ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 30 โกรธจนแทบกระอักเลือด

            เมื่อพูดจบเขาก็ไม่เปิดโอกาสให้ลู่เหยียนชูได้โต้ตอบ แต่ออกคำสั่งกับคนสนิททันที"ส่งแขก"

            เลี่ยวข่ายก้าวไปข้างหน้าทันที"คุณลู่ เชิญครับ"

            ลู่เหยียนชูยังคงนิ่งเฉยเขาจับจ้องไปยังจี้ทิงด้วยสายตาล้ำลึก "จี้ทิงฉันตั้งตารอที่จะได้พบกับนายในครั้งหน้าจริงๆ"

            จี้ทิงมีสีหน้าสับสนทว่าลู่เหยียนชูกลับเพียงส่งยิ้มให้ แล้วหมุนตัวเดินตามเลี่ยวข่ายออกไป

            เมื่อลู่เหยียนชูจากไปแล้วภายในห้องนั่งเล่นก็เหลือเพียงสองพี่น้อง

            จี้ทิงเหลือบมองคนข้างกายเงียบๆพลางนึกในใจ : [จี้เยี่ยนจื๋อต้องอาละวาดอีกรอบแน่ๆ]

            เฮอะ...จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มหยันในใจคิดว่าเขาจะดูไม่ออกหรือไงว่าลู่เหยียนชูมีแผนอะไรอยู่ในใจคำพูดทิ้งท้ายนั่นก็แค่ต้องการยั่วโมโหให้เขาด่าจี้ทิงสักยกและถ้าจี้ทิงคนไร้สมองเกิดอาละวาดขึ้นมา ก็คงไม่พ้นต้องเตลิดไปซบอกพวกศัตรู

            คิดได้ดังนั้นเขาเพียงแต่ปรายตามองจี้ทิงอย่างเย็นชา "นายน่ะอยู่ห่างๆ จากลู่เหยียนชูไว้จะดีกว่าถ้าไม่อยากถูกมันหลอกขายจนหมดตัวแล้วยังต้องมานั่งนับเงินให้มันอีก คนโง่ๆแบบนายไม่มีทางตามมันทันหรอก"

            จี้ทิงเอ่ยตอบอย่างเรียบเฉย"ผมไม่ได้โง่ขนาดนั้น"

            "ฮึ งั้นเหรอ"

            จี้เยี่ยนจื๋อกระตุกยิ้มมุมปากอย่างขอไปทีก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป

            หลังจากผ่านเหตุการณ์โต้เถียงอันไร้สาระมาจี้ทิงก็กลับเข้าห้องเล่นเกมเพื่อรวบรวมข้อมูลต่อ

            ทางฝั่งกลุ่มบริษัทซื่อลี่คอยเร่งสวีเหรินมาตลอดแต่เนื่องจากแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาส่งๆตามอารมณ์ชั่ววูบในตอนนั้น ข้อมูลต่างๆจึงจำเป็นต้องให้จี้ทิงลงมือเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด

            …

            ช่วงดึกจี้ทิงบีบนวดต้นคอที่แข็งตึงพลางเดินกลับห้องพักของตนเอง

            เขาอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้วทว่าเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำเขากลับยืนนิ่งอยู่ระหว่างเตียงและโต๊ะทำงานคล้ายกำลังชั่งใจบางอย่าง

            ครู่หนึ่งจี้ทิงตัดสินใจลากเก้าอี้โต๊ะทำงานออกมาเขาเปิดไฟล์นิยายเสพติดรักจนเกินห้ามใจในโน้ตบุ๊คแล้วพิมพ์คำว่าสุดขอบผาในสายลมลงในช่องค้นหา ก่อนจะกดปุ่มเอนเตอร์

             [ใต้โพสต์ออฟฟิเชียลของภาพยนตร์สุดขอบผาในสายลมไม่ได้เต็มไปด้วยคำชมเชยดั่งบุปผาบานสะพรั่งดั่งที่เคยมอบให้ลู่เหยียนชูอีกต่อไปหลิงซีมองดูข้อความที่เต็มไปด้วยคำสาปแช่งอย่าง 'ไอ้ขี้ข้า''คนขายชาติ' และ 'กบฏ'จนขอบตาเริ่มร้อนผ่าวความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจดั่งคมมีดกรีดแทง]

             [ในตอนนั้นเอง มือเรียวยาวก็เอื้อมมากดปิดหน้าจอหลิงซีเงยหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาขึ้นมองและเห็นว่าใบหน้าของลู่เหยียนชูยังคงประดับยิ้มอ่อนโยนพลางเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "เลิกดูเถอะไม่มีประโยชน์หรอก"]

            แววตาของจี้ทิงฉายแววเคลือบแคลงสงสัย: [ลู่เหยียนชูแค่ถ่ายภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ทำไมถึงได้กลายเป็นคนขายชาติไปได้ล่ะ?]

