเคยบอกเอาไว้ว่า เมื่อเ้าโตขึ้นจะมอบจวนของแม่เ้าให้กับเ้าร่วมทั้งข้าวของทั้งหมด ข้าก็คิดไว้ว่าเ้าโตพอจะรู้ความ อายุเกิน13ปีจะบอกเื่ราวทั้งหมดกับเ้า แต่วันนี้ถึงเ้าจะ8ขวบ แต่ก็รู้ความแล้ว จวนนั่นถึงเ้าไม่ขอ แม่ก็ยกให้เ้าอยู่ดี”
“ขอบคุณท่านแม่มาก”
“แต่ปัญหาคือ จวนนั่นมีขนาดใหญ่ ต้องใช้คนดูแลหลายคน ไหนจะทำความสะอาด ไหนจะต้องดูแลสวนต้นไม้อีก แล้วตอนนี้เราไม่มีคนที่จะไปดูแล แม่ก็ทำได้แค่ ทุกกึ่งเดือน ให้คนไปทำความสะอาดครั้งหนึ่ง หากเ้าไปอยู่ แม่กลัวว่า จะไม่มีคนดูแล”
“ไม่ต้องห่วงนะท่านแม่ ข้ามีเซียงหยางคนเดียวก็พอแล้ว หากอนาคตไม่ไหวจริงๆ ท่านแม่ก็ค่อยเพิ่มคนมาให้ก็ได้ข้ารอได้ ส่วนเื่ดูแลสวนต้นไม้ ท่านแม่ก็ทำเหมือนเดิม ทุกกึ่งเดือนค่อยให้คนมาทำก็ได้เ้าค่ะ”
“นี้เ้า....อยากไปอยู่เรือนนั่นจริงๆสินะ”
“ค่ะ ท่านแม่ ท่านตามใจลูกนะเ้าค่ะ”
“ก็ได้ หากเ้า้าข้าจะตามใจเ้า”
“ขอบคุณท่านแม่ เช่นนั่น ข้าลานะเ้าค่ะ ข้าจะย้ายไปเลยนะเ้าค่ะ”
“เดี๋ยวก่อน เ้ารีบขนาดนั่นเลยหรือ!”
“ไม่เป็ไรท่านแม่ ข้าไปแล้วนะเ้าค่ะ” เยว่อิงพูดไม่ทันขาดคำ ก็รีบวิ่งออกมา เหมือนเด็กซุกซน ที่ได้ของเล่นใหม่ ที่แม่รองของนางไม่ทันได้พูดจบ”
“เด็กคนนี้ ข้าก็นึกว่านางแปลกไป ที่ไหนได้ ก็ยังซุกซนเหมือนเดิม พอได้ของที่อยากได้ ก็รีบวิ่งออกไปเชียว แต่ก็ดี นางจะได้ใกล้ชิดเ้ามากขึ้นนะ ชิงหลิง”
ใน ห้องของหลินเยว่อิง เซียงหยางยังคงนั่งครุ่นคิดถึงคำของเยว่อิงที่พูดกับนางก่อนออกไป เซียงหยางได้คิดถึงว่าตอนนี้ชีวิตของนางชั่งอาภัพนัก เมื่อก่อนเป็ลุกขุนนาง บิดาเป็รองแม่ทัพ มีอำนาจวาสนา ใครก็นับหน้าถือตา แต่ด้วยเหตุผลใดทำให้ชีวิตต้องตกต่ำถึงเพียงนี้ อยู่ๆบิดาก็ถูกกล่าวหาว่าเป็คนคดโกง ฉ้อฉล หากเป็เช่นนั่นจริง ทำไมท่านพ่อถึงไม่มีอำนาจมียศตำแหน่งใหญ่โตกว่านี้ บ้านหรือชีวิตก็ต้องมั่งคั่งเหมือนพวกขุนนางคดโกงทั่วไป แต่กลับมีวิถีชีวิตที่ธรรมดา ไม่ได้มีทรัพย์สินมากมาย ท่านแม่ทนการต้องถูกขายไปยังหอนางโลมไม่ได้ จึงตรอมใจตายในคุก คนอื่นก็ถูกขายไปเป็ทาสเหมือนกับข้า และข้าก็ถูกซื้อตัวมาที่จวนแม่ทัพหลิน ท่านคงช่วยข้าไว้ ท่านพ่อบอกก่อนที่จะถูกปะา ได้ส่งจดหมายไปหาแม่ทัพหลินให้ช่วยดูแลข้า ถึงข้าจะถูกช่วยไว้แล้ว เข้ามาในจวนแม่ทัพหลินก็ตาม แต่ด้วยสถานะในปัจจุบัน ข้าไม่สามารถกลับไปเป็คุณหนูได้อีก จากนี้คงเป็ได้แค่ทาส และทาสไม่สามารถออกจากจวนเ้านายได้ตามใจ ชีวิตนี้ข้าก็เป็เพียงแค่ผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง ข้าจะไปมีกำลังที่สืบหาความจริง ล้างมลทินให้ครอบครัวได้อย่างไร ตอนนี้ทั้งครอบครัวเหลือข้าเพียงคนเดียว หากข้ามีกำลังข้าจะไม่ยอมจำนนต่อชีวิตเป็แน่แท้ หากข้าจะไม่ยอมจำนนต่อชีวิตข้าต้องทำเช่นไร แค่ตอนนี้มีชีวิตรอดก็บุญแล้ว นึกไปน้ำตาก็ไหลไป ปากก็พูดพร่ำออกมา
“ท่านพ่อข้าขอโทษ ท่านแม่ข้าขอโทษ ข้าเป็เพียงแค่ผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง ข้าขอโทษ......”
