ความมืด... ความเย็นเยียบ... และความเ็ประคนกัน คือสิ่งแรกที่แทรกซึมเข้าสู่ห้วงสำนึกของเหล่าหยวน เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ท่ามกลางเสียงห่าฝนที่ยังคงกระหน่ำไม่หยุดหย่อน แต่ดูเหมือนจะเบาบางลงกว่า่แรกเล็กน้อย กลิ่นดินชื้น กลิ่นใบไม้ฉีกขาด และกลิ่นคาวเืจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ร่างกายของเขาติดพันอยู่กับบางสิ่งที่เหนียวแน่น และสอดประสานกันอย่างซับซ้อน มันคือเครือเถาวัลย์หนาทึบนั่นเอง
เหล่าหยวนกัดฟันข่มความเจ็บแปลบที่แล่นปราดไปทั่วร่าง โดยเฉพาะบริเวณไหล่ และสีข้างที่กระแทกอย่างแรง เขาพยายามขยับตัวอย่างเชื่องช้า สำรวจอาการาเ็ของตนเอง โชคดีที่ไม่มีกระดูกส่วนใดหักสะบั้น มีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกหลายแห่ง สติสัมปชัญญะของอดีตนายกองค่อยๆ กลับคืนมาเต็มที่ ภาพเหตุการณ์รถม้าที่เสียหลักพุ่งตกหน้าผาฉายชัดในความทรงจำ
“คุณชาย!” นั่นคือความคิดแรกที่ผุดขึ้น เขารีบหันศีรษะที่ยังคงมึนงงเล็กน้อย กวาดตามองหาในความสลัวรางที่พอจะมองเห็นได้จากแสงฟ้าแลบแปลบปลาบเป็ครั้งคราว
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ร่างของคุณชายจ้าวมู่เฉินนอนขดตัวอยู่บนผืนเถาวัลย์ที่หนาแน่นยิ่งกว่า ดูเหมือนจะหมดสติไป ใบหน้าซีดเผือดเปียกปอนไปด้วยเม็ดฝนและคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลือ ข้างๆ กันนั้นคือถิงถิง บ่าวสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ เธอยังกอดร่างคุณชายไว้แน่นแม้จะอยู่ในสภาพสะบักสะบอม และหมดสติเช่นกัน
เหล่าหยวนถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ทั้งสองยังอยู่ใกล้ๆ แต่แล้วเขาก็นึกถึงอีกคน “อาไค่!”
เขาเพ่งมองฝ่าม่านฝน และเงาไม้ที่ทับซ้อนกัน ในที่สุดก็เห็นร่างสูงใหญ่ของอาไค่ติดอยู่กับเถาวัลย์ต่ำลงไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะฟุบหน้าหมดสติอยู่เช่นกัน แต่ยังคงเกาะกุมท่อนไม้ที่ใช้เป็อาวุธไว้แน่น
สถานการณ์คับขันอย่างยิ่ง แม้จะรอดตายมาได้ แต่พวกเขาก็ติดอยู่กลางหุบเหวที่ไหนก็ไม่รู้ ท่ามกลางพายุฝน และความมืดมิด รถม้าแตกหักยับเยิน สัมภาระกระจัดกระจาย และที่สำคัญ ทุกคนต่างได้รับาเ็ไม่มากก็น้อย
“อึก...” เสียงครางแ่เบาดังขึ้นจากร่างของถิงถิง เธอค่อยๆ ขยับตัว รู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งร่าง ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนก เมื่อเห็นสภาพรอบตัวและคุณชายที่ยังหมดสติ เธอก็แทบจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง “คุณชาย! คุณชายเ้าคะ! ฟื้นสิเ้าคะ!” เธอเขย่าร่างจ้าวมู่เฉินเบาๆ น้ำเสียงสั่นเครือ
เหล่าหยวนพยายามแกะตัวเองออกจากเถาวัลย์อย่างทุลักทุเล “ถิงถิง ใจเย็นๆ ก่อน ตรวจดูอาการคุณชายให้ละเอียด อย่าเพิ่งขยับตัวแรง” เขาเอ่ยเสียงเครียด พยายามควบคุมสถานการณ์
