“ฉิงอ๋องเพคะ” นางกำนัลเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบก่อนพูดเสียงเบา “ท่านอ๋องตามบ่าวไปพบพระชายาก่อนเถิดเพคะ เกิดเรื่องไม่งามขึ้นกับนางแล้ว!”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ฉินจื่อฉิงขมวดคิ้วถาม
นางกำนัลเห็นบนขมับของฉิงอ๋องมีเส้นเลือดปูดขึ้นมา ในใจนางคิดไว้ว่าตนเองคงซวยแล้ว แต่เมื่อนึกไปถึงคำพูดของเจ้านาย นางจึงพูดอย่างใจเย็น “ท่านอ๋องอย่าเสียงดังไปเพคะ หากมีคนอื่นรู้เข้า ชื่อเสียงของพระชายาคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว ท่านอ๋องตามบ่าวไปเงียบๆ ดีหรือไม่เจ้าคะ เอาไว้ไปถึงแล้วท่านจะรู้เองว่าความจริงเป็นอย่างไร”
“เราตามเจ้าไปก็ได้ แต่ต้องให้ชิงเจี้ยนตามเราไปด้วย”
“เรื่องนี้...” นางกำนัลลังเล แต่เมื่อนึกไปถึงคำพูดของเจ้านายอีกครั้ง เจ้านายบอกให้นางใช้วิธีใดก็ได้เพื่อให้พาฉิงอ๋องไปให้ถึงจุดนัดหมาย หากนางปฏิเสธไม่ยอมให้รัชทายาทตามไปด้วย เช่นนั้นงานที่ได้รับมอบหมายก็จะไม่สำเร็จ นอกจากจะเงินไม่ได้ ครอบครัวยังต้องมาตายอีก “เช่นนั้นเชิญท่านอ๋องกับรัชทายาทตามบ่าวมาเพคะ”
“เราจะไปกับฉิงอ๋อง เจ้าให้คนพาองค์หญิงห้ากับองค์หญิงหกไปอยู่ในที่ปลอดภัย ส่วนตัวเจ้าให้เฝ้าทุกคนอยู่ที่นี่ เจ้าต้องคอยสังเกตพวกเขาให้ดี หากพบเห็นสิ่งผิดปกติก็สั่งคนของเราให้ลงมือได้เลย โดยเฉพาะเสด็จพ่อ หากเห็นพระองค์ทำตัวน่าสงสัย เราอนุญาตให้เจ้าจับตัวเขาไว้แล้วรอให้เรากลับมาจัดการ” ชิงเจี้ยนบอกกับลิ่วเปียว
“กระหม่อมจะทำตามรับสั่งอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ” ลิ่วเปียวตอบรับก่อนจะออกไปสั่งการองครักษ์เงาทุกคนตามรับสั่งของรัชทายาท
ฉินจื่อฉิงกับชิงเจี้ยนเดินตามนางกำนัลผู้นั้นไปสักพัก ทั้งคู่เริ่มมีอาการหนักมือและเท้า แม้สมองจะสั่งการแต่ดูเหมือนมือและเท้าไม่ยอมขยับตามที่ตนเองคิด
“บัดซบ! เราสองคนถูกวางยา” ชิงเจี้ยนกัดฟันพูดอย่างเจ็บใจ “น่าจะเป็นยาปิดกั้นการควบคุม ยาชนิดนี้พบได้ที่แคว้นเจา เป็นยาไร้สีไร้กลิ่นที่ยากจะตรวจสอบได้ แม้ไม่ใช่ยาพิษแต่ก็มันก็ทำให้ผู้ที่ดื่มยาชนิดนี้เข้าไปไม่สามารถขยับตัวได้อย่างที่ต้องการ แต่คุณสมบัติของยาไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะมันยังทำให้ผู้ที่ดื่มยาเข้าไปถูกล้างสมองและชักจูงได้ง่ายอีกด้วย ข้าได้ยินมาว่ายาชนิดนี้ทั้งหายากและราคาแพง ผู้ใดกันที่บังอาจนำยาชนิดนี้มาใช้กับเราสองคน”
“เป็นผู้ใดยังต้องถามอีกหรือ? สวี่หวงกุ้ยเฟยกับพี่ชายใหญ่และพี่หญิงใหญ่ของเจ้าอย่างไรเล่า” ฉินจื่อฉิงพูดพร้อมกับใช้กำลังภายในเพื่อขับยาออกมา
“เจ้าอย่าใช้กำลังภายในให้เปลืองแรงไปเปล่าๆ เลย เพราะยาชนิดนี้ไม่สามารถขับออกมาได้ ต้องรอให้ฤทธิ์ของยาสลายไปเอง”
“ใช้เวลานานเท่าใด”
“อย่างน้อยก็สองชั่วยาม”
“สองชั่วยาม!” ฉินจื่อฉิงกังวลไปถึงภรรยา แม้จะรู้ว่าภรรยามิติวิเศษ แต่หากนางถูกวางยาด้วย แล้วนางจะหลบเข้ามิติวิเศษได้ทันหรือไม่ “สวี่หวงกุ้ยเฟย ชิงจวิ้น ชิงอวิ๋น หากพวกเจ้าทำให้หรานหรานบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว พวกเจ้าก็อย่าได้หวังว่าจะมีชีวิตรอด!”
