บทที่ 9 ความสามารถของพี่ชาย
เมื่อคนอยู่ร่วมกันมากย่อมเกิดความครึกครื้น ทว่ายังหมายถึงชีวิตนี้มีเื่ที่ต้องจัดการเพิ่มขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเพราะสภาพอากาศเย็นลง เห็ดจึงหาเก็บไม่ได้แล้ว กระทั่งมือของสวี่โม่ที่จับพู่กันก็เริ่มรู้สึกชา
เจียงเซิงกังวลมากว่าพวกเขาทั้งห้าคนนี้จะอยู่อย่างไร นางควรทำอะไรเพื่อมีอาหารและเนื้อกินได้ทุกมื้อ
แต่นางกลับคิดไม่ออก
เจียงเซิงหงุดหงิด คิ้วขมวดมุ่นลูบคาง นำสติปัญญาที่สะสมตลอดทั้งเจ็ดปีมาใช้ทั้งหมด
“เจียงเซิง” สวี่โม่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ จึงถามอย่างอ่อนโยน “เหตุใดเ้าถึงครุ่นคิดหนักขนาดนี้”
เจียงเซิงพึมพำ “พี่ใหญ่ พวกเราต้องหาเงินนะ”
“ข้าคัดลอกหนังสือก็เพียงพอแล้ว” สวี่โม่ลูบหัวนาง “เ้าไม่จำเป็ต้องกังวลเื่นี้”
เจียงเซิงไม่กล่าวอะไร
เวินจืออวิ่นเงยหน้ามอง “ข้ารักษาคนได้ แต่ว่า...คงไม่สามารถรักษาโรคร้ายแรงได้”
ในชนบทเช่นนี้ หมอยาเป็อาชีพที่ได้รับความนิยมมาก แม้ว่าจะไม่มีทักษะมากนักก็ตาม
เด็กสาวพลันอ้าปากค้าง นางเพิ่งตระหนักได้ว่า ที่แท้ไม่ตนช่วยชีวิตเวินจืออวิ่นจากความสงสาร แต่เป็เวินจืออวิ่นต่างหากที่มาเพื่อช่วยพวกนางและคนอื่น ๆ
“ข้าสามารถช่วยผู้อื่นต่อสู้และเก็บเงินจากการคุ้มครองได้” ฟางเหิงกำมือแน่น เขาสืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนศึก เริ่มฝึกวิชาั้แ่อายุสามขวบ จนถึงวันนี้ก็เป็เวลาห้าปีแล้ว ฝีมือนับว่าคล่องแคล่ว
ในบรรดาพี่ชายสี่คน มีสามคนเสนอวิธีการหาเงินของพวกเขา
เหลือเพียงเจิ้งหรูเชียนผู้เดียวเท่านั้น เขาไม่ยอมล่าช้ากว่าคนอื่น จึงอ้าปากคิดจะบอกแต่กลับพบว่าตนเองไม่มีความสามารถใด ๆ เลย
นอกจากเื่กิน…
เจิ้งหรูเชียนน้อยนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม หยดน้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมา
เหมือนว่ามีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ไร้ประโยชน์ เป็เพียงขยะที่ต้องพึ่งพาน้องสาวให้เลี้ยงตัวเอง
เจียงเซิงสังเกตเห็นอารมณ์ของพี่รอง จึงวิ่งเข้าไปตบบ่าเขาเบา ๆ ปลอบโยนว่า “ท่านอย่าเศร้าไปเลย ข้าก็ไม่มีความสามารถอะไรเช่นกัน”
แต่ตอนแรกที่ขายเห็ด ก็เป็พวกเขาทั้งคู่ที่ทำ และเงินก้อนแรกที่ได้ล้วนมาจากพวกเขา
แม้ว่าจะไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเหมือนพี่ชายคนอื่น ๆ แต่ถ้าตั้งใจใช้สมอง พวกเขาสองคนจะต้องสามารถหาเงินได้อย่างแน่นอน
ความมุ่งมั่นของเจียงเซิงส่งผ่านไปยังเจิ้งหรูเชียน เขาเช็ดน้ำตา นึกถึงตนเองที่สามารถมอบก้อนทองสองเม็ดได้ เขาตบอกยืดตัวตรง “ข้าจะต้องหาเงินได้แน่นอน ต้องหาได้แน่ !”
