“เขาถูกพาตัวเข้าไปข้างในแล้วครับถูกทับที่ขา อาการดูสาหัสมาก” กลุ่มคนงานเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย
ผู้ชายคนหนึ่งก้มหน้ากอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้น“เป็ความผิดของผมเอง ผมไม่ดีพอ ถ้าผมรู้วิธีการทำงานพี่ฉินคงไม่ต้องเข้าไปช่วยผม”
พูดจบผู้ชายคนนั้นก็ทุบหมัดลงบนขาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่ารู้สึกเจ็บใจจนแทบอยากเจ็บแทนฉินซู่ซะเอง
“ไม่เป็ไรๆ” ต่งเสี่ยวเสี่ยวพึมพำกับตัวเองเธอไม่แน่ใจว่ากำลังปลอบใจคนอื่นหรือปลอบตัวเองกันแน่ "่แค่ขาเจ็บไม่เป็อะไรมากหรอก"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้วขอแค่หินไม่ได้ตกใส่ศีรษะหรือกระดูกสันหลัง ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร
อย่างมากก็แค่ขาที่ยังไม่หายดีต้องมาาเ็ซ้ำอีก
ถึงเธอจะเป็แค่ิญญาจากต่างโลกแต่ั้แ่แรกเธอก็ตั้งใจจะใช้ชีวิตร่วมกับฉินซู่ให้ดีที่สุด
เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้น...
“เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ”ต่งเสี่ยวเสี่ยวส่ายหน้าไล่ความคิดนั้นออกไปเธออยากฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นจริง เผื่อจะช่วยให้เบนความสนใจและจะได้รู้ว่าเขาถูกทับตรงไหนกันแน่
พวกเขาอาจจะดูไม่ออกแต่ถ้าเธอได้ฟังรายละเอียด เธอต้องรู้แน่นอน
“คือว่า...” ชายที่ก้มหน้ากอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดติดๆขัดๆ ส่วนผู้ชายวัยกลางคนข้างๆ นั่งสงบนิ่งบนม้านั่ง “เขามาทำงานกับพวกเราบอกว่าอยากหาเงินไปช่วยครอบครัวน่ะ”
“พวกเราดูแล้ว ถึงขาเขาจะมีปัญหาอยู่บ้างแต่ก็แข็งแรงมาก อีกอย่างก็ดูเป็คนจริงใจ พวกเราก็เลยตกลงรับเขาเข้าทำงาน”
ชายวัยกลางคนพูดไปถอนหายใจไปเขาเหลือบมองไปยังห้องผ่าตัดโดยไม่รู้ตัว “เขาทำงานได้ดีมาตลอดแต่จู่ๆ โครงเหล็กก็พังลงมา เขาเห็นคนงานคนหนึ่งกำลังจะถูกทับก็รีบกระโจนเข้าไปผลักคนนั้นออกไป”
“จากนั้น...” ชายสูงวัยพูดพลางลูบหลังมือตัวเอง“แผ่นไม้บนโครงเหล็กก็หล่นลงมาทับขาเขาพวกเราได้ยินเสียงกระดูกแตกดังลั่น”
ไม่พูดก็ดีแล้ว พอพูดจบคนที่นั่งก้มหน้าร้องไห้ก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีกเขาขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิด
“ถ้าอย่างนั้นน่าจะถูกทับตรงบริเวณนี้สินะ” ต่งเสี่ยวเสี่ยวแตะเบาๆลงบนบริเวณใต้เข่า
ชายวัยกลางคนและคนอื่นๆ มองอย่างตกตะลึง
“เฮ้ น้องสาว นี่เธอรู้ได้ยังไงเนี่ย!”ชายวัยกลางคนตบเข่า “ตรงนั้นเลยถูกทับตรงนั้นพอดี ตอนพวกเราพามา เขาร้องโอดโอยตลอดทาง”
ใช่แล้ว
สมองของต่งเสี่ยวเสี่ยวทำงานอย่างรวดเร็วระดับการแพทย์ในสมัยนี้ยังมีข้อจำกัด ถ้าถูกทับตรงจุดนี้ แล้วอาการสาหัสพวกเขาแทบจะไม่สามารถรักษาอะไรได้เลย
“ตึง!”
