ไม่กี่นาทีต่อมารถตำรวจก็แล่นเข้ามาในหมู่บ้านเซิ่งลี่
มาถึงหน้าบ้านคุณปู่จ้าวอุ้มเซี่ยเฉินเฟิงออกมาอย่างระมัดระวังเซี่ยโม่ลงจากรถแล้วยื่นมือไปรับตัวน้องชาย
เด็กชายมีใบหน้าซีดขาวลมหายใจรวยริน ที่มุมปากยังมีคราบเลือดเปรอะอยู่ทุกคนที่เห็นเกิดความรู้สึกทั้งเศร้าทั้งเวทนา
หวางหมาจื่อนี่มันเดรัจฉานแท้จริงเพื่อธัญพืช ถึงกับทำร้ายเด็กห้าขวบจนอยู่ในสภาพนี้
ทุกคนเลื่อนสายตาไปยังตัวบ้านแม้จะผ่านการเก็บกวาดอย่างง่ายๆ แล้ว หากก็ยังเห็นร่องรอยของความเสียหายไม่น้อย
ตำรวจอดไม่ไหวยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกภาพเก็บเอาไว้
ขณะที่เซี่ยโม่กำลังอุ้มน้องชายขึ้นรถคุณปู่จ้าวก็ขึ้นรถเรียบร้อยแล้วเช่นกันรถตำรวจถึงค่อยแล่นออกจากหมู่บ้านมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาล
เมื่อมาถึงเซี่ยโม่กับคุณปู่จ้าวก็ลงจากรถ รีบวิ่งเข้าไปในโรงพยาบาล
เนื่องจากได้คุณปู่จ้าวคอยอธิบายอาการเซี่ยเฉินเฟิงจึงได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและถูกพาไปอยู่ห้องพักฟื้น
คุณปู่จ้าวมองเซี่ยโม่ที่มีสีหน้าร้อนใจ“ไม่ต้องกังวล น้องชายเธอไม่เป็นอะไรแล้ว กินยาอยู่โรงพยาบาลไม่กี่วันก็หายแล้ว”
เซี่ยโม่มองออกไปนอกหน้าต่างท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิท เธอเลยนึกขึ้นได้ว่าคุณปู่จ้าวยังไม่ได้กินข้าว
“อาจารย์รออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันไปซื้ออะไรมาให้กิน”
“นี่ก็เย็นมากแล้วร้านอาหารของรัฐกับร้านสหกรณ์ปิดหมดแล้ว เธอจะไปซื้อของกินที่ไหน”คุณปู่จ้าวถามอย่างเป็นห่วง
เธอตอบพร้อมยิ้มน้อยๆ“อาจารย์ ฉันมีวิธีค่ะ อาจารย์ไม่ต้องรู้หรอก”
เธอเดินออกจากโรงพยาบาลแล้วไปในจุดปลอดคนหยิบผ้าขนหนูสองผืน สบู่ จาน ถ้วยกระเบื้อง ช้อน และตะเกียบจากในโกดังสินค้าออกมา
เซี่ยโม่ไม่กล้าหยิบไส้กรอกจึงได้แต่หยิบขนมเค้กโบราณออกมา
ไม่เพียงแค่นั้นยังหยิบแอปเปิลซอสเนื้อ และลูกอมนมมาด้วย
ในโกดังสินค้ามีน้ำเปล่าเธอไม่กล้าหยิบออกมา ทว่าตอนนี้รู้สึกคอแห้งเหลือเกิน เธอมองสำรวจรอบๆเมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนจึงหยิบน้ำเปล่าออกมาขวดหนึ่งดื่มจนหมดขวดก็ใส่กลับเข้าไปในโกดังสินค้าเหมือนเดิม
เด็กสาวถือของทั้งหมดเดินกลับไปที่โรงพยาบาล
“อาจารย์กินอะไรก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำร้อนมาให้”
คุณปู่จ้าวตาโตมองของกินหลายอย่างที่เด็กสาวนำมาให้อย่างประหลาดใจ “เธอเจอคนรู้จักงั้นเหรอ”