พี่น้องร่วมมือกันย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า!
เจียงเซิงครุ่นคิดอยู่เวลาครึ่งวัน ตัดสินใจเริ่มต้นหาเงินด้านการแพทย์ก่อน นางจับมือเจิ้งหรูเชียนพลางเอ่ยอย่างจริงจัง “พวกเราไปมองหาลูกค้าให้พี่สี่กันเถอะ”
เวินจืออวิ่น “...”
ฟังดูไม่ใช่คำพูดที่ดีเท่าไหร่
แต่ท้ายที่สุด เนื่องจากพวกนางยังเป็เพียงเด็กเล็ก ๆ และไม่ใช่คนในหมู่บ้าน หากเข้าไปรักษาคนโดยพลการ จะถูกไล่ออกไปด้วยไม้เรียวแน่
โชคดีที่ยังถือว่าเจียงเซิงเป็คนในพื้นที่ครึ่งหนึ่ง
นางพาเจิ้งหรูเชียนวิ่งวนไปมาหน้าหมู่บ้าน สังเกตแต่ละบ้านว่ามีใครร่างกายอ่อนแอเป็พิเศษ ท้องเสีย หรือเป็ไข้หวัดหรือไม่
พี่สี่บอกว่าเขาสามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้
ในยามที่ความหนาวเหน็บแทรกซึมเข้ามา บ้านทุกหลังจะปิดประตูไว้แ่า หากอยากรู้ข่าวคราวคนด้านใน จำต้องแอบเงี่ยหูฟังจากรอยต่อราวกับเป็หัวขโมย
เจียงเซิงไม่พอใจ
เมื่อก่อนนางตัวคนเดียวจึงพอรับได้ แต่บัดนี้มีพี่ชายแล้ว จะปล่อยให้ผู้อื่นเข้าใจผิดและทำให้เหล่าพี่ชายต้องรับเอาความอัปยศได้อย่างไร
ดังนั้นนางจึงยอมเดินวนรอบหมู่บ้านอยู่พักหนึ่งอย่างสง่างามเปิดเผย ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไป
ขณะผ่านหน้าบ้านลุงจ้าว ประตูใหญ่พลันถูกเปิดออกกระทันหัน ลูกชายคนโตของลุงจ้าวสีหน้าเคร่งเครียดเดินออกมา อีกทั้งเสียงครวญครางยังดังออกมาจากในบ้านเป็ระยะ
สายตาเจียงเซิงเปล่งประกาย รีบคว้าแขนเจิ้งหรูเชียนไปดู
“วันนี้ไม่มีอะไรให้เ้ากินหรอก ไป ๆๆ” จ้าวต้าจู้โบกมือไล่อย่างไม่พอใจ “หรือยังจำเื่ที่เ้าขโมยรถเกวียนของข้าไม่ได้ อยากถูกตีอีกรอบหนึ่งหรือ”
เจิ้งหรูเชียนหยุดชะงัก นึกถึงครึ่งเดือนก่อนที่เจียงเซิงถูกตีจนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนฝุ่นโคลน
ที่แท้คนสกุลจ้าวก็ลงมือทำร้ายนาง
ใบหน้าน้อย ๆ ของเจิ้งหรูเชียนกรุ่นโกรธทันที เขารีบจูงมือเจียงเซิงกลับออกมา
ครอบครัวที่ลงมือทำร้ายน้องสาวเขาเช่นนั้น ไม่ต้องให้ความช่วยเหลือก็ได้ !
