ตอน 05
ใจสลาย
(ส่วนตอนต้น)
“อ้าว... น้าไหว มาอยู่แทนพ่อหรอคะ แล้ว... พ่อไปไหนล่ะคะ” หญิงสาวชุดนักศึกษาพลันถามไถ่ทั้งประหลาดใจ สองเท้าหยุดยืนหน้าประตูกระจกห้องพักผ่อนที่เลื่อนเปิดเล็กน้อย
“เห็นพี่เกริกบอก เพื่อนที่ชื่อวนัส รถมีปัญหา จะถึงซอยบ้านเราอยู่แล้วเลยรีบขับรถออกไปดู” น้าไสวเริ่มอธิบายยาว “ก็เลยเรียกน้าให้มาช่วยเฝ้าบ้าน กลัวน้องฝรั่งจะเป็อะไรไป”
“อ้าวหรอคะ...” สุรีย์รัตน์ใเล็กน้อย “หนูเพิ่งมีสอบตอนเช้า พอเสร็จแล้วรีบกลับมาเลย นึกว่าพ่อรออยู่บ้านน่ะค่ะ วันนี้วันเสาร์พ่อหยุดงาน”
“เดี๋ยวก็มามั้ง เห็นว่า... วันนี้จะมีแขกมาหรอน้ำ”
สาววัยสิบแปดเอ่ยยืนยัน “ใช่ค่ะ พ่อบอกหนูเมื่อเช้าว่าบ่ายวันนี้น้าวนัสกับสารวัตรสานิตย์จะมาเยี่ยม น้าวนัสคงโทรหาพ่อแต่เช้าแล้ว”
“โห... สารวัตรหรอ... คนใหญ่คนโตเลย” น้าไสวอุทาน
สุรีย์รัตน์ก้มหน้าตอบเสียงเอื่อย “ไม่แน่ใจค่ะ พ่อหนูเพิ่งรู้จักกับสารวัตรสานิตย์ก็ตอนเกิดเื่ที่สนามบิน วันที่ช่วยพาน้องลอริสส่งโรง'บาลรักษาน่ะค่ะ”
“น้องฝรั่งน่ะหรอ แล้วน้องเป็อะไรหรอ” น้าสาวอยากรู้ใจจะขาด
สุรีย์รัตน์สูดหายใจลึกก่อนฝืนตอบตามจริง “หัวใจวายน่ะค่ะน้า... ลอริสเป็โรคหัวใจ”
“โถ... น่าสงสารจัง...” หญิงร่างท้วมพลันตกอกใ “แต่น้าก็ช่วยเฝ้าดูแลน้องนะ ก็ไม่ได้ทำอะไรมากเพราะเพิ่งดูน้องได้ชั่วโมงเดียว น้องก็นั่งนิ่ง ๆ เรียบร้อย ๆ น่ารักมากเลย น้ามองน้องก็เผลอยิ้มไม่หยุดเลย เห็นแล้วชื่นใจ”
“ดีใจจัง ขอบคุณน้าไหวนะคะ อุตส่าห์ช่วยดูแลลอริส” สาววัยสิบแปดเริ่มผลิแย้มยินดี
“เื่เล็กจ้ะน้ำ น้าก็เพิ่งเสิร์ฟอาหารกลางวันให้ น้องก็พูดอะไรกลับมานะ สะ... บะ บะ...”
สุรีย์รัตน์กลั้นขำไม่ไหวแล้ว อยากหัวเราะออกมาเป็ภาษารัสเซีย “ฮ่า ๆ น้องพูดขอบคุณน่ะค่ะ สปาซิบะ”
“หรอ... น้านี่ฟังไม่ออกไม่รู้ภาษาฝรั่งเลย ฮ่า ๆ” หญิงร่างท้วมขำเบา ๆ ตอบรับ ชั่วอึดใจเหมือนนึกขึ้นได้จึงอุทาน “มาดูนี่เร็ว!”