แอ็ดดดดด! เสียงประตูเปิดขึ้น
“หากเ้ามีกำลัง เ้าจะทำอย่างไร”
“คุณหนู!” เซียงหยางใที่เห็นเยว่อิงเดินเข้าพร้อมพูดด้วยคำถามที่เหมือนจะมีความหวัง นางเช็ดน้ำตา และคุกเข่าลง และคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“หากข้าน้อยมีกำลัง ข้าน้อยจะล้างมลทินให้ครอบครัวของข้าน้อย และแก้แค้นกับคนที่มันทำให้ข้าต้องเป็แบบนี้”
“ดี ถ้าข้าบอกว่า ข้ามอบโอกาสที่เ้าจะเหนือกว่าคนอื่น มีกำลังที่ขนาดเ้าไปที่ใด ก็มีแต่หวาดกลัวเ้า เ้าคิดว่ายังไง”
เซียงหยาง มองหน้าเด็กสาวอายุแปดขวบ ในใจก็คิดว่าเด็กคนนี้พูดสิ่งใด นี้นางพูดเล่นกับข้าอยู่หรือ หรือนางกำลังเล่นตลกต่อข้า และเซียงหยางก็ก้มหัวลงกับพื้น
“คุณหนู ข้ายอมรับใช้ท่าน แต่ได้โปรดอย่าเล่นตลกกับชีวิตข้าน้อยเลยนะเ้าค่ะ ข้าน้อย!” พูดไม่ทันจบประโยค ประตูห้องก็ปิดด้วยแรงลมอย่างรุนแรง ปัง! ทันทีที่เงยหน้าขึ้นก็มีพลังเข้ามาชัดที่นางจนตัวลอยไปติดกับกำแพง แล้วตัวนางก็ทรุดลงกับพื้น
“คำพูดของข้า ฟังดูตลกอย่างนั่นหรือ”
“ขอ...ขอ...ขอโทษเ้าค่ะ ได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลยนะเ้าค่ะ ข้าน้อยผิดไปแล้ว” เซียงหยางก้มหัวลงติดพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว พร้อมพูดออกด้วยเสียงสั่น
“ข้าถามเ้าก็ตอบมาจากใจเ้า ว่ายังไง หากข้ามอบกำลังให้เ้า เ้าจะว่ายังไง” เซียงหยาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าน้อยยินดีติดตามท่านชั่วชีวิต ขอเพียงท่านมอบพลังให้ข้า มีกำลังที่จะล้างมลทินให้แก่ครอบครัวได้ ข้ายินดีเป็วัวเป็ม้าให้แกท่าน”
“ข้า้าคนที่มอบชีวิตให้แก่ข้าได้ หากเ้ามอบให้ข้าได้ สิ่งที่เ้า้าข้าจะช่วย แต่ข้าเตือนเ้าก่อนว่าทางที่ข้าจะมอบให้ อาจจะยากลำบาก หากเ้าอยากมีชีวิตที่สบายและสงบสุข ข้าจะให้เ้าเป็คนรับใช้ธรรมดาทั่วไป ตราบใดที่ข้าไม่ตายเ้าก็จะมีชีวิตที่สงบสุขแน่นอนข้าสัญญา แต่ถ้าเ้าเลือกที่จะรับกำลังจากข้า ข้าสั่งให้เ้าฆ่าใครเ้าก็ต้องฆ่า ให้เ้าโดดลงก้อนไฟเ้าก็ต้องโดด เ้าว่ายังไง”
เซียงหยางคิดในใจ ว่าสิ่งที่นางเจออยู่ที่คืออะไร เด็กสาวผู้นี้จะมอบพลังให้แก่ข้า แต่นางบอกว่าให้ข้าฆ่าคน ถ้าหากข้าเลือกที่จะรับพลังจากนางข้าอาจจะกลายเป็คนแบบไหน หรือเป็มารร้ายกันนะ แต่เมื่อนึกถึงครอบครัว ข้าไม่สนใจหากข้าสามารถแก้แค้น และล้างมลทินให้ครอบครับได้ ต่อให้กลายเป็มาร ข้าก็ยินดี