ทว่าเจียงเซิงกอดแขนเขาแน่น ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาดื้อดึงหรือโกรธเคือง สิ่งสำคัญคือต้องช่วยให้พี่สี่ได้รับการยอมรับในฐานะหมอก่อน
การถูกตีครั้งเดียวนั้นนับว่าเป็เื่เล็กน้อย
อีกอย่าง นางก็ถูกคนตีเพราะแอบขโมยรถเกวียนไป ฝ่ายที่ผิดคือนางเอง
“พี่ชาย ลุงจ้าวป่าวอยู่หรือไม่” เจียงเซิงยกยิ้มเกลี้ยกล่อม “อากาศหนาวเช่นนี้ ต้องรักษาร่างกายให้ดีนะเ้าคะ”
หลังได้ยินดังนั้น สีหน้าของจ้าวต้าจู้จึงผ่อนคลายลง “เมื่อวานนี้เขากินเนื้อเน่าเข้าไป ข้าบอกว่าไม่ให้กิน แต่เขายังยืนกรานจะกินมัน วันนี้จึงลุกไม่ขึ้นแล้ว”
“เฮ้อ เจ็บป่วยร้ายแรงขนาดนั้นเชียว” เจียงเซิงใช้น้ำเสียงฟังดูเกินจริงเล็กน้อย “ท่านต้องรีบรักษาเขาให้เร็วที่สุด ลุงจ้าวอายุมากแล้ว คงไม่อาจทนเจ็บไข้รุนแรงได้”
“ข้ารู้ดี” จ้าวต้าจู้หงุดหงิดขึ้นมา “แต่สำนักแพทย์ในหมู่บ้านปิดประตูเงียบ ได้ยินว่าท่านหมอประสบเคราะห์ร้าย หากจะพาไปที่อำเภอ พ่อของข้าก็ไม่ยินยอม เขายอมทนนอนป่วยอยู่บนเตียงดีกว่า”
ความจริงแล้ว ไม่ใช่เพียงลุงจ้าวที่ไม่เห็นด้วย กระทั่งคนในสกุลจ้าวก็ไม่เห็นด้วย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่าจ้างรถม้า แค่ค่ารักษาของหมอในเมือง พวกเขาก็จ่ายไม่ไหวแล้ว ครอบครัวชาวนาใช้เวลาเกือบทั้งปีกว่าจะหาเงินได้ ถ้าใช้ไปกับการรักษา คนอื่น ๆ ในบ้านจะอยู่จะกินกันอย่างไร
แต่จ้าวต้าจู้ทนเห็นบิดาของตนที่แม้แต่จะลุกยืนยังทำไม่ไหว และนอนซมคล้ายเ็ปใกล้ตายไม่ได้ เขาจึงต้องหลบออกมาอยู่นอกบ้าน
ท้ายที่สุดแล้ว ความยากจนคือต้นเหตุของทุกสิ่ง
เจียงเซิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง พลางกล่าวอย่างระมัดระวัง “พี่ชาย พี่ชายของข้าพจะศึกษาวิชาแพทย์มาบ้าง หากพี่ชายไม่สบายใจเื่พ่อท่าน ก็สามารถให้เขามาดูได้”
“เพียงแต่...เขายังเด็กเกินไปสักหน่อย...”