น้าสาวเรียกหลานนักศึกษาเข้ามาในห้อง ส่งยิ้มพลางชี้ให้ดูผ้าขาวพับที่วางบนโซฟานวมตัวยาว พลันถามไถ่ฝีมือของตน “เป็ไงบ้าง ชุดฝรั่งที่น้าซักให้ โอเคมั้ย”
“สะอาดสวยงามมากเลยค่ะ แถมรีดผ้าให้ด้วย” สุรีย์รัตน์ยิ้มชื่นบาน “หนูคิดถูกที่ไว้ใจน้า ไม่เอาไปลงเครื่อง เพราะน้าถนอมมือหนูเชื่อใจมานาน ขอบคุณมากเลยนะคะ”
“ไม่เป็ไร ๆ น้าช่วยได้สบายมาก นี่ก็รีดระวังอย่างดีนะ”
“เดี๋ยวหนูบอกพ่อเื่ค่าจ้างซักรีดนะคะ เกรงใจจัง” พี่เลี้ยงสาวดูแลน้องฝรั่งเริ่มวิงวอน
น้าไสวรีบโบกมือส่าย “ไม่เป็ไร ไม่ต้อง... น้าก็ไม่อยากเรียกเงินหรอก คนกันเอง ญาติสนิทกัน”
“ก็เกรงใจอยู่ดีน่ะค่ะ หนูก็ต้องรบกวนอีก ให้น้าช่วยซักชุดของน้องฝรั่งอีกชุดค่ะ”
“ไหนขอดูหน่อยซิ” น้าสาวเริ่มรบเร้า
“รอประเดี๋ยวนะคะ”
สุรีย์รัตน์เร่งรี่ก้าวขึ้นไปบนบ้าน สักพักลงมาพร้ะกร้าหวายใส่ชุดขาวแลพองฟู พอเห็นน้าสาวที่ยังยืนรอจึงส่งยื่นให้ มืออวบอิ่มรับไว้แล้วจึงหยิบทีละตัวขึ้นมาดู
“ชุดนี้ก็สวย สวยมาก ๆ” น้าสาวอุทานตื่นเต้น “ใส่นอนแน่เลย น่ารักมาก ๆ มีสามตัวเนอะ”
พอพูดจบน้าไสวจึงหันไปทางเก้าอี้นวมสีไข่ มองหญิงสาวฝรั่งนั่งสงบเสงี่ยมแล้วส่งแย้มให้ สุรีย์รัตน์ก็หันมองตามแล้วยิ้มไปตอบไป
“ใช่เลยค่ะ น้องเค้าใส่นอน เมื่อวานตอนอยู่บ้านก็ใส่ เหมือนตอนนี้ที่ใส่อยู่ก็อีกชุดแต่แบบเดียวกันเลย เดรสยาวคลุมทั้งตัวน่ารัก ๆ” สุรีย์รัตน์พลันบอกอย่างเกรงใจ “ฝากหน่อยนะคะ เห็นน้าชอบชุดฝรั่ง หนูก็เลย... ยกหน้าที่ให้น้าช่วยซักให้”
“ไม่เป็ไร เื่เล็ก น้าว่า... จะลองตัดชุดเพิ่ม ตัดให้เหมือนชุดของน้องฝรั่งเลย”
“น้าตัดได้หรอคะ หนูลุ้นเลย” หลานสาวเริ่มประหลาดใจเบิกตาโต
“ตัดได้สิ น้าไม่ได้ตัดได้แต่ชุดไทยนะ” น้าไสวยิ้มมั่นใจ “คนอื่นไม่ค่อยรู้กันหรอก เห็นน้ารับตัดชุดไทยก็นึกว่าตัดแต่แบบนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่มีผ้า น้าจะใช้กระดาษวาดเป็แบบตามชุดฝรั่ง สายวัดก็มี จะวัดให้ละเอียดทุกจุดไม่ให้พลาดเลย พอได้ผ้ามาก็ตัดตามแบบกระดาษวาดเลย เชื่อใจน้าได้ รับรอง ชุดต้องออกมาสวยไม่แพ้ชุดเดิมของฝรั่งแน่นอน”
“แล้ว... น้าจะตัดให้ใครใส่หรอคะ เห็นน้าอยากตัดเหลือเกิน” สาววัยสิบแปดอยากรู้คำตอบ
“ก็ตัดให้น้องฝรั่งที่นั่งตรงนั้นใส่น่ะแหละจ้า” น้าสาวยิ้มระรื่น