            ภายในห้องนอนชั้นสองจี้เยี่ยนจื๋อที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มค่อยๆ ยกมือขึ้นดึงผ้าปิดตาออก

            ดวงตาคมเข้มที่จ้องมองเพดานเต็มไปด้วยความตระหนก...อะไรนะ จี้ทิงพูดว่าอะไรนะ ลู่เหยียนชูเป็นคนขายชาติงั้นเหรอ?!

            ขณะเดียวกันจี้ทิงซึ่งอยู่บนชั้นสาม งอนิ้วซ้ายขึ้นเล็กน้อย และยกมันแตะที่ริมฝีปากเบาๆอย่างใช้ความคิด

            ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ส่ายหน้าเบาๆ เป็นการปฏิเสธข้อสันนิษฐานในหัว

            แม้ว่าเนื้อเรื่องในหนังสือเล่มนี้จะมีตรรกะที่ค่อนข้างสับสนวุ่นวายแต่ถ้าลู่เหยียนชูเป็นฝ่ายล้ำเส้นข้อห้ามร้ายแรงของประเทศด้วยตัวเองจริงๆเขาก็ย่อมไม่มีทางกลับมายืนหยัดได้อีกแน่นอน

            แทนที่จะมานั่งเดาสู้หาคำตอบจากต้นฉบับเลยดีกว่าจี้ทิงกดเอนเตอร์อีกครั้งเพื่อข้ามไปยังจุดที่กล่าวถึงภาพยนตร์เรื่องสุดขอบผาในสายลมในตอนถัดไป

             [เมื่อมองดูหลิงซีที่เต็มไปด้วยความระทมทุกข์ในที่สุดลู่เหยียนชูก็ตระหนักได้ว่า เขาจะยอมให้คำว่า 'สุดขอบผาในสายลม'มาจองจำเขาไว้ทั้งชีวิตไม่ได้ ชายหนุ่มในสภาพซูบผอมเอื้อมมือไปโอบกอดหลิงซีไว้แน่นเนิ่นนานจนดวงตาของเขาเริ่มมีหยาดน้ำตาซึมออกมาเช่นกัน]

             [ในเมื่อหลิงซีพยายามช่วยเขาอย่างสุดกำลัง แล้วเขามีสิทธิ์อะไรที่จะยอมแพ้ในหัวของลู่เหยียนชูพลันสว่างวาบขึ้นมาเขานึกขึ้นได้ว่าเมื่อห้าปีก่อนตนเองเคยซื้อลิขสิทธิ์นิยายเรื่อง 'And ThenThere Were None [1] ' ไว้ รวมถึงทีมนักสร้างสรรค์ VFX ที่เขาฟูมฟักมาอย่างยาวนาน ลู่เหยียนชูกำหมัดแน่นเขารู้ดีว่านี่จะเป็นหมากเพียงตัวเดียวที่เขาจะใช้ในการตอกกลับอย่างสาสม]

            จี้ทิง"..."

             [เพิ่งจะมาคิดได้เอาป่านนี้ลู่เหยียนชูคงฉลาดไม่เท่าจี้เยี่ยนจื๋อหรอกมั้ง]

            เอาเขาไปเปรียบกับไอ้โง่ลู่เหยียนชูนั่นเนี่ยนะ?จี้เยี่ยนจื๋อที่อยู่ชั้นล่างขบกรามแน่นพลางสูดลมหายใจเข้าลึกสายตาเย็นเยียบราวกับจะจ้องทะลุเพดานให้เป็นรู

            เมื่อมั่นใจแล้วว่าเส้นเรื่องหลักของสุดขอบผาในสายลมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเอง จี้ทิงก็เตรียมจะปิดโน้ตบุ๊กลงทว่ามือของเขากลับชะงักไปครู่หนึ่ง

            เขานั่งลงตัวตรงอีกครั้งสายตาจับจ้องไปยังประโยคสุดท้ายที่เพิ่งอ่านผ่านตาไปเมื่อครู่

            ‘เมื่อห้าปีก่อนเคยซื้อลิขสิทธิ์นิยายเรื่อง And Then There WereNone ไว้ รวมถึงทีมนักสร้างสรรค์ VFX ที่เขาฟูมฟักมาอย่างยาวนาน’

            คิ้วของจี้ทิงขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแววตาเป็นประกายแฝงความหมายบางอย่าง

            เขาเคยบอกกับสวีเหรินว่าตั้งใจจะเข้าร่วมการแข่งขันการเรนเดอร์ระดับโลกในปีนี้ดังนั้นช่วงเวลานี้นอกจากจะจัดการข้อมูลของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งแล้วเขายังต้องพัฒนาเอนจินการเรนเดอร์ทางฟิสิกส์ตัวใหม่ขึ้นมาด้วย

            ในต้นฉบับหากลู่เหยียนชูตามเนื้อเรื่องเดิมเลือกตัดสินใจจะโต้กลับเขาก็ย่อมต้องเสริมสร้างพละกำลังของตนให้แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้และต้องทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย

            ในเมื่อต้องแข่งกับเวลาและเมื่อต้องการความรวดเร็วแหล่งที่มาของบางอย่างย่อมไม่ถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนขอแค่ช่วยให้เขามีไพ่เหนือกว่าคนอื่นลู่เหยียนชูย่อมต้องรีบคว้ามาครอบครองโดยไม่ลังเลแน่นอน

            จี้ทิงคิดในใจอย่างสงบ: [จะมีใครเป็นผู้ซื้อที่เหมาะไปกว่าหมอนี่อีกเหรอ?]