“คุณหนู ได้โปรดมอบกำลังให้ข้าด้วย ต่อไปหากท่าน้าให้ข้าทำสิ่งใดข้าจะทำสิ่งนั่น ชีวิตข้าไม่เหลือใคร ข้าตัวคนเดียว ท่านอยากให้ข้าเป็สิ่งใด ข้าน้อยยินดี ขอเพียงทำสิ่งที่้าได้ข้าน้อยก็พอใจ”
“ดี แต่คำพูดกับคำสาบาน ข้าไม่เชื่อ ข้าเชื่อแต่สิ่งที่ข้าสามารถควบคุมได้ ข้าจะใช้วิชาผูกจิตคุมิญญากับเ้า จากนี้ ความเป็ตายของเ้าจะขึ้นอยู่กับข้า หากข้าให้เ้าตายเมื่อไร เ้าก็ต้องตาย หรือให้เ้าทรมานก็ย่อมทำได้ เป็ไงฟังแล้วเริ่มกลัวแล้วหรือยัง แต่ถ้าไม่ก็เข้ามา”
“ข้าพร้อมเ้าค่ะ” เซียงหยางค่อยๆคุกเข่าเข้าหาเยว่อิง เตรียมกายเตรียมใจรับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อย่างมั่นใจแน่วแน่ ที่จะเลือกหนทางที่เยว่อิงมอบให้ แม้จะไม่รู้สิ่งใดเลยก็ตาม แต่เพียงมีโอกาสที่จะหนีพ้นจากชีวิตตอนนี้นางก็พร้อม เมื่อเข้าใกล้ถึงตรงหน้าของเยว่อิง เยว่อิงยกฝ่ามือขึ้น และได้ใช้ดรรชนีจี้เข้าตรงหน้าผากของเซียงหยาง
“เปิดจิตของเ้าสะ อย่าได้ขัดขืน ไม่ว่าจะรู้สึกสิ่งใด ก็ให้ปล่อยไป”
เยว่อิงใช้วิชาผูกจิตคุมิญญา กับเซียงหยางสำเร็จ วิชานี้เป็วิชามารที่ใช้ควบคุมหุ่นเชิดิญญา โดยคนที่ถูกวิชานี้จะกลายเป็หุ่นเชิดของผู้ที่ใช้ จะต้องต่อสู้และทำตามคำสั่งของผู้เป็นายไม่สามารถขัดขืนได้ พวกมารที่ใช้วิชานี้ ส่วนใหญ่จะหาผู้ที่ฝึกยุทธที่อ่อนแอกว่าตน มาควบคุมเพื่อใช้ต่อสู้ ผู้ที่ถูกควบคุมจะไม่สามารถขัดขืน กระทำตามคำสั่งของนายเท่านั่น แม้จะถูกแทงฟันเ็ปแต่ก็ไม่สามารถหยุดตัวเองได้ เป็วิชาที่น่ากลัวและต้องห้ามในยุทธภพ หากผู้ใดฝึกฝนวิชานี้จะต้องถูกกำจัด แต่เยว่อิงใช้วิชานี้กับเซียงหยางเป็เพียงแค่การควบคุมความเป็ตายเท่านั่น มิได้ปิดกันการควบคุมและจิตใจ เซียงหยางจึงไม่ได้กลายเป็หุ้นเชิด หากไม่มีผู้ใดตรวจสอบจิตของเซียงหยางก็ไม่อาจรู้ได้ถึงวิชานี้
“ต่อจากนี้ชีวิตเ้าผูกติดกับข้าแล้ว เมื่อข้าตายเ้าก็ต้องตายไปด้วย แม้จะดูน่ากลัวแต่ข้าได้ปรับปรุงวิชานี้ให้เป็แบบ นายกับบ่าวเพียงเท่านั่น ไม่มีผลต่อความคิดและจิตใจ หรือการควบคุมร่างกาย และยังส่งผลต่อความแข็งแกร่งของเราสอง เมื่อข้าแข็งแกร่งขึ้นเ้าก็ได้รับอานิสงค์ไปด้วย เ้ารู้สึกถึงพลังแล้วหรือยัง”
“เ้าค่ะ ข้ารู้สึกถึงพลังที่กำลังเพิ่มขึ้นในร่างกาย เหมือนกายจะะเิ มันรู้สึกเ็ป”
“แล้ววิชาที่ข้าส่งให้ทางจิติญญา เ้ารับรู้ได้ทั้งหมดหรือไม่”