“โห... ดีจัง” สุรีย์รัตน์ยิ่งยิ้มหน้าบานเป็ชามข้าว “หนูดีใจนะคะ น้าอยากตัดให้น้องลอริส ถ้าพ่อหนูได้ยินคงยิ่งดีใจแน่ ๆ ค่ะ”
“เดี๋ยวน้าไปก่อนนะ อยากตัดชุดใจจะขาดแล้ว ขอไปลอกแบบก่อนนะ แล้วจะซักให้รีดให้อย่างดี” น้าไสวแย้มอำลาเคล้าตื่นเต้น
หลานสาวน้อมไหว้แล้วโบกมือแย้มตอบรับ จนน้าไสวถือตะกร้าเดินลับตาจึงเลื่อนปิดประตูเหล็กตามเดิม สองเท้าก้าวเดินกลับสู่ห้องกระจก
“ต้องจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้ต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่สินะ เลื่อนมาใกล้โซฟานวมตัวยาวแล้วกันจะได้นั่งรวมกันสะดวก” สุรีย์รัตน์มองโต๊ะไม้ใช้รับแขกอย่างใคร่ครวญ ไม่รอให้เนิ่นนานจึงเริ่มลงมือจัดอย่างใจคิด
จัดโต๊ะและเตรียมน้ำดื่มพลางเหลียวหลังมองเก้าอี้นวม หญิงสาวตุ๊กตายังนั่งนิ่งสงบ แต่คราวนี้ไม่ใช่เพียงนั่งนิ่งอย่างเดียว แต่เป็นั่งงีบหลับ
ท่านั่งมือวางบนตักแสนเรียบร้อยดั่งผ้าพับเรียบ เพียงแต่ศีรษะเอียงพิงขอบโค้งด้านข้างเก้าอี้นวม ราวกับเป็หมอนนุ่มรองรับแก้มนวลเนียนไปในตัว
“หลับน่ารักจังเลย นางฟ้ารัสเซียแสนหวาน” สุรีย์รัตน์รำพันเคลิ้ม
เท้าขยับคืบใกล้ ขอแอบมองว่าหลับจริงหรือไม่ มองอยู่ครึ่งนาทีสังเกตเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกแ่เบา
“หลับจริงด้วย หลับให้สบาย ๆ นะ สาวน้อย” พี่เลี้ยงสาวยิ้มหวาน
จัดแจงโต๊ะเก้าอี้ต้อนรับเสร็จจึงนั่งรอบนโซฟานวม ทอดมองอีกฟากห้องยังห่วงหาอาทรตุ๊กตาสาวฝรั่งนั่งหลับปุ๋ย
มือเอื้อมหยิบนิตยสารจากชั้นวาง พลางเปิดอ่านฆ่าเวลายามนั่งคอยแขกเยี่ยม ลังเลอยู่ว่าจะเปลี่ยนชุดดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ยังเป็ชุดนักศึกษาเหมือนเดิม
นั่งทบทวนเื่ราวเมื่อเช้าั้แ่ตื่นนอน ลอริสตื่นเร็วกว่าวันก่อนแล้วตนก็ช่วยดูแลเช่นเคย แต่ที่ตนลืมเสียสนิทคือยังไม่ได้แปรงฟันอีกแล้ว
รีบมากต้องแต่งชุดนักศึกษาแล้วเดินทางไปสอบวันเสาร์ ช่างน่าเบื่อกับชีวิตวัยเรียนจริงแท้ จิตใจตอนทำข้อสอบก็แทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อยากรีบกลับบ้านไปดูแลลอริสเหลือเกิน
ก่อนกลับจากมหาวิทยาลัยยังโทรศัพท์สอบถามทางบ้าน พ่อก็บอกว่าได้จัดหามื้อเช้าเรียบร้อยและเตรียมมื้อกลางวันแล้ว ส่วนยาก็ให้ลอริสไม่เคยบกพร่อง มื้อเช้าให้รับประทานแฮมลวกและแซนด์วิชทูน่า ส่วนกลางวันก็เตรียมสลัดรอไว้
