กว่าสองชั่วยามที่รถม้าวิ่งบนถนนขรุขระจนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ภาพหมู่บ้านในชนบทแห่งนี้ต่างจากที่อื่นไม่เพียงแต่สวยงามยังดูมีชีวิตชีวาเพราะมีคนหนุ่มสาวอยู่เต็มหมู่บ้านสร้างความแปลกใจให้หลิวอี้เฟยไม่น้อย บ้านเรือนแต่ละหลังสะอาดสะอ้านมีต้นหม่อนปลูกไว้ทุกครัวเรือนดูไปแล้วเป็หมู่บ้านที่เงียบสงบน่าอยู่เลยทีเดียว ชาวบ้านสองข้างทางต่างมองรถม้าแปลกหน้าคันนี้เป็ทิวแถวเพราะหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างไกลไม่ค่อยมีคนนอกเข้ามาสักเท่าไรจนรถม้าหยุดที่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านทุกคนจึงเลิกสนใจและทำงานของตนต่อ
"คาราวะผู้ใหญ่บ้านเ้าค่ะ..ข้ามีนามว่าหลิวอี้เฟย" เมื่อทำความเคารพผู้ใหญ่บ้านพร้อมส่งรอยยิ้มหวานสร้างความคุ้นเคยนางก็กล่าวเข้าเื่ทันที
"ข้าได้ยินมาว่าหมู่บ้านล้อมหลิวแห่งนี้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพร้อมทั้งทอผ้าใช้เองในเรือนจริงหรือไม่เ้าคะ" อี้ซูเม่ยถึงกับหางคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นายนางตัวติดกันกับฮูหยินตลอดเวลาทำไมไม่เห็นรู้เื่นี้สักนิด
"จริงขอรับ...ข้าน้อยแซ่หวังนามฉีเป็ผู้ใหญ่บ้านของที่นี่ไม่ทราบว่า..เอ่อ..." ผู้ใหญ่บ้านไม่ทราบจุดประสงค์ของหลิวอี้เฟยและไม่รู้จะเรียกขานนางว่าอย่างไรถึงแม้ดูจากทรงผมที่เกล้าอย่างสตรีออกเรือนแต่นางกลับดูอ่อนเยาว์อายุน้อยจนคิดไม่ออกว่าสตรีบอบบางราวหลิวต้องลมมาทำอะไรในหมู่บ้านที่สุนัขไม่ถ่ายนกไม่วางไข่เช่นนี้*(เปรียบกับพื้นที่กันดารห่างไกล)
"เรียกคุณหนูหลิวเถิดเ้าค่ะแม้ข้าจะออกเรือนแล้วแต่ข้าอยากให้เรียกเช่นนี้ดีกว่า" หลิวอี้เฟยยิ้มตอบบางๆ
"ถ้าเช่นนั้นคุณหนูหลิวมาที่นี่มีจุดประสงค์ใดหรือขอรับ" แม้จะอายุมากแต่สายตาของผู้ใหญ่หวังไม่ได้ฝ้าฟางเขามองออกว่าหญิงสาวตรงหน้าตั้งใจมาที่นี่เพราะมีจุดประสงค์บางอย่าง
"ข้ามีจุดประสงค์อย่างที่ท่านกล่าวมาจริงๆนั่นเหละเ้าค่ะ.. ผู้ใหญ่หวังอย่าได้กังวลข้าเพียงแต่้าเจรจาซื้อขายผ้าไหมจากหมู่บ้านล้อมหลิวแห่งนี้เท่านั้น" หลิวอี้เฟยรีบพูดเมื่อเห็นถึงสีหน้ากังวลใจของผู้ใหญ่หวังหลังจากอีกฝ่ายทำหน้าโล่งใจจึงยิ้มออกมาบ้างหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะได้ผลลัพย์ที่นางพอใจ