“ฉินจื่อฉิง! จะตายอยู่แล้วยังมาทำปากดี” องค์ชายใหญ่เดินมาพร้อมกับสวมผ้าคลุมปิดหน้าเพื่อไม่ให้ใครจำได้
แต่ชิงเจี้ยนกลับหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าแค่สวมผ้าคลุมหน้าแล้วข้าจะจำเจ้าไม่ได้หรือ ‘พี่ใหญ่’”
“ใครเป็นพี่ใหญ่ของเจ้า” องค์ชายใหญ่ถามออกไปอย่างตกใจ
“เจ้าคิดว่าแค่เจ้าสวมชุดสีดำทั้งชุดและสวมผ้าคลุมหน้าจนมิดชิด รวมถึงเจ้ายังอมยาเม็ดเปลี่ยนเสียงเข้าไปแล้วข้าจะจำเจ้าไม่ได้หรือ?” ชิงเจี้ยนหัวเราะอีกครั้ง “หากจะปลอมตัวให้ผู้อื่นจำไม่ได้ เจ้าก็ต้องเปลี่ยนกลิ่นเครื่องหอมที่อยู่ในถุงหอมของเจ้าด้วย แต่ก็อย่างว่า ใครใช้ให้เจ้าชอบทำตัวฟุ้งเฟ้อและยังเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วว่ามีเจ้าเพียงผู้เดียวที่ใช้อำพันทะเล[1] มาเป็นเครื่องหอมกันเล่า ข้าได้กลิ่นนี้บนตัวเจ้ามาหลายปี แล้วข้าจะไม่รู้ว่าเป็นเจ้าได้อย่างไรกัน”
เมื่อเห็นว่าน้องชายต่างมารดาจำตนเองได้ องค์ชายใหญ่จึงปลดผ้าคลุมหน้าออก “เป็นข้าที่ทำพลาดจนทำให้เจ้าจับได้ แต่ก็เอาเถอะ...ต่อให้พวกเจ้าจะรู้ว่าข้าเป็นใคร พวกเจ้าก็ทำอะไรข้าไม่ได้อยู่ดี พวกเจ้าตามข้าไปดูเรื่องสนุกเงียบๆ ก็พอ”
องค์ชายใหญ่หันหลังกลับเพื่อเตรียมตัวเดินนำ แต่เขานึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงหันหลังกลับ “ฉินจื่อฉิง เจ้าคงไม่คิดว่าชีวิตของเจ้าจะตกมาอยู่ในมือองค์ชายไม่เอาไหนอย่างข้าได้สินะ แต่วันนี้ข้าอารมณ์ดีจึงไม่คิดจะลงมือกับเจ้า มิหนำซ้ำข้ายังจะพาเจ้าไปมีความสุขกับสาวงามอีกด้วย”
“เจ้าคิดจะทำอะไร” ฉินจื่อฉิงพยายามรวบรวมลมปราณเพื่อสลายฤทธิ์ยา เพราะคำพูดขององค์ชายใหญ่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
องค์ชายใหญ่เห็นอย่างนั้นจึงเอ่ยเตือน “ข้าขอเตือนว่าทางที่ดีเจ้าอย่าพยายามใช้ลมปราณจะดีกว่า เจ้าลืมที่ชิงเจี้ยนบอกไปแล้วหรือว่าเดี๋ยวฤทธิ์ของยาก็สลายไปเอง เพียงแต่ชิงเจี้ยนลืมเตือนเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องสำคัญอะไร?” ฉินจื่อฉิงถามเสียงเครียด
