เล่มที่1 บทที่10 น่าหลันเสวี่ยอู๋
“ศิษย์น้องหลง เ้ามาแล้วหรือ” ชายหนุ่มในชุดสีแดงผู้หนึ่งดวงตาเป็ประกายขณะเดินตรงมาทางหลงซินเย่
“เจอกันอีกแล้วนะศิษย์พี่เซวีย”หลงซินเย่ตอบพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะก้าวเข้าไปหา
“เ้ามาเช่นนี้ ท่านอาจารย์จะต้องดีใจมากแน่ไปกันเถอะ ข้าจะพาเ้าไปพบท่านเอง” ศิษย์พี่เซวียเอ่ยพร้อมรอยยิ้มสุภาพ
“เอาสิ!” หลงซินเย่ตอบรับทว่ากลับไม่ได้จากไปในทันที นางหันกลับมามองทางจั่วเฉินและท่านอาเล็ก
“พวกเขาคือ...” ศิษย์พี่เซวียที่เพิ่งสังเกตเห็นคนทั้งคู่เอ่ยถาม
ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลก็กดทับลงมาสายตาคมกริบของศิษย์พี่เซวียจ้องมาที่จั่วเฉินอย่างพิจารณา คล้ายกับจะสามารถมองเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งในพริบตา
“ผู้ติดตามของข้าเองครั้งนี้เขามาพร้อมกับข้า วันหน้าขอให้ศิษย์พี่ช่วยดูแลด้วย” หลงซินเย่ตอบ
ได้ยินเช่นนั้นศิษย์พี่เซวียจึงพยักหน้าทว่าท่าทีที่มีต่อจั่วเฉินกลับเ็ากว่ามาก เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เดี๋ยวเ้าไปลงทะเบียนที่ลานในสำนักที่นั่นจะมีคนจัดการทุกอย่างให้เ้าเอง ด้วยสถานะศิษย์สายตรงของศิษย์น้องหลงแล้ว แม้เ้าจะเป็เพียงผู้ติดตาม ก็จะได้รับการดูแลเช่นเดียวกับศิษย์สายนอก”
“เชิญพวกท่านตามสบายเถอะไม่ต้องสนใจข้าหรอก” จั่วเฉินว่าจบก็เหลือบมองหลงซินเย่ครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวจากไป
ที่เป็เช่นนี้ไม่ใช่เพราะท่าทีของศิษย์พี่เซวียทว่าจั่วเฉินแค่ไม่ชอบเท่าไรนัก เขาไม่ชินกับการพบเจอครั้งแรก ทว่าอีกฝ่ายกลับมีท่าทีเช่นนี้้าข่มขู่เขาหรืออย่างไร
จั่วเฉินจากไปเพียงลำพัง ทิ้งพวกหลงซินเย่ทั้งสองไว้เื้ั
ศิษย์พี่เซวียขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “ศิษย์น้องหลงทาสรับใช้ของเ้านี่โอหังไม่เบาเลยนะ”
“ศิษย์พี่พูดผิดแล้ว จั่วเฉินเป็ผู้ติดตามไม่ใช่ทาสรับใช้ พวกเราไปหาอาจารย์กันเถอะ ไม่ต้องสนใจเขาหรอก”
หลงซินเย่มองแผ่นหลังของจั่วเฉิน ในแววตามีประกายชื่นชมพาดผ่านทว่าครู่เดียวนางก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างลื่นไหล ก่อนจะพากันเดินจากไป
“เราไปกันเถอะท่านอาเล็ก”
จั่วเฉินดันรถเข็นของท่านอาเล็กไปตามถนนที่ราวกับบันไดสู่์ไม่นานคนทั้งสองก็เห็นสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตาบนยอดเขา
จั่วเฉินไม่ได้ตื่นเต้นเช่นศิษย์ใหม่คนอื่นๆนอกจากความชื่นชมที่มีให้ตำหนักนภาปราณยุทธในตอนแรกแล้ว ท่าทีของเขาก็สงบนิ่ง
ภายในผืนพิภพรัตติกาลแห่งนี้มีดินแดนใหญ่อยู่แปดแห่งทุกดินแดนนอกจากมีราชวงศ์อยู่แล้ว ยังมีขุมอำนาจใหญ่อีกมากมาย เช่นเหล่าตระกูลาาต่างๆซึ่งไม่ว่าจะเป็ตระกูลไหนๆ ก็ล้วนมีอำนาจอยู่เหนือราชวงศ์ แม้ตำหนักนภาปราณยุทธจะไม่ธรรมดาแต่ก็ถือว่าเป็แค่สำนักแนวหน้าในราชวงศ์หลงอู๋เท่านั้น ไม่ได้มีค่าพอให้จั่วเฉินเลื่อมใสอะไร