พอรู้ว่าน้าไสวทำแทนพ่อเมื่อมื้อกลางวันก็อุ่นใจ นึกว่าลอริสอยู่บ้านเดียวดายเสียแล้ว
ั้แ่ตื่นเช้ายังไม่ได้สวมกอดลอริส หรือจะเรียกว่าลอริสก็ยังไม่ได้สวมกอดตนเหมือนกัน คิดว่าทางพ่อเองก็คงยังไม่ได้รับอ้อมกอดแน่ ๆ พ่อที่ทั้งขี้อายและเอาแต่เขินไม่กล้าแสดงออก
ได้ยินเสียงยานยนต์เทียบข้างประตูเหล็ก ทว่ากลับดังกว่าเคยเมื่อรู้ว่ามาพร้อมกันถึงสามคัน
ในใจสุรีย์รัตน์ลอบคิดไปไกล แขกเยี่ยมคราวนี้คงมีหลายคนกระมัง ทว่าสุดท้ายตอนเปิดประตูเหล็กต้อนรับกลับมีเพียงสอง หักลบไปหนึ่งก็คือพ่อที่น่ารักที่คุ้นหน้านั่นเอง
เฉพาะรถของพ่อเกริกไกรที่เข้าจอดในบ้าน อีกสองต้องจอดด้านนอกด้วยพื้นที่จำกัด
เกริกไกรก้าวลงจากรถยังไม่เข้าไปในบ้าน ลูกสาวไหว้อย่างเคยแล้วรออีกสองคนที่ย่างเยือนเข้ามา คนหนึ่งสะพายกระเป๋าหนังพาดไหล่ อีกคนพกแฟ้มสีเทา สองพ่อลูกยกมือไหว้ก่อนฝ่ายเยี่ยมจะทักตอบ
แขกเยี่ยมสองคนคือผู้ทำงานตรวจคนเข้าเมือง คนหนึ่งคือเพื่อนสนิทชื่อวนัสที่สุรีย์รัตน์คุ้นเคย ส่วนอีกคนคือผู้บังคับบัญชายศพันตำรวจตรีหมาด ๆ ชื่อว่าสานิตย์
เพียงแต่วันนี้อาจดูแปลกอยู่บ้าง สองแขกเยี่ยมกลับแต่งกายนอกเครื่องแบบ จะมีก็เพียงวิทยุสื่อสารที่เหน็บเอวแล้วมีเสียง ว. คนคุยในเครือข่ายดังเป็ระยะ
“ตามสบาย ๆ” สานิตย์แย้มให้บรรยากาศผ่อนคลาย “วันนี้ผมกับลูกน้องคนเก่งไม่ได้พกอาวุธมา เก็บอยู่ในรถกัน”
วนัสยิ้มแฉ่งเมื่อถูกชม “ผมกับพี่สานิตย์คิดกันว่ามานอกเครื่องแบบคงดีกว่าจะได้ดูกันเอง ยังไงก็ไม่ต้องเกร็งนะครับ”
“ขอบคุณพี่สานิตย์ครับ ขอบใจเพื่อนรักนะ” เกริกไกรกล่าวน้อมนอบ
“เชิญเข้าในบ้านค่ะ ท่านสารวัตรสานิตย์ น้าวนัส และก็พ่อ” สุรีย์รัตน์ยิ้มน้อย ๆ คอยเลื่อนเปิดประตูกระจก
ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศพัดวูบกระทบหน้าแขกทั้งสอง “ห้องเปิดจนหนาวเลยหรอนี่...” สานิตย์อุทาน
“คงเพื่อถนอมสุขภาพ และให้เย็นคล้ายประเทศเกิดของน้องเค้าน่ะครับ” วนัสช่วยไขความจริง สานิตย์ก็เหมือนรับรู้จึงพยักหน้า “เข้าใจล่ะ แบบนี้นี่เอง”
แม้วันนี้ดูไม่เหมือนตำรวจ แต่หน้าที่ก็ยังไม่ต่างจากตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทั้งเมื่อมาเยี่ยมบ้านพลเรือนกลับไม่ได้เ้ายศเ้าอย่าง คอยบอกให้ตามสบายอย่าได้หวั่นเกรงั้แ่ตอนเ้าบ้านต้อนรับ