"ซื้อขายผ้าไหมหรือขอรับ?" แม้จะรู้สึกงุนงงอยู่บ้างแต่ที่มากกว่าคือความยินดีแต่ผู้ใหญ่หวังก็ยังคงสงสัยผ้าไหมจากชนบทห่างไกลมีอะไรพิเศษหนักหนาถึงทำให้มีคน้าได้
"ใช่เ้าค่ะ..ข้าเคยเจอหญิงชาวบ้านในตัวอำเภอนางนำผ้าไหมไปขายข้ารู้สึกชอบผ้าไหมนั่นเป็อย่าง มากจึงเข้าไปสอบถามได้ความว่ามาจากหมู่บ้านแห่งนี้ เสียดายก็แต่วันนั้นข้าซื้อผ้าไม่ทันวันนี้จึงได้แต่เดินทางมาหมู่บ้านล้อมหลิวเพื่อซื้อมันกลับไปเ้าค่ะ" หลิวอี้เฟยอธิบายเหตุผลให้ผู้ใหญ่บ้านฟังขณะที่คนสนิทอย่างอี้ซูเม่ยฟังไปถึงกับตาโตอ้าปากค้างในเมื่อนางไม่เคยเห็นหรือพบเจอคนขายผ้าไหมอะไรนั่นแล้วฮูหยินของนางไปเจอมาเมื่อไรกันเล่า?ยิ่งคิดก็ยิ่งงง
"หากคุณหนูหลิวไม่รังเกียจเชิญพักดื่มชาในบ้านสักครู่เถิดขอรับข้าน้อยจะไปบอกภรรยาให้พาท่านไปชมผ้าที่เราทอไว้" กล่าวจบผู้ใหญ่หวังก็เดินนำหลิวอี้เฟยและอี้ซูเม่ยเข้ามาภายในบ้านรินน้ำชาให้เสร็จสรรพแล้วเดินหายเข้าไปหลังบ้านก่อนจะมีหญิงวัยกลางคนรูปร่างอวบแต่ใบหน้ายังคงงดงามตามวัยคนหนึ่งเดินตามออกมา
"นี่ภรรยาข้าน้อยชื่อหงซือเหนียง" ผู้ใหญ่หวังกล่าวแนะนำภรรยาตน
"คาราวะหวังฮูหยินเ้าค่ะ ผู้ใหญ่หวังคงบอกเล่าเื่บางส่วนให้ฮูหยินทราบแล้วจะเป็การรบกวนหรือไม่หากข้าอยากให้ท่านพาไปชมผ้าที่ท่านทอขึ้นรวมถึงวิธีการทอด้วย" หลิวอี้เฟยลุกขึ้นทำความเคารพอย่างมีมารยาทส่งยิ้มบางๆให้ผู้าุโจนหวังฮูหยินตกอกใ คุณหนูผู้รากมากดีร่ำรวยพวกนี้ไหนเลยจะมีกิริยาอ่อนหวานอ่อนน้อมเช่นสตรีตรงหน้ายิ่งเห็นก็ยิ่งชื่นชอบ
"จะเป็การรบกวนได้อย่างไร..คุณหนูหลิวเชิญตามป้ามาด้านในเถิดเ้าค่ะแล้วอีกอย่างเรียกหวังฮูหยินดูเกรงอกเกรงใจกันเกินไปเรียกข้าว่าป้าซือเหนียงเถิด"
"เ้าค่ะ...ป้าซือเหนียง" หลิวอี้เฟยตอบรับอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินตามเข้าไปในส่วนที่จัดทำเป็โรงเรือนเล็กๆภายในโรงเรือนนี้มีชั้นไม้สำหรับวางภาชนะที่สานมาจากไม่ไผ่ทรงกลมแต่แบนความสูงประมานห้าชุ่น*(ประมาณ5นิ้ว)เรียกกระด้งภายในมีใบหม่อนใส่ไว้เต็มไปหมดบนใบหม่อนพวกนั้นมีหนอนตัวเท่านิ้วมืออยู่ยั้วเยี้ยดูแล้วน่าขนลุกไม่น้อย ถัดมาก็มีชั้นไม้อีกเช่นกันเพียงแต่ชั้นนี้ไม่มีหนอนแต่กลับมีรังไหมทรงกลมรีอยู่อยู่เต็มกระด้งแทนมีทั้งสีทองและสีขาวเรียกความสนใจให้นางอยู่ไม่น้อย