“แม่นางหวา เฮ้อ!” จ้าวเซิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ทันทีที่เห็นนาง
“พ่อบ้านจ้าว ท่าน...เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?”หวาชิงเสวี่ยถาม
“แม่นางหวา ครั้งนี้ท่านต้องช่วยข้านะขอรับ!”จ้าวเซิงพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ขนมแป้งกรอบม้วนที่แม่นางให้ท่านแม่ทัพไปคราวก่อนท่านแม่ทัพทานหมดแล้ว”
“ทานหมดก็ดีแล้วนี่เจ้าคะ”หวาชิงเสวี่ยยิ้มน้อยๆ “ชอบทานก็ดีแล้ว ตอนแรกยังกังวลว่าเขาจะไม่ชอบของหวานเสียอีก”
มุมปากของจ้าวเซิงกระตุกเหตุใดทุกครั้งที่เขาคุยกับแม่นางหวาผู้นี้ เขามักจะรู้สึกหมดแรงเพราะจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่เรื่อยเลยนะ?
“แม่นางหวา ท่านแม่ทัพทานหมดแล้วยังอยากทานอีก...”
ฉะนั้น ท่านว่า ท่านควรจะ...แสดงน้ำใจสักหน่อยหรือไม่?
หวาชิงเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง“ยังอยากทานอีกหรือ? ...อา แต่ว่ามันไม่มีแล้วนี่เจ้าคะ”
จ้าวเซิงเริ่มเครียดจนมีเส้นสีดำปรากฏขึ้นบนหน้าผาก“แม่นางหวา ท่านไม่คิดว่าควรจะ...ทำให้ท่านแม่ทัพทานอีกสักหน่อยหรือขอรับ?”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม “ไม่มีแล้วจริงๆเจ้าค่ะ ข้าใช้วัตถุดิบหมดไปแล้ว”
ต้องเย็นชาถึงเพียงนี้เชียวหรือ!บุรุษของเจ้าพยายามทุกวิถีทางหาข้ออ้างสารพัดเพื่อเข้าใกล้เจ้า เจ้าไม่คิดจะให้ความร่วมมือสักหน่อยเลยหรือ?!
จ้าวเซิงพยายามระงับเสียงคำรามในใจรักษารอยยิ้มที่สุภาพเอาไว้ “เช่นนั้น...อย่างอื่นเล่า?ทำอย่างอื่นก็ได้นะขอรับ...”
จะอย่างไรเขาก็แค่อยากเจอเจ้า!ดีที่สุดก็คือให้เจ้าเอาไปส่งให้เขาด้วยตัวเอง! ข้าจะได้ไม่ต้องคอยเร่งส่งข่าวกลับไปที่จวนแม่ทัพทุกสองสามวัน!
พ่อบ้านไม่ใช่แม่สื่อเสียหน่อยให้เกียรติกันบ้างได้หรือไม่!
หวาชิงเสวี่ยแบมือยักไหล่ไม่รู้จะทำอย่างไร“อย่างอื่นก็ไม่ได้เจ้าค่ะ วัตถุดิบขาดตลาดหมดเลย แถมช่วงนี้ข้าก็ต้องหาบ้านด้วย เกรงว่าจะไม่มีเวลา”
จ้าวเซิงชะงักค้าง“หาบ้านหรือ?”
“อืม” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า“จะอย่างไรการเช่าบ้านอยู่ร่วมกับผู้อื่นก็ไม่สะดวกนัก ช่วงนี้พอมีเงินเก็บอยู่บ้างอยากจะเช่าบ้านที่มีลานเป็นส่วนตัวสักหลัง...”
จ้าวเซิงรับปากทันที“ก่อนที่ท่านแม่ทัพจะออกเดินทางได้สั่งเอาไว้ว่า หากแม่นางหวาต้องการสิ่งใด ก็จงช่วยจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเรื่องนี้ให้ข้าเป็นธุระให้เถอะ”
“เอ๋?...นี่มัน ไม่เหมาะสมกระมัง...” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ นึกถึงท่าทางที่แข็งกร้าวและบ้าอำนาจของฟู่ถิงเย่เสียงของนางก็เบาลง “ข้าจะ...รบกวนพวกท่านเกินไปหรือไม่...”