             [พอถึงเวลาที่เหมาะสม ก็สามารถขายต่อให้ลู่เหยียนชูผ่านทางสวีเหรินได้...]

            เมื่อคิดมาถึงจุดนี้จี้ทิงก็ลอบเม้มริมฝีปากเล็กน้อย เขาเตือนตัวเองว่าห้ามวู่วามเส้นเรื่องยังอีกยาวไกล การตัดสินใจที่สะเพร่าอาจทำให้แผนการผิดเพี้ยนได้

            จี้ทิงเอื้อมมือไปปิดโน้ตบุ๊กในขณะที่กำลังจะเอื้อมไปปิดโคมไฟตั้งโต๊ะ ทันใดนั้นเสียงย่ำเท้าหนักๆก็ดังมาจากนอกห้อง

            ปังๆๆ!

            "เปิดประตู"

            จี้ทิงจำได้ว่าเป็นเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อน้ำเสียงนั้นทุ้มลึกกว่าปกติและเจือไปด้วยโทสะอย่างปิดไม่มิดทว่าเขายังไม่ทันได้ขานรับ ประตูห้องก็ถูกกระแทกอีกครั้ง

            "เปิดประตูเดี๋ยวนี้" จี้เยี่ยนจื๋อมีสีหน้าถมึงทึงแววตาเย็นเยียบถึงขีดสุด "จี้ทิงฉันรู้ว่านายยังไม่หลับ อย่าบีบให้ฉันต้องไปหยิบกล่องดำมาใช้"

            'กล่องดำ' คืออุปกรณ์ที่มีเฉพาะในคฤหาสน์หรูหรามันคือตัวควบคุม AI ซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจสำรองสารพัดประโยชน์ของบ้านทั้งหลัง

            แม้ว่าคำขู่พรรค์นั้นจะทำอะไรจี้ทิงไม่ได้แต่เขาก็ยังลุกขึ้นไปเปิดประตูให้

            เมื่อเห็นหน้าจี้ทิงหัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อก็เหมือนกับกาน้ำที่กำลังเดือดพล่านไอร้อนระอุแผ่ซ่านจนรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณจะถูกต้มจนสุก

            "สวีเหรินไม่ได้บอกนายหรือไง ว่าเขากำลังจะเซ็นสัญญากับกลุ่มบริษัทซื่อลี่?"

            จี้ทิงพยักหน้าเรียบๆ"ทราบครับ เขาบอกผมเมื่อวานซืนแล้ว"

            "ถ้างั้นนายยังจะ..." เสียงของจี้เยี่ยนจื๋อพุ่งสูงขึ้นก่อนจะชะงักเงียบไปกะทันหันคล้ายกับฝืนกลืนคำพูดบางอย่างลงคอไป

            ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็กำหมัดแน่นพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ "จี้ทิงฉันอาจจะปฏิบัติกับนายไม่ดีเท่าไหร่ แต่ต่อให้ฉันจะเลวร้ายแค่ไหนฉันก็ไม่มีวันคิดร้ายกับนาย"

            คำพูดเปิดอกที่จู่ๆก็หลุดออกมาทำเอาจี้ทิงงุนงงไปหมด เขาไม่เข้าใจว่าจี้เยี่ยนจื๋อต้องการจะสื่ออะไรจึงได้แต่ยืนฟังอยู่เงียบๆ

            "ถ้าเพียงเพราะคำหวานไม่กี่คำจากคนนอกแล้วนายยอมสละหลักการหรือจุดยืนของตัวเองเพื่อมันนายก็คงจะโง่จนกู่ไม่กลับแล้วจริงๆ"

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มกลับมาด่าทอจี้ทิงยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม "พี่ต้องการจะพูดอะไรกันแน่?"

            จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกจุกที่อกด้วยความโกรธเขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง "ลู่เหยียนชูกำลังจะเป็นคนขายชาติอยู่แล้วแต่นายยังคิดจะไปข้องแวะกับเขาอีก นายมีสมองบ้างหรือเปล่า?!"

             

            เชิงอรรถ

             [1]And Then There Were None นิยายสืบสวนของอกาธา คริสตี้แปลเป็นไทยใช้ชื่อว่า จนศพสุดท้าย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนแปลกหน้า 10 คน ที่ถูกล่อลวงมายังเกาะอันโดดเดี่ยว และค่อยๆถูกฆาตกรรมทีละคนตามเพลงกล่อมเด็กเก่าแก่

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว ที่คุณอ่าน