จ้าวต้าจู้เงยหน้ามอง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาพูดคุยเื่อายุอะไรทั้งนั้น แต่จะเป็หมอสัตว์ก็ยังดี เขารีบตอบรับทันที “เรียกหมอตัวน้อยนั่นมาเถอะ เร็วเข้า”
เจียงเซิงตบตัวเจิ้งหรูเชียนเบา ๆ
เจิ้งหรูเชียนรีบกลับไปยังวัดร้างเพื่อเรียกเวินจืออวิ่นมา ปล่อยให้เจียงเซิงคุยกับจ้าวต้าจู้ต่อ
ครู่ต่อมา ฟางเหิงก็แบกเวินจืออวิ่นมาถึงบ้าน
เมื่อเห็นดวงตาเบิกกว้างของเจียงเซิง ฟางเหิงยิ่งมีสีหน้าอึดอัด เขารีบอธิบายอย่างลำบากใจ “เขาวิ่งช้าเกินไป ข้ากลัวคนป่วยจะทนรอไม่ไหว”
ดังนั้น พี่สามผู้แข็งแกร่งจึงแบกตัวพี่สี่แสนอ่อนแอขึ้นหลัง และพามาถึงที่นี่
สองแก้มเจียงเซิงปวดเมื่อย ย้ำเตือนตนเองในใจอยู่ตลอดว่า “ห้ามยิ้ม ห้ามยิ้มเด็ดขาด”
“ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็รีบไปตรวจดูคนป่วยเถอะ”
เวินจืออวิ่นลงจากแผ่นหลังอีกฝ่ายด้วยท่าทางสับสน
ส่วนด้านหลังนั้น เป็เจิ้งหรูเชียนหอบหิ้วยาสมุนไพรมา เขากำลังวิ่งตามมาด้วยสภาพเหนื่อยหอบ
ร่างกายเขาแข็งแรงกว่าเวินจืออวิ่นเล็กน้อย แต่ไม่เท่าฟางเหิง จึงมาถึงช้ากว่าสักหน่อย
“พวกเราเข้าไปกัน” เมื่อได้ยาสมุนไพรมาแล้ว เวินจืออวิ่นจึงก้าวเข้าไปในบ้านสกุลจ้าว
ลุงจ้าวกำลังร้องโอดครวญไร้เรี่ยวแรง เมื่อเห็นพวกเด็ก ๆ เข้ามาก็พลันบ่นด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “นี่เวลาใดแล้ว ยังปล่อยให้เด็ก ๆ มาเล่นในบ้านอีกหรือ”
คนในสกุลจ้าวทั้งเสียใจและกังวลไม่กล่าวอะไร
โชคดีที่จ้าวต้าจู้ไม่ได้โง่เขลา เขารีบนำเก้าอี้มาตั้ง แล้วเอ่ยเชิญอย่างสุภาพว่า “ท่านหมอน้อย รีบตรวจดูอาการพ่อข้าเถอะ”
เวินจืออวิ่นผ่อนลมหายใจยาว ๆ
ในอดีต เขาได้รับการเอาใจใส่จากบิดามารดา หากชอบอ่านหนังสือก็อ่านไป ชอบเก็บสมุนไพรก็เก็บไป สิ่งที่เขาทำทั้งหมดล้วนมาจากความสนใจและความสุขส่วนตัว
เขาเป็บุตรรักของบิดามารดา เป็เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องลงมือทำอะไรด้วยตนเอง
เวินจืออวิ่นเอื้อมจับชีพจรของลุงจ้าว
บางทีอาจเป็เพราะตื่นเต้นเกินไป ร่างกายของเขาจึงสั่นเทิ้ม
เจียงเซิงสายตาว่องไว คว้ามือข้างหนึ่งของเขาไว้ ะโบอก “พี่สี่ อย่ากลัว ยังมีพวกข้าอยู่”
เวินจืออวิ่นหันกลับมามองเหล่าคนแปลกหน้าที่ยังไม่คุ้นเคย
ฟางเหิงซึ่งภายนอกดูสงบเยือกเย็นแต่ในใจกลับร้อนรน เจิ้งหรูเชียนใสซื่อโง่เง่า และเจียงเซิงที่เ้าเล่ห์ซุกซน
แม้บิดามารดาจะจากไปแล้ว ชีวิตที่เคยงดงามพังพินาศ แต่เขาก็ค้นพบครอบครัวใหม่ เพื่อพวกเขา เพื่อให้บิดามารดาจากลาโลกอย่างสงบ และเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป เวินจืออวิ่นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อีกครั้ง มืออันสั่นระริกจึงผ่อนคลายลง
เขาใช้ความรู้ทั้งหมดที่มีตรวจจับชีพจร พลางระลึกถึงคำสอนของบิดาทีละอย่าง
“ร่างกายอ่อนแอ สามเบา หนึ่งหนัก...” เวินจืออวิ่นพึมพำสองประโยค “ให้ข้าตรวจดูของถ่ายท่านสักหน่อยได้หรือไม่”
คำพูดนี้ทำให้เจียงเซิง ฟางเหิง และเจิ้งหรูเชียน ต่างถอยห่างออกไปไกล