จ้าวมู่เฉินเริ่มรู้สึกตัวจากการเขย่าและเสียงเรียก เขาสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนน้ำตาของถิงถิง และสภาพแวดล้อมอันน่าสะพรึงกลัว เขาตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง “พี่ถิงถิง! ท่านลุงหยวน! ที่นี่ที่ไหน! ข้ากลัว! เสียงดัง! คนร้าย! พวกมันไปรึยัง!” เขาพรั่งพรูคำถามออกมาอย่างไม่เป็ศัพท์ ดวงตาเบิกกว้าง น้ำตาไหลพรากราวกับเด็กน้อยหลงทางอย่างแท้จริง
“ปลอดภัยแล้วขอรับคุณชาย ปลอดภัยแล้ว” เหล่าหยวนตอบเสียงอ่อนลง พยายามปลอบประโลม แม้ในใจจะหนักอึ้ง
“พวกมันคิดว่าเราตายหมดแล้ว คงไม่ย้อนกลับมาตอนนี้” เขาเหลือบมองขึ้นไปยังขอบหน้าผา้าที่มืดสนิท
“แต่เราต้องรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”
ในขณะนั้นเอง อาไค่ก็เริ่มรู้สึกตัว เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ส่ายศีรษะไล่ความมึนงง พอเห็นเหล่าหยวน และคนอื่นๆ เขาก็เบิกตากว้าง “ท่านลุง! คุณชาย! ถิงถิง! พวกเรา... ยังไม่ตาย?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และโล่งอก แม้จะเจ็บระบมไปทั้งตัว แต่ดูเหมือนร่างกายที่แข็งแกร่งของเขาจะทนทานต่อการตกกระแทกได้ดีกว่าคนอื่น
“ยังไม่ตาย แต่อยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก” เหล่าหยวนตอบ พลางประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
“อาไค่ เ้าพอจะขยับได้หรือไม่ ลองดูซิว่าเราติดอยู่สูงจากพื้นหุบเหวแค่ไหน และสภาพด้านล่างเป็อย่างไร”
อาไค่พยักหน้ารับ แม้จะยังดูงุนงงแต่ก็ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด เขาค่อยๆ ใช้พละกำลังมหาศาลยันตัวเองขึ้น มองลอดช่องเถาวัลย์ลงไปเบื้องล่างที่มืดมิดและมีเสียงน้ำไหลอยู่ไกลๆ
“มองไม่ค่อยชัดเลยขอรับท่านลุง ฝนยังตกอยู่ แต่ดูเหมือนจะไม่สูงมากนัก พอจะปีนลงไปได้ขอรับ ด้านล่างเหมือนจะเป็พื้นดิน แต่มีต้นไม้กับหินเยอะ” อาไค่รายงาน
“ดีมาก” เหล่าหยวนกล่าว
“ถิงถิง เ้าดูแลคุณชายให้ดี พยายามปลอบให้ท่านหายใ ส่วนข้ากับอาไค่จะหาทางลงไปก่อน แล้วจะหาวิธีพาเ้ากับคุณชายตามลงไป”
แผนการเริ่มก่อตัวขึ้นในสมองอันเฉียบคมของเหล่าหยวน พวกเขาต้องลงไปยังพื้นหุบเหวด้านล่างให้ได้ก่อนฟ้าสาง เพื่อหาที่กำบัง ตรวจดูอาการาเ็อย่างละเอียด และหลบซ่อนตัวจากอันตรายที่อาจยังไม่หมดไป การเดินทางต่อจากนี้ คือการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอย่างแท้จริง ท่ามกลางหุบเหวลึกลับ และอันตรายที่มองไม่เห็น โดยมีเพียงสติปัญญา ความแข็งแกร่ง และความภักดีของคนไม่กี่คนเป็เดิมพัน... และมีคุณชายผู้มีสติปัญญาดุจเด็กน้อยเป็ศูนย์กลางที่ต้องปกป้องสุดชีวิต.
…..
สายฝนที่เคยโหมกระหน่ำดุจฟ้ารั่ว บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็ละอองหมอกบางเบา โปรยปรายลงมาอย่างนุ่มนวล อากาศยังคงเย็นเยียบชื้น แต่ความเกรี้ยวกราดของพายุก็ดูจะสงบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบอันประหลาด และเสียงหยาดน้ำที่หยดกระทบใบไม้และพื้นหินเป็จังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ
หลังจากหลุดพ้นจากพันธนาการของเถาวัลย์ และซากรถม้าที่แหลกละเอียด พวกเขาทั้งสี่ยืนอยู่บนพื้นดินที่ไม่มั่นคงนัก ณ ก้นเหว หรือบางทีอาจเป็เพียงชะง่อนผาที่ยื่นออกมาในหุบเหวอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เหล่าหยวนปฐมพยาบาลาแให้ทุกคนเท่าที่จะทำได้ด้วยเศษผ้าที่พอหาได้จากเสื้อผ้าตนเอง และสัมภาระที่ตกกระจัดกระจาย อาการของทุกคนพอทุเลาลงบ้างจากความตื่นตระหนกสุดขีด แต่ความอ่อนล้า าแ และความหวาดหวั่นยังคงฉายชัด
“ถิงถิง เ้าอยู่ดูแลคุณชายที่นี่ อย่าให้ท่านคลาดสายตา” เหล่าหยวนเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงความเด็ดขาด ก่อนจะหันไปทางอาไค่ที่ยืนตัวตรงรอรับคำสั่ง
“อาไค่ เ้าตามข้ามา เราต้องหาที่กำบังที่แห้ง และปลอดภัยกว่านี้ ก่อนที่ความมืดจะมาเยือน หรือฝนจะตกหนักลงมาอีก”
“เ้าค่ะ ท่านลุงหยวน” ถิงถิงรับคำเสียงสั่นเล็กน้อย นางรีบเข้าไปประคองร่างจ้าวมู่เฉินที่ยังคงตัวสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างมองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวง
“พี่ถิงถิง... ท่านลุงหยวนจะไปไหน... อย่าทิ้งข้าไปนะ...” น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จ้าวมู่เฉินคว้าแขนเสื้อของเหล่าหยวนไว้แน่น ราวกับเด็กน้อยกลัวการพลัดพราก
เหล่าหยวนชะงักเล็กน้อย แววตาอ่อนแสงลงชั่วขณะ เขาย่อตัวลงแตะบ่าเล็กๆ นั้นเบาๆ
“ข้ากับอาไค่ไปไม่นานขอรับคุณชาย เพียงไปหาที่พักที่อุ่นสบายกว่านี้ให้ท่าน แล้วจะรีบกลับมารับ” เขาพยายามใช้เสียงที่นุ่มนวลที่สุด
“ถิงถิงจะอยู่กับท่านตรงนี้ ปลอดภัยแน่นอนขอรับ”
แม้จะยังดูไม่วางใจนัก แต่จ้าวมู่เฉินก็ยอมคลายมือออกแต่โดยดี ซบหน้าลงกับแขนของถิงถิงอย่างอ่อนแรง
เหล่าหยวนสบตาอาไค่เป็สัญญาณ ทั้งสองคนเริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างระมัดระวัง พื้นดินชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยเศษหินเศษไม้ที่ถูกพัดพามากับสายน้ำใน่พายุ พวกเขาปีนป่ายข้ามก้อนหินใหญ่ ลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ที่ขึ้นรกชัฏ กลิ่นดิน กลิ่นหินเปียกชื้น และกลิ่นเขียวสดของใบไม้ป่าลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ทัศนียภาพรอบด้านก็ยิ่งเผยความอลังการอันน่าสะพรึงกลัวของสถานที่แห่งนี้ออกมา หน้าผาสูงชันเสียดฟ้าทอดตัวยาวเหยียดไปทั้งสองด้าน ราวกับกำแพงั์ที่กักขังพวกเขาไว้ เบื้องบนนั้น ม่านหมอกสีขาวหนาทึบยังคงปกคลุม บดบังทัศนียภาพ แต่ในบางจังหวะที่ลมพัดแรง หมอกก็พลันแยกตัวออก เผยให้เห็นเงาตะคุ่มของสะพานหินธรรมชาติขนาดมหึมา ทอดข้ามห้วงอากาศอันเวิ้งว้างอยู่สูงลิบลิ่ว ประหนึ่งสะพานที่พาดผ่านสู่แดน์ในตำนาน ก่อนจะถูกกลืนหายไปในม่านหมอกอีกครั้ง
บางคราว พวกเขาก็เดินผ่านปากหลุมยุบขนาดใหญ่ที่ดำมืด แลดูน่าหวาดหวั่นราวกับปากอสูรกายที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสรรพสิ่งลงไป เสียงลมที่พัดผ่านช่องหินและหลุมลึกเ่าั้ ก่อเกิดเป็เสียงสะท้อนก้องกังวาน วังเวง และประหลาดล้ำ ราวกับเสียงกระซิบของขุนเขา หรือเสียงครวญครางของิญญาโบราณ
อาไค่มองภาพเ่าั้ด้วยดวงตาเบิกกว้าง อ้าปากค้างด้วยความทึ่ง และหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน
“ท่านลุง... ที่นี่มัน... ์หรือนรกกันแน่ขอรับ...”