จั่วเฉินมุ่งตรงสู่ยอดเขาทว่าในระหว่างทางดวงตาของเขาเป็ประกาย เขาชะงักฝีเท้าลง มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างอบอุ่นท่านอาเล็กที่อยู่บนรถเข็นเองก็คลี่ยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน
ด้านหน้าของพวกเขาคือภาพของศิษย์เก่าและใหม่มากมายกำลังห้อมล้อมเด็กสาวผู้หนึ่งอยู่แต่ละคนมีสีหน้าตื่นเต้น แย่งชิงกันแสดงความสามารถต่อหน้าเด็กสาวผู้นั่น เงาของคนมากมายเมื่อรวมตัวกันแล้วดูคล้ายกับสายธารยิ่งมีศิษย์เพิ่มขึ้นเท่าไร สายธารนี้ก็ยิ่งหนาและยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น
เด็กสาวผู้นั้นดูแล้วคงอายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีสวมใส่อาภรณ์ตัวยาวสีแดงอ่อน คิ้วเรียวงามดุจภาพวาด แววตากระจ่างใส ปอยผมเล็กๆ พลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อนทุกการเคลื่อนไหวของนางล้วนดึงดูดสายตา บรรดาศิษย์ที่ห้อมล้อมอยู่ต่างก็เคลิบเคลิ้มไปกับรูปโฉมนี้
รอบข้างมีคนไม่น้อยกำลังพูดคุยกันจอแจ
“หากสามารถแต่งกับน่าหลันเสวี่ยอู๋ได้ล่ะก็ต่อให้ชั่วชีวิตนี้จะไม่สามารถฝึกฝนได้อีกก็ยังคุ้มค่า”
“ถุ้ย แต่งกับน่าหลันเสวี่ยอู๋น่ะหรือ เ้าคงยังไม่ตื่นดีกระมัง”มีคนหัวเราะพรืด
“นางเป็ใคร เ้ามีสิทธิอะไรไปหมายปอง”
“นางเป็ถึงเ้าของร่างเซียนดาราแถมยังมีถึงหกตราปราณโบราณ เป็บุคคลที่มีพร์ล้ำเลิศของตำหนักนภาปราณยุทธอีกอย่าง หากร่างเซียนของนางสมบูรณ์พร้อม จะต้องมีตราที่เจ็ดปรากฏขึ้นอีกแน่ถึงตอนนั้นนางจะกลายเป็อัจฉริยะที่หาตัวจับยากในดินแดนนภา เ้ากับข้าก็อย่าได้เพ้อฝันอีกเลย”
“ได้ยินว่าเ้าไป๋เฮ่อนั่นเอาแต่ตามตื้อไม่เลิกทว่ากระทั่งวันนี้น่าหลันเสวี่ยอู๋ก็ยังไม่ชายตามองเขาเลย”
เสียงจอแจเ่าั้ลอยมาเข้าหูจั่วเฉินอย่างชัดเจน
“น่าหลันเสวี่ยอู๋มีชื่อมากเลยหรือ”จั่วเฉินหันไปถามศิษย์ในตำหนักนภาปราณยุทธผู้หนึ่งด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ใช่แค่มีชื่อ แต่นางเป็ถึงหนึ่งในสามบุปผางามของตำหนักนภาปราณยุทธเลยไม่ใช่แค่งดงาม แต่นางยังมีพร์โดดเด่น ทุกคนในสำนักว่ากันว่าภารกิจที่ยากที่สุดไม่ใช่ภารกิจที่อยู่บนสุดของป้ายประกาศแต่เป็การทำให้นางแย้มยิ้ม...” ศิษย์ผู้นั้นพอพูดเื่ของน่าหลันเสวี่ยอู๋ก็ตื่นเต้น
“การทำให้นางยิ้มยากปานนั้นเชียวหรือ” สีหน้าจั่วเฉินแปรเปลี่ยนเป็ประหลาดใจ
จั่วเฉินมองตรงไปเบื้องหน้า พินิจมองเรือนร่างที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงอ่อนดวงตากระจ่างใส ฟันเรียงขาวสะอาด สาวน้อยผู้นี้งดงามหยดย้อยไม่น้อย...
