หยวนิเย่ที่เห็นท่าทีมีความสุขของไป๋เหรินซีก็หัวเราะออกมา
“ จริงสิ ข้าจำได้ว่าเ้าได้แลกเปลื่ยนกับสมบัติกับลู่จิงที่ตลาดดอกท้อใช่ไหม ข้าขอดูหน่อยได้หรือไม่? ” หยวนิเย่ถามขึ้น
“ อ๊ะ จะว่าไปข้าเองก็ลืมแผ่นหยกนั้นไปเลย ” ไป๋เหรินซีกล่าวพร้อมกับนึกถึงแผ่นหยกที่นางแลกเปลื่ยนมา
ไป๋เหรินซีหยิบแผ่นหยกออกมาให้หยวนิเย่
หยวนิเย่มองดูแผ่นหยกด้วยความสนใจก่อนที่จะตรวจสอบแผ่นหยก
ดวงตาของหยวนิเย่หดเล็กลง เพราะเขาััได้ถึงออร่าบางอย่างที่แปลกประหลาดยิ่ง
‘ ออร่าแปลกๆ ความเย็นที่น่าประหลาด นอกจากนี้มันเหมือนกับมีเสียงหัวใจเต้นบางๆ ’
หยวนิเย่หลับตาลงก่อนที่จะค่อยๆครุ่นคิดถึงข้อมูลที่เขาได้รับ ก่อนที่จะค่อยๆค้นหาข้อมูลภายในจิตใจที่เขาเคยอ่านในหอสมุดแห่งพระเ้า
ไป๋เหรินซีมองดูหยวนิเย่ที่กำลังครุ่นคิดด้วยแววตาชื่นชม เพราะนางรู้ดีว่าความรู้ของหยวนิเย่นั้นมากกว่าตัวนางเองมาก รวมไปถึงแม้แต่ยายหวู่เหม่ยก็ยังมีความรู้ไม่เทียบเท่าหยวนิเย่ด้วยซ้ำ
ไม่นานดวงตาของหยวนิเย่ก็ค่อยๆเปิดขึ้น
“ ที่แท้เป็หยกจิตฟ้านี้เอง ” หยวนิเย่พึมพำออกมาเสียงเบา
“ หยกจิตฟ้า? ” ไป๋เหรินซีที่อยู่ข้างๆก็ทวนคำด้วยความสงสัย เพราะนี้เป็ครั้งแรกที่นางได้ยินชื่อของหยกจิตฟ้า
“ ใช่ หยกจิตฟ้า หยกชนิดนี้เป็หยกพิเศษที่มีชีพจรอยู่ภายใน นอกจากนี้มันยังช่วยในการขัดเกลาตันเถียนภายในร่างกายอีกด้วย ทำให้ตันเถียนภายในร่างกายบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ความเร็วในการฝึกฝนก็จะพัฒนาได้มากขึ้นด้วย นับว่าเป็ของที่มีประโยชน์ยิ่งสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ นับว่าเ้ามีโชควาสนาจริงๆที่สามารถได้รับหยกจิตฟ้านี้มาได้ แม้ว่ามันจะมีขนาดเล็กแต่ก็นับว่ามีประโยชน์ต่อเ้ายิ่ง ” หยวนิเย่ตอบพร้อมกับคืนหยกจิตฟ้าให้กับนาง
จากนั้นเขาก็จำได้ว่าทำไมไป๋เหรินซีถึงได้กลายเป็หนึ่งในรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดของอาณาจักรแสงจันทร์ แถมยังเข้าสู่ระดับเหนือยุทธ์ด้วยวัยเพียงแค่ยี่สิบปีและระดับเซียนยุทธ์ตอนยี่สิบสามปีและเทพยุทธ์ก่อนอายุสามสิบปี
สำหรับทวีปหมอก์ ตัวตนระดับเทพยุทธ์ที่อายุต่ำกว่าสามสิบปีนับว่าเป็รุ่นเยาว์อัจฉริยะที่โดดเด่นในหมู่รุ่นเยาว์อัจฉริยะด้วยกันเอง
“ เห๋ หยกจิตฟ้านี้ยอดเยี่ยมเช่นนี้เลยงั้นหรือ? ” ไป๋เหรินซีมองไปยังหยกจิตฟ้าในมือของตนด้วยความประหลาดใจ
“ ก็ตามที่ศิษย์พี่อย่างข้าบอกนั้นแหละ หรือว่าเ้าจะไม่เชื่อใจศิษย์พี่อย่างข้ากันล่ะ? ” หยวนิเย่ยิ้มอย่างบริสุทธิ์