ในระหว่างที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังครุ่นคิดประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก เธอรีบลุกขึ้นยืนทันทีหมอคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมถอดหน้ากาก
อย่าเชียวนะ...
พอเห็นท่าทางแบบนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกได้ทันทีว่าไม่น่าจะใช่ข่าวดีเธอรีบคว้าแขนหมอคนนั้นไว้แน่น “คุณหมอสามีของฉันเป็ยังไงบ้างคะ?”
แพทย์มองต่งเสี่ยวเสี่ยวเล็กน้อยก่อนจะดึงแขนตัวเองออกจากมือของเธอ “คนไข้ได้รับาเ็สาหัสถึงจะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่...”
“มัวรออะไรอยู่? ถ้าไม่รีบบอกพวกเขาให้รีบตัดสินใจคนไข้จะไม่รอดแล้ว!”
เสียงะโดังออกมาจากข้างในทำให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ่งร้อนใจ
เธอน้ำตาคลอรีบคว้าแขนของหมอคนนั้นไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “มีอะไรก็บอกฉันมาตรงๆเถอะค่ะ ฉันเป็ภรรยาของเขา บอกมาสิคะ…”
เมื่อเห็นว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวมีอาการตื่นตระหนกชายวัยกลางคนก็รีบดึงเธอออกมา “ให้คุณหมอเขาได้ตั้งสติก่อนเถอะ”
“เขาสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้แต่อาจจะต้องตัดขาทิ้ง ที่ต้องตัดขาก็เพื่อรักษาชีวิตไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ ทางโรงพยาบาลจึงอยากจะขอความยินยอมจากญาติก่อนดำเนินการผ่าตัด”
คราวนี้คนพูดไม่ใช่หมอหนุ่มที่ดูประหม่าเมื่อกี้แต่เป็หมอวัยกลางคนแซ่เผย เขาเป็หัวหน้าแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลประชาชน
เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย พยาบาลสาวข้างๆก็ยื่นเอกสารยินยอมและใบแจ้งอาการวิกฤตทั้งหมดมาให้
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองกระดาษตรงหน้าสมองเธอตื้อไปหมด
ถ้าเธอเซ็นชื่อ ฉินซู่ก็จะเสียขาไป
“อะไรนะ ตัดขา?”
ยังไม่ทันที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวจะได้ตั้งสติกลุ่มคนงานข้างๆ ก็เริ่มซุบซิบนินทา
“ไม่ได้นะ ฉินซู่ยังหนุ่มยังมีลูกสองคนกับเมียอีกคน ถ้าตัดขาแล้ว อีกหน่อยจะทำยังไงล่ะ!”
“ใช่แล้ว คุณหมอ พอจะมีวิธีอื่นไหม?”
“ตัดขาไม่น่าจะดี เปลี่ยนวิธีได้ไหม?”
“ผมจะบอกพวกคุณอีกครั้ง” หัวหน้าแผนกศัลยกรรมขมวดคิ้ว "อาการของฉินซู่สาหัสมากขาของเขาถูกกระแทกอย่างหนัก ถ้าไม่ตัดขาทิ้ง กระดูกอาจเน่าและสุดท้ายสิ่งที่ต้องตัดออก อาจไม่ใช่แค่ขา แต่อาจเป็ทั้ง่ล่างของร่างกาย"
เปรี้ยง!
คำพูดพวกนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางหัวทำให้คนฟังแทบยืนไม่ไหว
สมองของทุกคนอื้ออึงไปหมดขณะที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เร่งคิดหาทางแก้ไขอย่างรวดเร็ว
“พี่สะใภ้” ชายคนที่ฉินซู่ช่วยชีวิตไว้เมื่อครู่เบียดเข้ามา“พี่ตกลงเถอะ ถึงแม้จะผมจะไม่มีเงินเยอะแต่ผมจะช่วยดูแลพี่ฉินซู่ไปตลอดชีวิตเอง”
“ฉันก็ไม่อยากให้เป็แบบนี้”
“ถ้าไม่ตกลงตอนนี้ต่อไปเขาอาจจะต้องเสีย่ล่างด้วย น่ากลัวกว่าเดิมอีก!”
คนอื่นๆ ต่างพากันพูดจาโน้มน้าวเพราะทุกคนคิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวใจนทำอะไรไม่ถูก
ก็เป็ไปได้
ผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งต้องมาเจอเื่แบบนี้จะให้ตั้งสติได้ยังไง แต่ตอนนี้เอกสารยินยอมยังรอการเซ็นชื่ออยู่
“รีบเซ็นเถอะ เราต้องรีบผ่าตัด” หัวหน้าแผนกศัลยกรรม ทุกคนพากันเข้ามาล้อม
ต่งเสี่ยวเสี่ยวสูดหายใจลึกทำให้มือที่สั่นเทาค่อยๆ สงบลง เธอเดินช้าๆ ไปหาหัวหน้าแผนกศัลยกรรม
“ฉันเป็ภรรยาของคนไข้แต่ฉันไม่ยินยอมให้ตัดขา” น้ำเสียงของต่งเสี่ยวเสี่ยวสงบนิ่งดวงตาคู่นั้นดูเหมือนจะไม่มีความรู้สึกใดๆ
ราวกับไม่สนใจไยดี
“น้องสาว นี่เธอ…”
ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆฟังแล้วรู้สึกกระวนกระวายจนพูดไม่ออก เขาตบขาตัวเอง “อย่าพูดจาเหลวไหลนะถ้าเกิดต้องเสีย่ล่างจริงๆ …”
“สถานการณ์ตอนนี้ทำได้แค่ตัดขา” หัวหน้าแผนกศัลยกรรมยังคงเคร่งขรึมเหมือนเดิม “ต้องรีบตัดสินใจแล้วจะช้ากว่านี้ไม่ได้”
“ฉันตัดสินใจไม่ยอมให้ตัดขาค่ะ”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ดีว่าขาของฉินซู่มีปัญหาอยู่บ้างแต่เขายังไม่สามารถยอมรับความจริงข้อนี้ได้
ถ้าต้องตัดขาจริงๆ ชีวิตของฉินซู่คงจบสิ้น
คนเราถ้าหมดความมั่นใจในการใช้ชีวิตก็คงไม่มีอะไรเหลือแล้ว
ดังนั้นเธอจึงไม่ยอม!
“ฉันไม่ยอมให้ตัดขาแต่ฉันมีเื่อยากจะคุยกับคุณหมอ” มือของต่งเสี่ยวเสี่ยวขยับเล็กน้อย“ฉันเคยเรียนวิชาแพทย์มาบ้าง ฉันรู้ว่าปัญหาในวันนี้ร้ายแรงแค่ไหน”
“แต่อาการยังไม่ถึงขั้นต้องตัดขาที่ต้องตัด เพราะระดับการแพทย์ที่นี่ไม่เพียงพอคุณไม่สามารถทำการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่านี้ได้”
“ไม่สามารถต่อกระดูกที่หักทั้งหมดได้คุณกลัวว่าหากปล่อยไว้นาน เนื้อร้ายจะลุกลามมากขึ้นสุดท้ายแล้วจะต้องตัดมากกว่าเดิม”
“ฉันต้องยอมรับว่าคุณเป็หมอที่เก่งแต่ฉันก็ยังคงตัดสินใจที่จะไม่ยอมให้ตัดขาเขาเหมือนเดิมค่ะ”