วิทยุสื่อสารของทั้งสองถูกวางอยู่นอกห้องกระจก ลูกน้องคงแนะนำหัวหน้าแล้วว่าอย่าให้อุปกรณ์เหล่านี้รบกวนหญิงสาวฝรั่งเป็ดีที่สุด
สุรีย์รัตน์ไม่ได้เรียกปลุกลอริส แต่ดูเหมือนสาวชาวรัสเซียจะตื่นเองเมื่อมีแขกเยี่ยม คอยส่งแววตาทอดมองทุกคนที่เคยคุ้นหน้า ทั้งใสซื่อทั้งงดงามและยังอาบเคล้าแววสงสัย
พี่เลี้ยงสาวเชิญให้ย้ายนั่งบนโซฟานวมพลางผายมือ บรรจงเอ่ยเป็ประโยคง่าย ๆ “แหม่ม... เล็ทส์ ซิท ดาวน์ แดร์”
ลอริสเหมือนคนว่านอนสอนง่ายไม่แปรเปลี่ยน พอสุรีย์รัตน์จับมือเตรียมจะจูงจึงลุกขึ้นยืน สองเท้าก้าวตามแล้วยืนหยุดที่หน้าโซฟาตัวยาว
เพียงแต่หญิงสาวดุจตุ๊กตายังไม่ได้นั่งลง กลับผงกศีรษะเพียงน้อยแล้วกล่าวเสียงละเมียด “ซดราสท์ วุย ถิ”
สานิตย์พลันแปลกใจเมื่อหญิงสาวฝรั่งพูดรัสเซีย ดูท่าทีแล้วคงแปลไม่ออกแน่ วนัสจึงช่วยไขกระจ่าง “น้องกล่าวสวัสดีพี่สานิตย์และผมน่ะครับ”
เกริกไกรที่ยืนข้าง ๆ เพื่อนตำรวจช่วยพูดเสริม “น้องน่าจะสวัสดีทุกคนรวมถึงผมและน้ำด้วยนะครับ เพราะน้ำก็เพิ่งกลับมาถึงบ้านก่อนผมไม่นานนี้เอง”
“อ่า... งั้น พวกเรานั่งกันเลย” สานิตย์สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย
สุรีย์รัตน์ประคองเอวลอริสชวนกันนั่งลง สองสาวนั่งเคียงกันแล้วยังมีหมอนนุ่มหนุนตัก ส่วนเกริกไกรนั่งเก้าอี้ร่วมวงเดียวกับสองแขกเยี่ยมฐานะตำรวจ
วนัสหยิบกระดาษพร้อมคู่สำเนาจากแฟ้มสีเทา วางลงบนโต๊ะแต่ยังคว่ำหน้า ดูท่าเป็เื่สำคัญแต่ยังไม่ถึงเวลาพูดคุย
ยังมีกระดาษในแฟ้มที่ไม่ได้นำออกมาแต่กลับสำคัญกว่า
“เกิดอะไรขึ้นหรอคะ รถน้าวนัสเสียหรอคะ” สุรีย์รัตน์ขอซักถามเหตุกะทันหันเมื่อชั่วโมงก่อน
วนัสยิ้มตอบ “ผมสะเพร่าเอง ไม่ได้เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ มันคงครบอายุแล้วแต่ไม่ได้ใส่ใจ พอแวะจอดข้างทางซื้อไก่ย่างก็ดับเครื่อง ทีนี้จะออกเกิดสตาร์ตไม่ติดเลยโทรหาคุณเกริก ก็เลยได้ช่วยจั๊มไฟจากรถคุณเกริกแล้วก็ขับต่อได้ เลยชวนพาไปเปลี่ยนแบตที่อู่แถว ๆ นั้น ขออภัยพี่สานิตย์ด้วยครับ พวกเราต้องนัดเจอกันที่อู่เสียเวลาหน่อยนึง”
“เอาน่า มันก็ผ่านมาแล้ว เราเข้าเื่กันเลยเนอะ” สานิตย์ปลอบลูกน้องแล้วรบเร้าให้ดำเนินธุระวันนี้เสีย
จู่ ๆ วนัสเริ่มพูดชวนรู้สึกประหลาด “ผม... ต้องให้น้องลอริสพูดเปิดครับ”