“เตือนว่าหากเจ้าใช้ลมปราณมากๆ ก็จะทำให้เส้นปราณของเจ้าถูกทำลาย เจ้าจะกลายเป็นคนไร้วรยุทธ์ หรือที่ร้ายกว่านั้นคือเจ้าจะกลายเป็นคนพิการที่ไม่สามารถลุกลงจากเตียงได้ ถึงตอนนั้นจะมีผู้ใดดูแลชายาของเจ้ากันเล่า” องค์ชายใหญ่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เจ้าคิดจะทำอะไร” ฉินจื่อฉิงพยายามระงับความโกรธ
“ข้ารู้ว่าเจ้ารักและเป็นห่วงชายาของเจ้ามาก แต่ถ้าเจ้ายังฝืนและทำให้ตนเองต้องกลายเป็นคนพิการ ข้าก็จะใจดีช่วยดูแลชายาของเจ้าให้ ข้าจะช่วยดูแลนางทั้งวันทั้งคืนไม่ว่าจะยามตื่นหรือยามหลับเลยเป็นไร” องค์ชายใหญ่พูดจบก็หัวเราะออกมาเสียงดัง วิธีการของท่านแม่ช่างดีนัก เขาได้เอาคืนฉินจื่อฉิงกับชิงเจี้ยนในคราวเดียว ส่วนตาเฒ่าที่ยังมีความสุขอยู่ในงานเลี้ยงผู้นั้น รอให้เขากับท่านแม่จัดการกับสองคนนี้ให้เสร็จก่อน จากนั้นเขาถึงจะส่งตาเฒ่าผู้นั้นไปอยู่ในสุสานร้าง โดยจะฝังตาเฒ่าให้นอนคู่กับฮองเฮาสุดรักไปเสียเลย
“หากเจ้ากล้าทำร้ายนาง ข้าจะเอาชีวิตเจ้า!” ฉินจื่อฉิงรู้สึกถึงความปั่นป่วนของเส้นปราณในร่างกาย เขาตระหนักได้แล้วว่าคำพูดขององค์ชายใหญ่เป็นความจริง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นห่วงความปลอดภัยของหรานหราน ดังนั้นไม่ว่าฉินจื่อฉิงจะพยายามทำให้จิตใจของตนให้สงบลงเพียงใด แต่มันก็สงบลงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่งผลให้ร่างกายและจิตใจของเขาในเวลานี้ทรมานเป็นอย่างยิ่ง
“เป็นอย่างไร เริ่มทรมานขึ้นมาแล้วใช่หรือไม่” องค์ชายใหญ่หัวเราะออกมาเสียงดัง “ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปผ่อนคลาย ได้ออกแรงกับสาวงามสักพัก ร่างกายของเจ้าก็จะกลับมาดีขึ้น”
“ข้าไม่มีวันทรยศต่อชายาของข้า” ฉินจื่อฉิงกัดฟันระงับความเจ็บปวด
“จะเรียกว่าทรยศได้อย่างไรกัน เพราะข้าจะพาซูหยุนหรานมาดูเจ้ากำลังมีความสุขกับหญิงงามด้วยตาของนางเอง”
“ชิงจวิ้น! เจ้าคิดจะทำให้ทั้งสองแคว้นเกิดสงครามให้ได้ใช่หรือไม่” ชิงเจี้ยนตะโกนถามพี่ชายอย่างโมโห