ไป๋เหรินซีแค้นเสียงอย่างไม่พอใจ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็มองดูหยกจิตฟ้าด้วยความตื่นเต้น
“ แล้วสิ่งนี้มันใช้ยังไง? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้น
“ สิ่งนี้เพียงใช้ลมปราณในการควบคุมหยกจิตฟ้านี้อย่างช้าๆ จากนั้นก็ให้ชีพจรของหยกจิตฟ้าเข้ามาในตัวของเ้า ” หยวนิเย่อธิบาย
ไป๋เหรินซีลองทำตามที่หยวนิเย่กล่าว
หยกจิตฟ้าค่อยๆเปร่งแสงสีฟ้าและแสงเ่าั้ก็ค่อยๆถูกดูดเข้าไปในร่างกายของไป๋เหรินซีอย่างต่อเนื่อง
“ ค่อยๆอย่าเร่งรีบ ”
“ จิตใจต้องผ่อนคลายเอาไว้ ”
ผ่านไปครึ่งชั่วยามจู่ๆร่างกายของไป๋เหรินซีพลันสั่นสะท้านขึ้น
หยวนิเย่มองดูก็พบว่าไป๋เหรินซีได้ทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์แล้ว นางนับว่าเป็รุ่นเยาว์ที่อายุน้อยที่สุดที่ทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ได้สำเร็จ ถ้าหากไม่รวมตัวของหยวนิเย่และเหล่ากองกำลังที่เขาจะสร้างขึ้นในอนาคตล่ะก็นะ
ไม่นานไป๋เหรินซีก็ค่อยๆลืมตาขึ้นพร้อมกับมองไปที่หยวนิเย่ด้วยความซาบซึ้ง
“ ขอบคุณเ้ามากที่ช่วยเหลือ ถ้าหากไม่ได้เ้าข้าคงไม่รู้ซึ่งถึงหยกจิตฟ้าเช่นนี้ ” ไป๋เหรินซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ แน่นอน ใครใช้ให้ข้าเป็ศิษย์พี่ของเ้ากันล่ะ ” หยวนิเย่หัวเราะ
“ บ้าเอ้ยข้ากำลังอารมณ์ดีๆถูกเ้าทำเสียหมด ” ไป๋เหรินซีบ่นออกมา
หยวนิเย่หัวเราะออกมาเสียงดัง
“ ว่าแต่ข้าเห็นเ้าขึ้นมาดังดูดาวบนท้องฟ้าทุกวัน เ้าชอบดูดาวงั้นหรือ? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้น
“ ใช่ ข้าเป็คนที่ชอบดูดาว สำหรับข้ายามค่ำคืนนั้นเงียบสงบ สามารถคิดเื่ราวต่างๆได้อย่างดี ” หยวนิเย่ตอบ
ไป๋เหรินซีมองดูดาวบนท้องฟ้าก่อนที่จะพยักหน้าเงียบๆ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสองวัน
ในที่สุดกลุ่มของหยวนิเย่ก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงกุ่น
“ นี้น่ะหรือเมืองหลวงกุ่น? ” หยวนเฉิงมองดูกำแพงสีเทาสูงกว่าสามสิบจั้ง นอกจากนี้บนกำแพงเมืองก็มีธงแคว้นกุ่นลอยโบกสะบัดเต็มกำแพงเมือง เพียงแค่มองดูก็รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่
“ นอกจากนี้ความเข้มข้นของพลังิญญาก็หนาแน่นกว่าเมืองอื่นๆที่พวกเราเดินทางผ่านมาเสียอีก ถ้าหากพวกเราฝึกฝนอยู่ที่นี้ก็นับว่ารวดเร็วก้าวหน้ากว่าเมืองอื่นๆอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าเย่เอ๋อร์คิดถูกที่ออกเดินทางมายังเมืองหลวงกุ่น ” หยวนเฉิงยิ้มพร้อมกับมองไปยังหยวนิเย่ด้วยความรัก