เหล่าหยวนไม่ได้ตอบคำ เพียงแต่กวาดสายตาอันคมกริบสำรวจไปรอบตัวอย่างละเอียด หัวใจของเขารู้สึกถึงความเล็กจ้อยของตนเองเมื่อเทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และทรงพลังนี้ แต่สัญชาตญาณของทหารเก่ากลับตื่นตัวเต็มที่ สถานที่เช่นนี้ งดงามตระการตาก็จริง แต่ก็แฝงไว้ด้วยภยันตรายรอบด้าน ทั้งจากธรรมชาติ และบางที... อาจจากสิ่งอื่นที่มองไม่เห็น
พวกเขาเดินสำรวจอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุด สายตาของเหล่าหยวนก็เหลือบไปเห็นแนวเถาวัลย์ที่ขึ้นปกคลุมหน้าผาส่วนหนึ่งอย่างหนาแน่นผิดปกติ เขาส่งสัญญาณให้อาไค่หยุด แล้วค่อยๆ แหวกเถาวัลย์นั้นออกอย่างระมัดระวัง เื้ัม่านสีเขียวขจีนั้น คือโพรงถ้ำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ปากถ้ำค่อนข้างแคบ แต่ภายในดูมืดสนิทและแห้งสนิท
“เจอแล้ว” เหล่าหยวนพึมพำ เขาลองก้าวเข้าไปสำรวจด้านใน ถ้ำไม่ได้ลึกมากนัก มีพื้นเรียบพอสมควร และที่สำคัญคือ ไม่มีร่องรอยของสัตว์ป่าอาศัยอยู่ “ที่นี่พอใช้เป็ที่พักชั่วคราวได้ รีบกลับไปพาคุณชายกับถิงถิงมา”
การเดินทางกลับ และการเคลื่อนย้ายจ้าวมู่เฉินเป็ไปอย่างยากลำบากยิ่งกว่าเดิม ร่างกายของคุณชายอ่อนเพลียเต็มที ทั้งยังหวาดกลัวต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว ทุกเสียงดัง ทุกเงาเคลื่อนไหว ทำให้เขาสะดุ้งและเกาะถิงถิงแน่นขึ้น อาไค่ต้องใช้พละกำลังทั้งหมดค่อยๆ ช้อนร่างคุณชายขึ้นอุ้มอย่างนุ่มนวลที่สุด ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าและมั่นคงบนพื้นอันขรุขระ โดยมีเหล่าหยวนคอยระวังหน้าหลังและถิงถิงคอยปลอบประโลมอยู่ไม่ห่าง
เมื่อมาถึงปากถ้ำ ขณะที่อาไค่กำลังจะอุ้มคุณชายเข้าไปด้านใน เหล่าหยวนที่ก้มลงปัดกวาดเศษใบไม้และกิ่งไม้บริเวณหน้าถ้ำเพื่อความสะดวก ก็พลันชะงักงัน สายตาของเขาจับจ้องไปยังกิ่งไม้ขนาดเท่าข้อมือท่อนหนึ่งที่หักอยู่ มันไม่ได้หักสะบั้นตามธรรมชาติ แต่เป็รอยตัดที่เรียบเนียนราวกับใช้ของมีคมฟันเพียงครั้งเดียว!
หัวใจของเขากระตุกวูบ เขารีบกวาดตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นก้อนหินสามก้อนที่วางเรียงกันเป็รูปสามเหลี่ยมเล็กๆ อยู่ใต้พุ่มไม้ข้างทาง มันดูจงใจเกินกว่าจะเป็เื่บังเอิญ
คิ้วของเหล่าหยวนขมวดเข้าหากันแน่น แววตาแข็งกร้าวขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะกลับสู่ความสงบดังเดิม เขาลอบกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอ
‘มีคนอื่นอยู่ที่นี่... และไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่...’ ความคิดนั้นแล่นปราดเข้ามาในสมอง สันหลังของเขารู้สึกเย็นวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เขาไม่ได้เอ่ยปากบอกเื่ที่พบเห็นแก่ผู้ใด เพียงแต่เร่งให้ทุกคนเข้าไปในถ้ำ จัดแจงหาที่นอนที่แห้งที่สุดให้จ้าวมู่เฉินและถิงถิง ส่วนตนเองและอาไค่เลือกนั่งอยู่ใกล้ปากถ้ำเพื่อคอยระวังภัย
ภายในถ้ำอันเงียบสงบ และค่อนข้างปลอดภัย ความอ่อนเพลียจากการเดินทางและการต่อสู้เริ่มเข้าครอบงำ อาไค่เอนหลังพิงผนังถ้ำ ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ถิงถิงคอยใช้เศษผ้าชุบน้ำ ที่เหล่าหยวนรองมาจากแอ่งหินเล็กๆ เช็ดหน้าเช็ดตาให้คุณชายที่เริ่มจะเคลิ้มหลับด้วยความเพลียจัด
แต่สำหรับเหล่าหยวนแล้ว แม้ร่างกายจะ้าการพักผ่อนเพียงใด แต่จิตใจของเขากลับตื่นตัวยิ่งกว่าเดิม ความรู้สึกว่าถูกจับตามองที่เคยััได้ก่อนการโจมตี บัดนี้กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันละเอียดอ่อนและแเียิ่งกว่าเดิม ราวกับสายลมที่พัดผ่าน หรือเงาไม้ที่ทอดทาบ หุบเหวอันงดงามแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ที่พักพิงจากพายุฝน แต่มันอาจเป็รังของพยัคฆ์ หรือกรงขังที่มองไม่เห็น... และพวกเขาเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาเท่านั้นเอง.