“หลังจากฉินจื่อฉิงกับสตรีผู้นั้นมีสัมพันธ์กัน ข้ารับรองว่าสงครามระหว่างแคว้นย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” องค์ชายใหญ่ยิ้มหยันให้น้องชาย “หลังจากนั้นคงไม่รบกวนน้องหญิงห้ากับน้องหญิงหกต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นต้าสุ่ยแล้ว และข้าจะส่งพวกนางทั้งสองคนไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเผ่าเถื่อน ได้ยินมาว่าบุรุษเผ่าเถื่อนนิยมความรุนแรง พวกเขาจะเปลี่ยนสตรีทุกสามวันห้าวัน น้องหญิงห้ากับน้องหญิงหกผู้แสนบอบบางจะทนได้นานกี่วัน เรื่องนี้ข้าชักอยากจะรู้เสียแล้ว”
“เจ้าคงไม่ได้หมายความว่าที่เจ้าส่งเฟยเอ๋อกับเจียวเอ๋อไปแต่งกับเผ่าเถื่อน ก็เพราะเจ้าจะให้พี่หญิงใหญ่เป็นคนแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นต้าสุ่ย และสาวงามที่เจ้ากำลังจะพาฉิงอ๋องไปพบคงไม่ใช่พี่หญิงใหญ่หรอกนะ” ชิงเจี้ยนปะติดปะต่อเรื่องราวจากคำพูดขององค์ชายใหญ่ เขาภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย เพราะฉินจื่อฉิงไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาบังคับ แม้แต่ฮ่องเต้ของแคว้นต้าสุ่ยที่เป็นบิดาแท้ๆ ยังบังคับไม่ได้ เขาอยากรู้ว่าพี่ใหญ่กับพี่หญิงใหญ่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้วฉินจื่อฉิงจะยอมทำตาม แต่ดูเหมือนสวรรค์จะไม่ได้ยินคำขอ เพราะคำตอบที่ชิงเจี้ยนได้รับทำให้เขาต้องหันไปมองฉินจื่อฉิงอย่างรู้สึกผิด
“เจ้าเข้าใจถูกแล้ว สตรีผู้นั้นก็คืออวิ๋นเอ๋อ” องค์ชายใหญ่หันไปยิ้มให้ฉินจื่อฉิง “อวิ๋นเอ๋อของข้ารอเจ้าอยู่ที่ห้องรับรอง เจ้าจงดูแลนางให้ดี ให้สมกับที่ชายาของเจ้ากำลังรอชมภาพแห่งความประทับใจ”
“จื่อฉิง...” ชิงเจี้ยนมองสหายอย่างรู้สึกผิด “หากไม่ใช่เพราะข้าจับมารดาของซูหยุนหรานมาเป็นตัวประกัน พวกเจ้าก็คงไม่ต้องตามข้ามาแคว้นชิงและไม่ต้องมาเจอเรื่องร้ายแบบนี้”
“ชิงเจี้ยน ข้ามีบางอย่างที่อยากถามเจ้า” ฉินจื่อฉิงมองสหายอย่างตัดสินใจ
“เจ้าอยากถามอะไร ข้ายินดีตอบคำถามเจ้าทุกเรื่อง และข้าจะไม่ปิดบังเจ้าแม้แต่เรื่องเดียว” ชิงเจี้ยนมองกลับอย่างไม่หลบสายตา
“หากข้าจะช่วยให้เจ้าขึ้นเป็นฮ่องเต้ เจ้าต้องการหรือไม่”
“เจ้าทำได้หรือ?”