“แม่นางหวามาที่เมืองผานสุ่ยได้ไม่กี่เดือนยังไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและทำเลที่ตั้ง ท่านเป็นสตรีที่หากออกไปข้างนอก อย่างไรก็ไม่ค่อยสะดวกนักเรื่องหาบ้านยกให้ข้าจัดการเถอะ ไม่ทราบว่าท่านมีความต้องการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ?”
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็ไม่กล้าปฏิเสธ อีกอย่าง...ที่จริงแล้วนางก็เสียดายค่านายหน้าอยู่บ้าง
หากไปหาพ่อค้าคนกลางค่าเช่าบ้านที่ต้องจ่ายก็ต้องมีค่านายหน้าด้วย ยิ่งบ้านที่มีราคาแพง ค่านายหน้าก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ถึงตอนนี้นางจะมีเงินเก็บอยู่บ้างแต่ก็ต้องคิดคำนวณอย่างระมัดระวัง
หากพ่อบ้านจ้าวช่วยนางหาบ้านเช่าก็น่าจะไม่ต้องจ่ายค่านายหน้ากระมัง? ...อย่างมากก็แค่รอถึงตอนที่หาซื้อเนยได้แล้วค่อยทำขนมแป้งกรอบม้วนเพิ่มให้มากหน่อยก็แล้วกัน
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกอายไม่น้อยคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะขี้เหนียวได้ถึงขนาดนี้
นางพูดกับจ้าวเซิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า“ไม่มีความต้องการอะไรเป็นพิเศษเจ้าค่ะ...แค่ขอให้เงียบสงบก็พอ ไม่ต้องใหญ่โต แล้วก็...ราคาถูกหน่อยเจ้าค่ะ”
หลังจากพูดประโยคสุดท้ายจบนางก็หน้าแดงเรื่อขึ้นมาอย่างเงียบๆ ...
ประโยคสุดท้ายสำคัญอย่างยิ่ง!เพราะบ้านแพงๆ นางเช่าไม่ไหว...
จ้าวเซิงพยักหน้า “แม่นางหวาวางใจได้ไม่เกินเจ็ดวัน...ไม่สิ ไม่เกินสามวัน ข้าจะจัดการเรื่องนี้ของท่านให้เรียบร้อยขอรับ!”
หวาชิงเสวี่ย “จริงๆแล้วข้าก็ไม่ได้รีบขนาดนั้น...”
จ้าวเซิงคิดในใจ ‘เจ้าไม่รีบแต่ข้ารีบ!ท่านแม่ทัพก็รีบเช่นกัน!’
“เพียงแต่ท่านแม่ทัพเขียนจดหมายมากำชับข้าโดยเฉพาะบอกให้ข้านำขนมแป้งกรอบม้วนไปให้ด้วย คิดไม่ถึงว่าแม่นางหวาจะทำไม่ได้เสียแล้ว! เฮ้อ!”จ้าวเซิงก้มหน้าถอนหายใจด้วยความกังวล คิ้วขมวดมุ่น “ท่านแม่ทัพต้องตำหนิข้าแน่ๆ แล้วข้าจะทำอย่างไรดี...”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก“ขออภัยจริงๆ นะเจ้าคะ วัตถุดิบไม่มีแล้วจริงๆ อีกอย่างช่วงนี้ก็หาซื้อไม่ได้ด้วย...”
“เรื่องนี้จะโทษแม่นางหวาได้อย่างไร?!”จ้าวเซิงรีบน้อมรับผิดทั้งหมดไว้ผู้เดียว “เป็นข้าเองที่มาช้าไป ทำให้แม่นางหวาต้องลำบากใจ!เฮ้อ ตอนนี้ข้าแค่กังวลว่าจะไม่สามารถทำตามคำขอของท่านแม่ทัพได้...ท่านแม่ทัพต้องเสี่ยงชีวิตปกป้องชายแดนทุกวันแค่อยากจะทานของอร่อยๆ สักหน่อย ข้าเป็นถึงพ่อบ้านของจวนแม่ทัพ กลับทำไม่ได้เช่นนี้ข้าละอายใจต่อความไว้วางใจและการสนับสนุนของท่านแม่ทัพเหลือเกิน! เอาเถอะ! อย่างมากก็แค่โดนโบยสักสี่สิบไม้!”