“รับรู้ได้เ้าค่ะ แต่ข้าไม่เข้าใจมากนัก แต่ตอนนี้ความเ็ปกำลังเพิ่มขึ้น อา! ฮึก!” เซียงหยางร่างกายเริ่มเกร็งขึ้น มีเส้นพลังในร่างกายเดินพุ่งพล่านไปทั่วร่างกาย และเ็ปมากขึ้นเรื่อยๆ
“เ้ารีบเดินพลังตามวิชาที่ข้ามอบให้ เร็วเข้า ไม่งันตัวเ้าะเิตายแน่ ข้าได้ปลุกพลังลมปราณในตัวเ้า และทะลวงจุดลมปราณไปทั่วร่างกายแล้ว รีบควบรวมพลังปราณไว้ที่จุดตันเถียน และค่อยๆคุมพลังให้สงบนิ่ง”
หลังจากนั่น เซียงหยางก็นั่งเดินลมปราณ ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม พลังของเซียงหยางก็สงบลง นางจึงเดินออกจากห้องเห็นเยว่อิง กำลังนั่งพักสงบอยู่ในสวนเล็กๆหน้าห้อง
“ข้ามองคนไม่ผิด เ้ามีพร์มากในด้านวรยุทธ”
“คุณหนู ท่านเป็ใครกันแน่ ความสามารถท่านเป็ไปไม่ได้เลยที่จะเป็เพียงแค่เด็ก”
“ฮ่าๆๆ ข้าก็เป็เพียงแค่คุณหนูใหญ่จวนนี้ก็เท่านั่น เ้าก็เห็นนี้ อนาคตเมื่อถึงเวลาเ้าจะได้รู้ แต่ตอนนี้เ้าสนใจเพิ่มความแข็งแกร่งของตนก็พอ”
“ข้าน้อยจะทำตามที่คุณหนูบอก วิชาที่ท่านให้ข้ามา ในความทรงจำ ขอท่านช่วยบอกข้าน้อยด้วย ข้าน้อยไม่เคยฝึกยุทธมาก่อน จึงไม่มีความรู้ด้านนี้”
“งันข้าจะอธิบายคราวๆให้เ้าฟัง”
“วิชายุทธแบ่งได้เป็ 3 ส่วนใหญ่คือ พลังกาย พลังปราณ พลังิญญา มีระดับความแข็งแกร่ง 9ระดับ
ระดับ1-3 เป็ระดับเริ่มต้นที่ผู้ฝึกฝนทั่วไปสามารถฝึกได้
ระดับ 4-6 เป็ระดับขั้นกลาง 4-5ผู้ที่มีพร์ทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ แต่ระดับ6 ต้องเป็ผู้ที่มีพร์กว่าคนทั่วไปถึงจะสามารถเข้าถึงได้ และด้วยความแข็งแกร่งของระดับ6 สามารถก่อตั้งนิกายได้แล้ว
ระดับที่ 7-9 เป็ระดับสูง ยุทธภพคนที่เข้าถึงได้ มีน้อยคนนัก ต้องมีพร์และปัญญาระดับสูงจึงถูกเรียกว่าปรมาจาร์ย แค่ระดับ7 ก็สามารถสร้างนิกายใหญ่ได้หรือจะทำร้ายสำนักนิกายระดับกลางได้ หากนิกายใดมียอดยุทธระดับขั้น7อยู่ก็ถือว่าเป็สำนักระดับสูงแล้ว ส่วนขั้น8นั่น หายากนักที่จะมีใครเข้าถึง ความแข็งแกร่งสามารถทำลายกองทัพนับหมื่นได้ด้วยตัวคนเดียว ข้ารู้จักคนที่อยู่ในยุทธภพตอนนี้มีขั้น8 ไม่กี่คน ส่วนขั้น9 เป็ขั้นที่ไม่อาจเข้าใจได้ ในโลกนี้มีเพียง 2 คนที่ข้ารู้ คือปรมาจาร์ยตั๊กม้อ ผู้ก่อตั้งวัดหลิงอิน จนได้เป็สำนักลำดับต้นของยุทธภพ และคนอีกคนคืออาจาร์ยของจอมมารอี้นัว แต่คนผู้นี้เร้นกายจึงไม่มีผู้ใดรู้จัก