“ข้าถามว่าเจ้าต้องการหรือไม่” ฉินจื่อฉิงถามย้ำ
ชิงเจี้ยนตัดสินใจก่อนพยักหน้ารับ “ข้าต้องการ”
“แม้ว่าข้าต้องกำจัดบุรุษชราผู้นั้น รวมถึงสามแม่ลูกนั่น เจ้าก็จะไม่ขัดขวางข้าใช่หรือไม่”
ชิงเจี้ยนรู้ดีว่าบุคคลทั้งสี่หมายถึงผู้ใด เขาหลับตาลง ‘ลูกขออภัยเสด็จพ่อ ลูกคงต้องแก้แค้นให้เสด็จแม่เร็วกว่าเดิมแล้ว แต่พระองค์ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกจะส่งสวี่หวงกุ้ยเฟย ชิงจวิ้น และชิงอวิ๋นลงไปดูแลท่านที่ยมโลกด้วย รับรองว่าเมื่อไปอยู่ที่นั่น พระองค์ต้องไม่เหงาอย่างแน่นอน’
“ชิงเจี้ยน ข้าต้องการคำตอบ” ฉินจื่อฉิงถามเสียงเข้ม
“ข้าไม่มีวันขัดขวางเจ้า และข้ายังจะช่วยเจ้าจัดการกับคนเลวพวกนั้นด้วย” ชิงเจี้ยนตอบออกมาในที่สุด
“เช่นนั้นต่อจากนี้เจ้าต้องทำตามคำสั่งข้า” ฉินจื่อฉิงบอก
องค์ชายใหญ่รู้สึกว่าฉินจื่อฉิงกับชิงเจี้ยนเดินช้าผิดปกติ เมื่อเขาหันมาจึงทันได้เห็นว่าสองคนกำลังกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ยิน “พวกเจ้ากระซิบอะไรกัน!”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย” ชิงเจี้ยนพูดขึ้น
องค์ชายใหญ่ฟาดแส้ใส่ชิงเจี้ยนไม่ยั้งจนเขารู้สึกหอบ “อย่าปากดีให้มาก ครั้งนี้ข้าแค่เตือน แต่ถ้าขืนเจ้ายังปากดีไม่เลิก ข้าอาจตัดลิ้นเจ้าทิ้งไปเลยก็ได้”
องค์ชายใหญ่พาทั้งคู่เร่งเดินไปที่เรือนรับรองแห่งหนึ่งที่ถูกสร้างไว้ด้านหลังตำหนักของสวี่หวงกุ้ยเฟย เมื่อทั้งหมดเดินทางมาถึง องค์ชายใหญ่ก็ผลักฉินจื่อฉิงเข้าไปในห้องนอนที่ถูกตกแต่งไว้อย่างดี ก่อนที่เขาจะพาชิงเจี้ยนเข้าไปในห้องด้านข้าง ซึ่งในห้องนั้นมีซูหยุนหรานกับสวี่หวงกุ้ยเฟยนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ซูหยุนหราน! เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” ชิงเจี้ยนถาม แต่เขากลับไม่ได้ยินเสียงตอบ “พวกเจ้าทำอะไรนาง!”
“นางก็ดื่มสุราชนิดเดียวกับเจ้าและฉิงอ๋อง แล้วเจ้าคิดว่านางกินอะไรเข้าไปเล่า” สวี่หวงกุ้ยเฟยยิ้มเย็น
“เจ้าให้นางกินยาปิดกั้นการควบคุมหรือ? แล้วพวกเจ้ายังพานางมาดูฉิงอ๋องกับสตรีอื่นในห้องข้างๆ อีก พวกเจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร พวกเจ้าจะทำลายชีวิตคู่ของพวกเขาไปทำไม! พวกเจ้ามันเป็นคนเลว!” ชิงเจี้ยนตะโกนขึ้น
“ข้าไม่ได้แค่ทำลายชีวิตคู่ แต่ข้ายังจะทำให้ฉิงอ๋องกับชายาของเขาเกลียดกันอีกด้วย” สวี่หวงกุ้ยเฟยพูดจบก็หัวเราะอย่างพอใจ
____________________
[1] อำพันทะเล หรือที่รู้จักในชื่อ “อ้วกวาฬ” คือไขมันหรือก้อนอุจจาระที่ถูกขับออกจากลำไส้ของวาฬหัวทุย (Sperm Whale) เกิดจากอาหารที่ย่อยไม่หมด เช่น จะงอยปากปลาหมึก เป็นสารที่มีลักษณะคล้ายไขผึ้งสีเทาหรือสีดำ มีกลิ่นหอมเมื่อแห้ง จึงนิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำน้ำหอมระดับพรีเมียมและมีมูลค่าสูง (ที่มา : Google AI)