สีหน้าของหวาชิงเสวี่ยเปลี่ยนไปในทันที“เรื่องนี้ก็ต้องโดนโบยด้วยหรือ? ...”
จ้าวเซิงทำสีหน้าสำนึกผิดเสียเต็มประดา“แม้ท่านแม่ทัพจะไม่ลงโทษข้า ข้าก็จะลงโทษตัวเอง! ท่านแม่ทัพต้องเผชิญกับคมมีดทุกวันแม้แต่ความปรารถนาเล็กๆ น้อยๆ ข้ายังทำให้ท่านไม่ได้ ข้าช่าง...”
พูดจบ เขาก็ก้มหน้าลงทำท่าทางเหมือนคนสิ้นหวัง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
“ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือเจ้าคะ?”หวาชิงเสวี่ยถามด้วยความสงสาร
จ้าวเซิงเงยหน้าขึ้นทันทีมองตรงไปยังหวาชิงเสวี่ย!
“วิธีอื่นน่ะมี แต่ต้องขอให้แม่นางหวาช่วยสักหน่อย!”
หวาชิงเสวี่ย “...”
รู้สึกว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่...
“ข้าให้คนครัวในจวนทำขนมแป้งกรอบม้วนตามแบบของแม่นางแล้วแต่รสชาติยังต่างจากที่ท่านทำนิดหน่อย กลัวว่าท่านแม่ทัพจะจำได้ จึงอยากขอให้แม่นางหวาช่วยนำขนมแป้งกรอบม้วนไปส่งที่ค่ายทหารด้วยตัวเองข้าน้อยขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง!”
สีหน้าของหวาชิงเสวี่ยเปลี่ยนไปนางเบิกตากว้างแล้วกล่าวว่า “ให้ข้าไปที่ค่ายทหาร? ไม่ได้นะเจ้าคะ!ค่ายทหารไม่อนุญาตให้สตรีเข้า...”
“แม่นางหวาไม่ต้องกังวลแค่ส่งของกินเท่านั้น ไม่ต้องเข้าไปในค่ายทหาร ท่านแม่ทัพรู้ว่าท่านเป็นคนส่งของพวกนั้นก็จะไม่สงสัยอะไรแล้ว!” จ้าวเซิงกลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะไม่เห็นด้วย จึงพูดเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง“ค่ายชิงโจวอยู่ไม่ไกลจากเมืองผานสุ่ย ขี่ม้าไปกลับแค่ครึ่งวัน ข้าจะให้คนหวดม้าเร็วไปส่งจะได้ไม่รบกวนเวลาของแม่นางมากเกินไป”
หวาชิงเสวี่ยลังเลเล็กน้อย...
บุรุษผู้นั้นดุร้าย...และบ้าอำนาจขนาดนั้น...ต่อหน้าเขานางแทบจะไม่มีทางสู้เลย...
นางรู้สึกลังเลใจยิ่งนัก...
อยากเจอเขาอยู่นะ แต่ก็รู้สึก...เคอะเขินอย่างบอกไม่ถูก
“เฮ้อ...แผลจากการโดนโบยสี่สิบไม้คราวก่อนยังไม่หายดีเลย...”จ้าวเซิงโก่งหลังเล็กน้อย กำมือป้องปาก แล้วไอเบาๆ สองครั้ง
หวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยความลำบากใจสุดท้ายก็พยักหน้าในที่สุด “จะไปเมื่อใดเจ้าคะ?”
...
วันรุ่งขึ้น หวาชิงเสวี่ยขึ้นรถม้าที่จ้าวเซิงจัดเตรียมไว้ให้
จ้าวเซิงยื่นกล่องอาหารไม้แกะสลักสีแดงให้นางพร้อมกับยิ้มแย้มแจ่มใส “แม่นางหวา เจอท่านแม่ทัพแล้วอย่าลืมฝากความคิดถึงจากข้าไปด้วยนะขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยมองใบหน้าที่ยิ้มแย้มของจ้าวเซิงทำไมยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึก...เจ้าเล่ห์อย่างไรชอบกล?