เ้าเด็กนี่เป็คนงามที่ทำให้ผู้คนคลั่งไคล้ได้ขนาดนี้เชียวหรือ
“อื้ม ขาทั้งสองก็ยาวขึ้นมาก อกไข่ดาวเมื่อสองปีก่อนก็ดูอิ่มขึ้นไม่น้อยทำไมเมื่อก่อนข้าถึงไม่เคยรู้สึกว่าเ้าเด็กนี่จะดูดีเช่นนี้เลยนะ หรือเพราะไม่เจอกันนานเกินไป”จั่วเฉินกระพริบตาพลางพึมพำเสียงเบา
“ดูท่าเ้าคงจะมาใหม่ คงไม่รู้เื่ล่ะสิขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าอย่าไปหาเื่ด้วย คนที่คลั่งไคล้นางมีอยู่ไม่น้อยเลยแต่ละคนก็ล้วนมีที่มาไม่ธรรมดา อย่างเช่นไป่เฮ่อผู้นั้น ลุงของเขาเป็ถึงผู้าุโของสำนักเราเลยทีเดียว”ศิษย์ผู้หนึ่งเตือนด้วยความหวังดี
“ไม่ง่ายเลยที่เ้าจะเตือนข้าด้วยความหวังดีแต่ว่าเ้าคิดมากไปแล้วล่ะ” จั่วเฉินเหลือบมองศิษย์ผู้นั้นแวบหนึ่ง
ทว่าในตอนนั้นเอง...
“พี่เฉิน ท่านมาแล้วเหรอข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านจะต้องมา” เสียงกระจ่างใสไพเราะดังขึ้น เรือนร่างในอาภรณ์สีแดงวิ่งเข้ามาหาจั่วเฉินอย่างรวดเร็ว
สาวน้อยน้ำตาคลอ ดวงหน้างามเมื่อมีน้ำตาแล้วจึงยิ่งดูน่าสงสารเข้าไปใหญ่นางโผเข้าสู่อ้อมอกของจั่วเฉินในทันที ไม่รู้ว่าที่ร่ำไห้นั้นเป็เพราะยินดีหรือโศกเศร้ากันแน่
ทว่าหลังจากที่สาวน้อยเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบราวกับจะสังหารคนได้มากมายก็จ้องมองมาคล้ายกับอยากจะเป็คนที่ถูกนางกอดเสียเอง
จั่วเฉินไม่ได้สนใจรอบข้าง เขากอดตอบสาวน้อยในอ้อมอกเบาๆก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยนอย่างที่ไม่ได้มีมานาน
“เป็เด็กดีนะเสี่ยวอู๋”
ในอดีต ตอนที่จั่วเฉินหนีตายอยู่นั้น เขาได้อาศัยอยู่กับปู่ที่กบดานอยู่ทางตอนใต้ของราชวงศ์ไม่นานหลังจากนั้น ปู่ของเขาก็เก็บเด็กสาวผู้หนึ่งกลับมา ที่คอของเด็กสาวคนนั้นมีแผ่นหยกที่สลักคำว่าน่าหลันเสวี่ยอู๋แขวนเอาไว้
นับจากนั้น คนทั้งสองก็เป็เพื่อนเล่นกันมาตลอด ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปคือร่างกายของจั่วเฉินเสื่อมโทรมจนไม่อาจปลุกพลังได้ ทำให้ไม่ต่างไปจากคนไร้ค่าทว่าเสี่ยวอู๋กลับพัฒนาขึ้นทุกวัน พร์ก็โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ปลุกพลังสำเร็จจนเกิดตราปราณโบราณหกตราขึ้นอีกทั้งยังมีร่างเซียนดาราเสริมหนุน พร์เช่นนี้ แม้จะเป็หลงซินเย่ที่เป็บุคคลระดับแนวหน้าก็ยังไม่อาจเทียบเคียงได้
ทว่าเมื่อสองปีก่อน คนกลุ่มหนึ่งได้บุกเข้ามาชิงตัวเสี่ยวอู๋ไปก่อนที่จะจากกัน เสี่ยวอู๋ได้บอกกับจั่วเฉินทั้งน้ำตา ให้เขาพยายามเข้าเป็ศิษย์ของตำหนักนภาปราณยุทธให้ได้พวกเขาจึงจะมีโอกาสได้พบกันใหม่ที่นั่น ซึ่งนี่ก็เป็หนึ่งในเหตุผลที่จั่วเฉิน้ามาที่ตำหนักนภาปราณยุทธสำหรับเขาแล้ว ท่านปู่กับเสี่ยวอู๋ถือเป็คนสำคัญ
“พี่เฉิน เวลานี้ของทุกปีข้าจะมารอท่านที่นี่ข้าเชื่อว่าสักวันท่านจะต้องมาแน่ จากนี้อย่าทิ้งข้าไปอีกได้หรือไม่”สาวน้อยน้ำตาไหลริน กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น