สองพ่อลูกสาวพลันตกตะลึง ถึงรู้แก่ใจว่าธุระของสองตำรวจครั้งนี้เกี่ยวข้องกับลอริสโดยตรง แต่ไม่ทันคิดว่าคนคุ้นเคยอย่างวนัสจะเริ่มแบบนี้
“จะให้น้องพูดอะไรหรอ...” เกริกไกรถามเสียงเอื่อย
“ผมจะให้น้องแนะนำตัวด้วยชื่อแก่พวกเราทุกคน” วนัสเริ่มดำเนินการทันที สายตาสบมองหญิงสาวดุจตุ๊กตาที่ยังนั่งสงบเสงี่ยม
สองมือนวลผ่องวางบนตักช่างอ่อนโยน กิ๊บโบผ้าขาวแกมม่วงอ่อนยังประดับศีรษะแสนน่ารัก ดุจวันแรกที่พามาพำนักในบ้านแห่งนี้
มิกี่อึดใจถัดมา ทุกคนจึงได้ยินประโยครัสเซียสำเนียงไทยจากถ้อยวาจาของวนัส “ปาชาลุ้สตะ สคาชิ นัม / Пожалуйста скажи нам (กรุณาบอกพวกเรา) ”
วนัสทิ้งจังหวะพูดเล็กน้อยก่อนจะถาม “คัค ว้าส ซาวู้ท / Как вас зовут? (คุณชื่ออะไร) ”
ลอริสรู้ดีแก่ใจว่าตนถูกถาม ในห้องนี้กลับมีเพียงตนเท่านั้นที่ตอบได้ สายตาสบมองผู้ถามไม่เคยเบือนหลบ บ่งบอกว่ายังคงมั่นอย่างคนซื่อบริสุทธิ์และจริงใจ
ไม่ทิ้งจังหวะนานนัก จึงได้ยินเสียงละเมียดละมุนจากหญิงสาวผมน้ำตาลดั่งคำตอบ
“มินยา ซาวู้ท เปียรีติน่า โลริสเส่อะ บอริซอฟน่า / Меня зовут Перейтина Лауриз Борисовна (ฉันชื่อ เปรีติน่า ลอริส บอริซอฟน่า) ”
เสียงที่ทำเอาทั้งเกริกไกรและสุรีย์รัตน์พลันหัวใจไหวหวั่น ช่างเป็เสียงที่ไพเราะและน่าทะนุถนอมน่าเห็นใจในเวลาเดียวกัน
บรรยากาศไม่ได้แย่ลงแต่อย่างใด เื่ราวที่จะพูดคุยค่อยเริ่มขึ้นถัดมา ลอริสกลับมานิ่งสงบไร้วาจาเช่นเดิม ส่วนวนัสก็ไม่ได้ถามไถ่ใดอีก
“น้องแนะนำตัวแล้ว เราจะคุยกันละนะ เกี่ยวกับเื่ของน้อง” สานิตย์ชวนเข้าสาระสำคัญ “เรา้าเอกสารของน้อง นำมาวางที่นี่เลย”
สองพ่อลูกมองตาเลิ่กลั่ก กระเป๋าหนังสีน้ำตาลของลอริสยังอยู่ในห้องนอนสุรีย์รัตน์
“เดี๋ยวหนูนำลงมาให้ค่ะ” สาวชุดนักศึกษาลุกขึ้นเพื่อคว้าสิ่งสำคัญกลับมาให้ตามคำขอ เร้นหายสักพักแล้วเดินลงมาพร้อมหิ้วกระเป๋าหนังจากรัสเซีย
“ยังไม่ต้องเปิด” สานิตย์ส่ายมือ “วางไว้ตรงคุณเกริกไกรนั่นแหละ”
กระเป๋าสำคัญอยู่บนโซฟาต่อหน้าทุกคน ไม่ไกลมือเอื้อมจากเ้าบ้านผู้รับดูแลสาวรัสเซีย ส่วนเดรสขาวที่ซักรีดเสร็จก็วางพับอยู่ใกล้สุรีย์รัตน์
เื่คุยเหมือนเริ่มไปบ้างแล้วระหว่างรอนำกระเป๋ามาวาง สุรีย์รัตน์ได้แต่นั่งนิ่งเงียบงันวาจา รอฟังผู้หลักผู้ใหญ่เริ่มถกกันเครียด
-ยังไม่จบตอน-