คงคิดไปเองกระมัง?
พ่อบ้านจ้าวคนนี้เป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาและภักดีต่อท่านแม่ทัพอย่างสุดซึ้ง
หวาชิงเสวี่ยสลัดความคิดฟุ้งซ่านในใจออกไปกอดกล่องอาหารไว้ในอ้อมแขน
รถม้าเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วมีสัญลักษณ์ของจวนแม่ทัพอยู่ จึงเดินทางไปได้โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ
หวาชิงเสวี่ยนั่งอยู่ในรถม้าเพียงลำพังภาพดวงตาสีดำล้ำลึกคู่นั้นของฟู่ถิงเย่ผุดขึ้นมาในสมอง ทุกครั้งที่เขามองนาง สายตาอันคมกริบพร้อมกับกลิ่นอายอันร้อนแรงของบุรุษเพศ ทำให้นางหยุดความรู้สึกเขินไม่ได้...
เฮ้อ พอนึกถึงการต้องไปพบเขาภายในใจก็รู้สึกสับสนยิ่งนัก...
...
รถม้ามาถึงบริเวณรอบนอกของค่ายทหารหยุดอยู่ใต้หอสังเกตการณ์
หวาชิงเสวี่ยเปิดม่านมองออกไปข้างนอกเห็นกระโจมทหารมากมายเรียงรายซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ห่างออกไปไกลมีกระโจมหลังหนึ่งที่ใหญ่และโดดเด่นที่สุดบนยอดประดับด้วยพู่สีทองที่พลิ้วไหวไปตามลม
นั่นคือกระโจมบัญชาการของแม่ทัพและฟู่ถิงเย่ก็อยู่ที่นั่น...
แปลกจัง...เหตุใดพอนึกถึงเรื่องนี้หัวใจถึงได้เต้นแรงกันล่ะ...
นางรออยู่ไม่นานก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินมาจากที่ไกลๆ
เขาร่างสูงใหญ่ ก้าวเดินอย่างหนักแน่นและมั่นคงบรรยากาศรอบกายชวนให้ผู้คนรู้สึกยำเกรง
หวาชิงเสวี่ยพบว่าหัวใจของนางเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม
อาจเป็นเพราะความร้อนรนหรืออาจเป็นเพราะความเขินอาย นางจึงปล่อยม่านลง แล้วนั่งเงียบๆ อยู่ในรถม้าโดยไม่ส่งเสียงใดๆ
คิดในใจ ‘คงเป็นเพราะว่าเขาเคยสารภาพรักกับนาง!’
การได้พบตัวจริงอีกครั้งในยามนี้เป็นเรื่องปกติที่รู้สึกตื่นเต้นก็ได้...
ช่างน่าอายจริงๆ! นางคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงได้ตอบตกลงมาส่งขนมแป้งกรอบม้วนนี่!
พรึ่บ!
บุรุษผู้นั้นเลิกม่านขึ้น
ฟู่ถิงเย่ยืนขมวดคิ้วอยู่ข้างนอกรถม้าด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?สถานที่สำคัญอย่างค่ายทหารนี้เป็นที่ที่เจ้าคิดอยากจะมาก็มาได้อย่างนั้นหรือ?!”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกอึดอัดคับข้องใจ
ตั้งใจมาส่งขนมให้ กลับไม่แม้แต่จะยิ้มให้กันสักนิดทั้งยัง...ยังจะพูดกับนางแบบนี้อีก! นางก็ไม่ได้อยากมาเสียหน่อย...
นางยื่นกล่องอาหารออกไป“พ่อบ้านจ้าวบอกว่า...ท่านอยากทานเจ้านี่...”
ฟู่ถิงเย่รับกล่องอาหารมาและถือโอกาสจับมือของนางไว้ด้วย สีหน้ายิ่งไม่พอใจ!