“ทิ้งหรือ พูดอะไรของเ้า ข้าเข้ามาในตำหนักนภาปราณยุทธด้วยพร์ของตัวเองที่นี่จะเป็สถานที่ถีบตัวเองของข้า นับจากนี้ไปข้าจะสร้างตำนานชั่วนิรันดร์ขึ้นที่ดินแดนแห่งนี้หญิงงามมากมายจะต้องคลั่งไคล้เพราะการมาของข้า ศิษย์สายในหรือศิษย์สายตรงอะไรนั่นสุดท้ายก็ล้วนต้องอยู่ใต้เท้าข้าอยู่ดี เ้าที่จะเป็หนึ่งในผู้เฝ้ามองเื่พวกนี้จะร้องไห้ไปทำไมตอนนี้เ้าควรจะภาคภูมิใจสิ มา เ้าเด็กน้อย ยิ้มให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่”
จั่วเฉินคลี่ยิ้มสดใสความยากลำบากที่ผ่านมาทำให้เขายิ้มน้อยลง ทว่าพออยู่ต่อหน้าเสี่ยวอู๋ที่เป็เพื่อนเล่นั้แ่เด็กแล้วเขาก็สามารถแย้มยิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ ที่จริงแล้ว จั่วเฉินไม่ได้รู้ตัวเลยว่าหลังจากปลุกพลังสำเร็จตัวเขาก็สดใสขึ้นมาก
“ถุ้ย เลิกหลงตัวเองได้แล้ว!” สาวน้อยแหงนหน้ามองก่อนจะทุบมาที่หน้าอกของเขาทว่าใบหน้ากลับแย้มยิ้มด้วยความยินดี
“เ้าเด็กน้อยพอเห็นจั่วเฉินก็จำข้าไม่ได้แล้วหรือ”สตรีชุดขาวที่อยู่บนรถเข็นพินิจมองน่าหลันเสวี่ยอู๋ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มพร้อมแววตาอ่อนโยน
“แล้วก็พี่อวิ๋นด้วยเสี่ยวอู๋คิดถึงพี่ทุกวันเช่นกัน ดีเลย พวกเราจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันได้แล้ว”ใบหน้างามของน่าหลันเสวี่ยอู๋ขึ้นสีแดงระเรื่อ ก่อนจะรีบตรงไปทางรถเข็น
เพียงหญิงงามแย้มยิ้ม ศิษย์มากมายก็สติเลื่อนลอยทว่าเพียงครู่เดียว โทสะก็พลันพุ่งสูงอย่างรุนแรงราวกับจั่วเฉินได้กลายเป็ศัตรูคู่อาฆาตไปอย่างไรอย่างนั้น
“บ้าจริง เ้านั่นมันเป็ใคร”
“นี่...ทำไมเ้านี่ถึงสนิทกับน่าหลันเสวี่ยอู่ขนาดนี้”
ศิษย์จากสำนักเพลิงเซียนที่เตือนจั่วเฉินเมื่อครู่อ้าปากค้างยืนเหม่อมองเื่ที่เกิดขึ้นอยู่ด้านหลัง เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน มีศิษย์สายตรงสถานะสูงส่งผู้หนึ่งหมายปองน่าหลันเสวี่ยอู๋ทว่าทุกคนกลับได้เห็นเพียงสายตาเ็าของนางเท่านั้น
สนิทกับน่าหลันเสวี่ยอู๋ก็เื่หนึ่ง ทว่าคนอื่นๆเริ่มสังเกตเห็นสตรีที่นั่งอยู่บนรถเข็น แม้จะสวมใส่อาภรณ์เรียบง่ายและไม่ได้แต่งหน้าเติมชาดเลยก็ตามทว่ากลับไม่ได้ดูด้อยกว่าน่าหลันเสวี่ยอู๋เลยสักนิด
เ้านี่มันมีดีอะไรถึงทำให้สองหญิงงามห้อมล้อมเช่นนี้ได้
ขณะที่คนมากมายกำลังถกเถียงกัน ศิษย์เก่าหลายคนก็ลอบเบนสายตาไปยังอีกจุดหนึ่ง ที่ซึ่งปรากฏใบหน้าดำมืดของคนผู้หนึ่งกำลังจ้องเขม็งมาทางจั่วเฉิน สองมือของคนผู้นั้นกำหมัดแน่น
ราวกับรู้สึกได้ว่าการกระทำของตัวเองไม่สมควรชายหนุ่มจึงจัดการอารมณ์ของตนเองครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงมาทางจั่วเฉินและเสี่ยวอู๋
“ปล่อยนางเสีย”
เสียงทุ้มต่ำดังเข้าหูของจั่วเฉินไม่รู้ว่าข่มอารมณ์เอาไว้มากมายขนาดไหน