เนื่องจากรถม้าของไป๋เหรินซีเป็ผู้นำขบวนทำให้เข้าเมืองหลวงกุ่นได้อย่างง่ายดาย
“ ในขณะที่ข้ากำลังจะหาจวนให้กับเ้า เ้าลองไปพักผ่อนอยู่ที่โรงเตี๊ยมหงษ์อรุณไหม โรงเตี๊ยมหงษ์อรุณเป็โรงเตี๊ยมอันดับต้นๆของเมืองหลวงกุ่น นอกจากนี้ถ้าหากได้ความช่วยเหลือของข้า เ้าสามารถจองห้องพักที่เงียบสงบได้ ” ไป๋เหรินซีกล่าว
“ โรงเตี๊ยมหงษ์อรุณเช่นนั้นหรือ? เช่นนั้นข้าต้องรบกวนเ้าด้วยแล้วล่ะศิษย์น้อง ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ไป๋เหรินซีตบหน้าผากตัวเองอย่างเหนื่อยใจก่อนที่จะสั่งให้รถม้าเคลื่อนตัวไปยังโรงเตี๊ยมหงษ์อรุณ
โรงเตี๊ยมหงษ์อรุณเป็โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ กินพื้นที่กว้างขวาง มีทั้งแบบตึกและเรือนรับรองส่วนตัว
หลังจากที่จอดรถม้าอยู่ที่จุดพักม้า กลุ่มของหยวนิเย่ก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหงษ์อรุณ
“ คุณหนูไป๋ ” ผู้ดูแลที่เป็ชายวัยกลางคนรีบวิ่งมาด้วยความเคารพ
ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมเป็ชายวัยกลางใน สวมชุดคลุมหรูหรา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ชื่อของเขาคือฉวนอัน
“ ผู้ดูแลฉวน ข้า้าเรือนหงษ์ราตรีให้กับสหายของข้า ” ไป๋เหรินซีกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วไปยังหยวนิเย่
สีหน้าของฉวนอันลังเลเล็กน้อยและกล่าวขึ้นว่า “ คุณหนูไป๋เกรงว่าเรือนหงษ์ราตรีเป็ไปไม่ได้เนื่องจากตอนนี้เรือนหงษ์ราตรีมีแขกผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งกำลังพักอยู่ ถ้างั้นเปลื่ยนเป็เรือนหงษ์กระจ่างดีหรือไม่? ”
“ แขกผู้สูงศักดิ์? ใครกัน? ” ไป๋เหรินซีถามด้วยความสงสัยและอยากรู้
“ เป็คุณชายอวี้จากเมืองหลวงแสงจันทร์ ” ผู้ดูแลฉวนตอบ
“ คุณชายอวี้? ใช่อวี้เหวินโจวหรือเปล่า ” ไป๋เหรินซีถามขึ้นอีกครั้ง
“ ใช่แล้วคุณหนูไป๋ เป็คุณชายอวี้เหวินโจวจริงๆ ” ผู้ดูแลฉวนพยักน้า
“ งั้นก็ช่างเถอะ เอาเป็เรือนหงษ์กระจ่างแทนก็ได้ ” ไป๋เหรินซีพยักหน้ารับ
“ คุณหนูไป๋เชิญ ทุกท่านเชิญ ” ผู้ดูแลฉวนผายมือเชิญและนำทาง
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงเรือนหงษ์กระจ่าง
“ นึกไม่ถึงเลยว่าเรือนหงษ์กระจ่างจะงดงามขนาดนี้ ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยความชื่นชม
เรือนหงษ์กระจ่างเป็เรือนขนาดใหญ่ ถูกตกแต่งอย่างงดงามแต่เรียบง่าย นอกจากนี้ภายในเรือนก็ยังมีสระน้ำขนาดใหญ่ รอบๆเรือนมีต้นไม้ขนาดใหญ่และเล็กตกแต่งไปทั่วเรือน
“ เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวกลับตระกูลก่อนแล้ว ถ้าหากข้ามีเวลาว่างข้าจะมาเยี่ยมเยือนเ้าอีกครา ” ไป๋เหรินซีกล่าวขึ้นก่อนที่จะขอตัวกลับไป
ก่อนที่จะกลับไป๋เหรินซียังย้ำกับผู้ดูแลฉวนด้วยว่าคนกลุ่มนี้คือแขกพิเศษของนางและนาง้าให้ผู้ดูแลฉวนดูแลคนกลุ่มนี้อย่างดี
“ ทุกท่าน ถ้าหากพวกท่าน้าสิ่งใดก็สามารถบอกกับข้ารับใช้ได้ตลอดเวลา ” ผู้ดูแลฉวนกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเดินจากไป
ในขณะที่ทุกคนกำลังจะเข้าไปในเรือน หยวนิเย่ก็มองไปยังเรือนหงษ์ราตรีที่อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่ง
“ อวี้เหวินโจวสินะ ” หยวนิเย่พึมพำพร้อมกับหรี่ตาลง
อวี้เหวินโจว หนึ่งในห้าคุณชายแห่งเมืองหลวงแสงจันทร์ เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ นอกจากนี้เขายังเป็หนึ่งในคนที่ช่วยองค์ชายเก้าขึ้นครองราชย์และยังเป็อีกคนหนึ่งที่ตามจีบเสวียนปิงหยุนอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นสุดท้ายแล้วก็เป็ได้เพียงแค่สหาย
หลายวันผ่านไป
หยวนิเย่และคนอื่นๆก็เอาแต่อาศัยอยู่ภายในเรือนหงษ์กระจ่าง พวกเขาเอาแต่ฝึกฝนตัวเองโดยที่ไม่ได้ออกไปไหน จะมีก็แต่ไป๋เหรินซีที่เดินมาหาพวกเขา แน่นอนว่าเป้าหมายของนางคือการกินอาหารที่หยวนิเย่ทำนั่นเอง
ในขณะที่หยวนิเย่กำลังนั่งให้อาหารปลาอยู่
ไป๋เหรินซีก็เดินเข้ามาหาทันที จากนั้นนางก็นั่งอยู่ข้างๆหยวนิเย่พร้อมกับหยิบมันฝรั่งทอดขึ้นมากิน
“ ข้าหาจวนที่เ้า้าได้แล้ว เ้าอยากไปดูด้วยกันไหม? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้นพร้อมกับเคี้ยวมันฝรั่งทอดไปด้วย
“ ได้สิข้าเองก็ว่างอยู่เหมือนกัน ” หยวนิเย่พยักหน้ารับ
ทั้งสองคนไปด้วยกัน เนื่องจากหยวนเฉิงและอู๋จวินหยางบ่มเพาะพลังกันอยู่
“ จวนที่ข้าหาให้เ้านั้นอยู่ที่ตรอกบุปผาสี่ ตรอกบุปผาอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงกุ่น นอกจากนี้ก็ยังอยู่ไม่ไกลจากตระกูลข้าด้วย ” ไป๋เหรินซีกล่าว
“ คงไม่ใช่ว่าเ้าหาจวนที่อยู่ใกล้ๆกับตระกูลเ้าหรอกนะ?” หยวนิเย่ถามขึ้น
ไป๋เหรินซีกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจและถลึงตาใส่หยวนิเย่ทันทีพร้อมกับถามขึ้นว่า “ นี้เ้าเห็นข้าเป็คนเช่นนั้นหรือไง? ”
“ ใช่ เ้าเป็เช่นนั้นแหละ นี้เ้ายังไม่รู้ตัวอีกหรอว่าเ้ามากินข้าวที่นี้ทุกวัน แถมเ้ายังทำให้มีคนคอยแอบมองเรือนหงษ์กระจ่างอยู่ทุกวัน? ” หยวนิเย่ตอบ
“ ห๊ะนี้มีคนคอยลอบมองพวกเ้าอยู่ด้วยงั้นหรือ? ” ไป๋เหรินซีใ จากนั้นนางก็เข้าใจได้ทันที นางในฐานะคุณหนูแห่งตระกูลไป๋ ถ้าหากนางไปที่จวนเรือนกระจ่างทุกๆวันก็ทำให้คนรอบข้างตรวจสอบว่านางไปที่นั่นด้วยเหตุอันใดกัน