ยุทธภพกว้างใหญ่เหล่ายอดปรมาจาร์ยทั้งหลาย ก็อาจจะมีหลายท่านที่ไม่เปิดเผยตัว ระดับความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธแบ่งได้ตามนี้ และยังมีความลึกล้ำของวิชายุทธและความแข็งแกร่งของพลังทั้งสามคือ พลังกาย พลังปราณ และพลังิญญาเป็ตัวตัดสิน ถึงแม้จะอยู่ระดับเดียวกัน แต่ก็อาจจะต่างกันมากก็ได้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน”
“วิชาที่ข้าให้เ้า คือวิชามหาเวทย์ดูดพลัง วิชาก้าว์ไร้เงา วิชาเร้นกายแปลงพลัง วิชาป้องจิต ให้เ้าเริ่มจากวิชาเร้นกายแปลงพลังก่อนเพื่อปกปิดพลังของเ้าไม่ให้ผู้อื่นรับรู้ วิชาป้องจิตคือปกป้องพลังิญญาของเ้าเมื่อเจอผู้ใช้วิชาทางจิติญญาจะได้ป้องกันได้ ส่วนวิชาก้าว์ไร้เงาเป็วิชาท่าก้าวเท้าที่ว่องไว ในยุทธภพนี้ ไม่เป็สองรองใครในด้านวิชาตัวเบาแน่นอน แต่วิชาที่เป็ความแข็งแกร่งหลักของเ้าคือวิชามหาเวทย์ดูดพลัง แค่ชื่อคงไม่ต้องอธิบายมากว่ามันร้ายกายแค่ไหน เป็วิชามารอันดับต้นๆ ที่ยุทธภพหวาดกลัว สามารถเอาพลังของผู้อื่นมาเป็คนตนได้ แต่ให้ระวังผู้ฝึกวิชาสายปราณพิษมันจะเป็อันตรายหากดูดพลังมา ถ้ามีใครรู้ว่าเ้าฝึกวิชานี้ ไม่ทันข้ามคืนทุกสำนักที่อยู่ในเมืองนี้จะต้องไล่สังหารเ้าอย่างแน่นอน เพราะฉะนั่นจากนี้ก็ให้ระวังไว้ หากความแข็งแกร่งของเ้ายังไม่ถึงระดับ5 ขึ้นไป ไม่จำเป็อย่าเปิดเผยให้ใครรู้เด็ดขาด”
“ค่ะคุณหนู ข้าจะจำให้ขึ้นใจ”
“เอาละ จากนี้เราต้องหาที่เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่เรา ที่นี้ไม่เหมาะที่จะใช้ฝึกวิชา ข้าได้ขอท่านแม่ ย้ายไปจวนฮูหยินใหญ่แล้ว ที่นั่นกว้างขวางมีรั้วรอบขอบชิด จะได้ไม่ใครรู้หรือแอบดูการฝึกของพวกเรา”
“คุณหนูค่ะ แล้วที่นั่นมีบ่าวไพร่เข้าออก เราจะปิดไม่ให้คนอื่นรู้ได้ยังไงเ้าค่ะ”
“ข้าได้ไปดูมาแล้ว ที่นั่นมีเรือนเป็ใจกลาง มีสวนล้อมลอบ ข้าจะสร้างค่ายกลขึ้นที่นั่น ใครเข้ามาก็หลงทางไม่สามารถเข้ามาได้ ทุกครั้งที่เราฝึกก็เปิดค่ายกลไว้ นอกจากจะกันคนอื่นได้แล้ว ยังปกป้องพวกเราได้ด้วย”
“คุณหนู ข้าขอบอกเลยนะเ้าค่ะ ว่าข้า กลัวท่านจริงๆ เด็กอย่างท่านไม่มีทางทำอะไรทั้งหมดนี้ได้แน่”
“ไม่ต้องกังวลไป ค่อยๆอยุ่กับข้าและเรียนรู้ไป จากนี้คนที่จะทำให้เ้ากลัวได้ มีแค่ข้าเท่านั่น เอาละ เสียเวลามาครึ่งวันแล้ว ข้าจะย้ายไปเรือนฮูหยินใหญ่ เ้าไปเก็บของได้แล้ว”
“ค่ะ คุณหนู”