“เหตุใดถึงมือเย็นได้ขนาดนี้?”เขาถอดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกของตัวเองออกมา ห่อตัวหวาชิงเสวี่ยไว้แน่นหนาแล้วพูดว่า “เข้าไปกับข้า อุ่นร่างกายก่อนแล้วค่อยกลับ”
เขามีแรงเยอะมาก ดึงหวาชิงเสวี่ยลงจากรถม้าในครั้งเดียว
หวาชิงเสวี่ยทั้งลำบากใจทั้งอึดอัดคับข้องใจจึงขัดขืนเล็กน้อย “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ...”
แต่เขากลับดุใส่! ถลึงตามองนางแล้วพูดว่า“หน้าประตูค่ายทหาร ยื้อยุดฉุดกระชากกันเช่นนี้ มันดูไม่งาม!”
หวาชิงเสวี่ยอยากจะร้องไห้นางไม่ได้อยากยื้อยุดฉุดกระชากเสียหน่อย! ท่านต่างหากที่ไม่ปล่อยมือเอง!
สุดท้ายนางก็ถูกฟู่ถิงเย่พาเข้าไปในค่ายทหารอย่างโจ่งแจ้ง
ระหว่างทางยังเจอคนอีกหลายคนบางคนน่าจะเป็นสหายร่วมค่ายของเขา พอเห็นฟู่ถิงเย่พาสตรีมาด้วย ก็มองมาด้วยสายตาแปลกๆ
ฟู่ถิงเย่แนะนำกับพวกเขาอย่างเปิดเผย“นี่คือคู่หมั้นของข้า สตรีก็วุ่นวายเหมือนแม่เช่นนี้แหละ ไม่เจอข้าไม่กี่วันก็เป็นห่วงต้องมาเยี่ยมให้ได้ แถมยังเอาของกินมาให้ข้าอีก”
พูดจบ เขาก็ยกกล่องอาหารในมืออีกข้างขึ้นมา
ทุกคนจึงทำสีหน้าเหมือนเข้าใจแล้ว
หวาชิงเสวี่ยอายจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น!
บิดเบือนความจริงแบบนี้มันดีแล้วหรือ?!
...แต่ในแง่ของความเป็นจริงเขาก็ไม่ได้พูดผิด นางก็มาส่งของกินให้เขาจริงๆ นี่...
ช่างน่าโมโหนัก!
เหตุใดถึงรู้สึกอับอายเช่นนี้!
หวาชิงเสวี่ยถูกฟู่ถิงเย่ลากเข้าไปในกระโจมอย่างงงๆ
ในกระโจมมีทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งเพิ่งจะเตรียมน้ำชาเสร็จฟู่ถิงเย่โบกมือน้อยๆ อีกฝ่ายก็ถอยออกไปทันที
ฟู่ถิงเย่นั่งลงข้างเตาผิงวางกล่องอาหารลง ใช้มือทั้งสองข้างกุมมือของนางไว้แน่น
หวาชิงเสวี่ยพยายามดึงมือออกเพราะเขินอาย
ฟู่ถิงเย่ถลึงตาใส่ทันที“เจ้าดิ้นไปดิ้นมาเพราะเหตุใด! ระวังไฟจะลวกเอา”
หวาชิงเสวี่ยแทบอยากจะร้องไห้แล้วจริงๆ!
“ท่านแม่ทัพ...ท่านท่านอย่าทำแบบนี้...”
ฉินเหลาอู่ได้ยินว่าฟู่ถิงเย่มีคู่หมั้นแล้วข่าวนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงมาก็ไม่ปาน!
พญายมฟู่เปิดใจแล้ว?!...อย่าบอกนะว่า คือสตรีผู้นั้นเมื่อคราวก่อน?!
เขารีบรุดไปที่กระโจมพอมาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงหวานของสตรีดังมาจากข้างใน
“ท่านแม่ทัพ...อย่าทำเช่นนี้...”
เขาหยุดชะงัก! ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ!
แต่ต่อจากนั้นตามมาติดๆก็มีเรื่องที่ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่า!
ท่านแม่ทัพของเขาผู้นั้นที่ไม่เข้าใกล้สตรีใดหัวโบราณ ทั้งยังไม่เข้าใจความอ่อนหวานระหว่างบุรุษและสตรี กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจว่า“แต่ข้าจะทำเช่นนี้!”