“ ข้าขอโทษ ” ไป๋เหรินซีกล่าวอย่างสำนึกผิด
“ ข้าไม่คิดอะไรมากหรอก ถ้าหากพวกเขาคิดที่จะบุกเข้ามาก็ต้องยอมรับผลของการกระทำ ” หยวนิเย่กล่าว
ไป๋เหรินซีถอนหายใจพร้อมกับพยักหน้ารับ ด้วยความแข็งแกร่งของลุงจวินหยางย่อมทำให้พวกหยวนิเย่ปลอดภัย
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงตรอกบุปผาสี่
ตรอกบุปผาสี่เป็ตรอกที่เงียบสงบ นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำสุ่ยจิงอยู่ไม่ไกล สามารถมองเห็นเรือน้อยใหญ่ลอยอยู่บนลำคลองได้อย่างชัดเจน
“ นี้ไงจวนที่ข้าหามาให้ ” ไป๋เหรินซีกล่าวพลางชี้ไปด้านหน้า
หยวนิเย่มองไปก็เห็นกำแพงสีเทาสูงประมาณสองจั้งล้อมรอบอยู่ ที่ทางเข้ามีผู้คุ้มกันสองคนยืนอยู่ ทั้งสองมีความแข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์
เมื่อผู้คุ้มกันทั้งสองเห็นคุนหนูของตนก็รีบมาทำความเคารพ
“ คุณหนูมาดูจวนนี้สินะขอรับ ” ผู้คุ้มกันคนหนึ่งยิ้มขึ้นจากนั้นเขาก็ส่งยิ้มทักทายหยวนิเย่เล็กน้อย ในฐานะที่เป็สหายของคุณหนู พวกเขาย่อมให้ความเคารพ
“ ใช่แล้วล่ะ ” ไป๋เหรินซีพยักหน้าก่อนที่จะสั่งให้ผู้คุ้มกันเปิดประตูจวน
ไป๋เหรินซีพาหยวนิเย่เดินชมจวน
จวนแห่งนี้เป็จวนสองชั้นมีขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กเกินไป แถมด้านในยังมีสระน้ำและศาลากลางน้ำ แถมยังมีพื้นที่ในการปลูกสมุนไพรอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมากทำให้บรรยากาศร่มรื่นย์
แถมตัวจวนก็ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ไม้สนดำ ส่วนตัวเรือนที่อยู่ก็ถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตและวิจิตรสวยงามโดยช่างก่อสร้างระดับสูง
“ จวนนี้ไม่เลวเลย เมื่อมองจากหน้าต่างชั้นสองสามารถมองเห็นแม่น้ำสุ่ยจิงได้อย่างชัดเจนแถมบรรยากาศก็เงียบสงบ นับว่าเหมาะกับที่ข้า้ายิ่ง จวนหลังนี้ขายเท่าไหร่หรือเหรินซี? ” หยวนิเย่ถามขึ้นด้วยความสนใจ เขา้าที่จะซื้อจวนหลังนี้
“ จวนหลังนี้ถูกตั้งขายในราคาแปดหมื่นตำลึงทอง เนื่องจากเ้าของคนเก่าคือเศรษฐีคนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่เมืองหลวงแสงจันทร์ ทำให้เขา้าขายจวนหลังนี้ทิ้ง แต่ถ้าหากเ้า้าจริงๆข้าสามารถต่อรองราคาให้ได้ ” ไป๋เหรินซีกล่าวอย่างมั่นใจ
“ แปดหมื่นตำลึงทองงั้นหรอ เอาสิ ข้าตกลงที่จะเอาจวนหลังนี้ ” หยวนิเย่ตอบรับ สำหรับเขาต่อให้มันมีราคาสูงกว่านี้เขาก็สามารถจ่ายได้อย่างสบายๆ
“ ได้สิ เดี๋ยวข้าจัดการให้ ” ไป๋เหรินซีหัวเราะ