เธอพยักหน้าพลางเอ่ยอย่างมีลับลมคมใน“ค่ะ ถ้าไม่เจอคนรู้จักจะซื้อของพวกนี้มาได้ยังไง ฉันก็แค่โชคดีเท่านั้น”
ตอนย้ายบ้านชายชราเห็นเซี่ยโม่หอบหิ้วของมามากมายภายในเวลาอันสั้น ในนั้นยังมีผ้าห่มทหารคาดว่าอีกฝ่ายคงมีคนรู้จักในตำบล
เขาไม่ได้ซักไซ้อะไรอีกอย่างรู้ความในเมื่อเด็กสาวไม่คิดจะอธิบายมากกว่านี้ เช่นนั้นเขาก็จะไม่ถาม
ไปไม่นานเซี่ยโม่ก็กลับมาพร้อมน้ำร้อนเธอนำขนมเค้กโบราณจุ่มลงไปในน้ำให้นิ่ม ก่อนจะป้อนใส่ปากให้น้องชาย
“อาจารย์รีบกินเถอะค่ะ วันนี้คงต้องกินแบบนี้ไปก่อน”
คุณปู่จ้าวกินขนมเค้กโบราณเข้าไปสองสามชิ้นแล้วดื่มน้ำร้อนตาม“แค่นี้ก็ไม่เลวแล้ว”
คงเพราะหิวมากเฉินเฟิงตัวน้อยเลยกินเข้าไปหลายคำ“พี่ อร่อยจังเลย”
เธอมองน้องชายด้วยความสงสาร“อร่อยงั้นก็กินเยอะๆ ที่นี่อยู่ไกลจากบ้าน พี่เลยหามาให้เราได้แค่นี้วันนี้กินขนมพวกนี้แก้ขัดไปก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะไปที่ร้านอาหารของรัฐไปซื้อของอร่อยมาให้เรากิน”
คุณปู่จ้าวเอ่ยถามอย่างสงสัย“โม่โม่ เรามีคูปองจัดสรรอาหารเหรอ”
คำถามของคุณปู่จ้าวทำให้เธอนึกถึงคูปองจัดสรรอาหารที่ซื้อมาจากพี่ซ่ง
“มีค่ะแล้วก็มีสำหรับซื้ออาหารที่เป็นเนื้อด้วย เอาไปใช้ซื้อที่ร้านอาหารของรัฐได้”เด็กสาวพยักหน้า
คุณปู่จ้าวพยักหน้ารับรู้“ซาลาเปาไส้เนื้อกับหมูน้ำแดงที่ร้านอาหารของรัฐรสชาติไม่เลว”
เซี่ยเฉินเฟิงตัวน้อยฟังแล้วดวงตาพลันเป็นประกายกลายร่างเป็นนักกินในทันที “พี่ครับ ผมอยากกินทั้งสองอย่างเลย”
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ไปซื้อให้วางใจเถอะ ระหว่างที่อยู่ที่นี่พี่จะให้เรากินได้เต็มที่”
พูดจบถึงค่อยคิดได้ว่าประโยคเมื่อครู่เหมือนให้ความหวังน้องชายลมๆ แล้งๆ อย่างไรก็ไม่รู้
ทว่าเด็กชายตัวน้อยไม่ได้คิดอะไรมากใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ขอบคุณครับพี่!”
ห้องที่เฉินเฟิงเข้าพักสามารถรองรับผู้ป่วยได้สี่คนซึ่งมีคนนอนเต็มทุกเตียง แม้เตียงจะแคบ แต่เธอก็สามารถขึ้นไปนอนด้วยได้สบาย
เธอหันไปพูดกับคุณปู่จ้าว“อาจารย์ เดี๋ยวฉันให้เงินอาจารย์สำหรับไปพักที่โรงแรมหนึ่งคืน อาจารย์อายุมากแล้วนอนอยู่ที่นี่คงไม่สบายตัว”
“นอนโรงแรมอะไรกันฉันมีเพื่อนอยู่ที่ตำบล ฉันไปขอนอนกับเหล่าหลี่สักคืนก็ได้เธอไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก”
เซี่ยโม่ทำท่าคิดอยู่ครู่ก่อนจะหยิบเงินคูปองจัดสรรอาหารสำหรับซื้อข้าวซื้อบะหมี่และคูปองสำหรับซื้อเนื้อหนึ่งกิโลกรัมออกมา แล้วยื่นให้ชายชรา
“อาจารย์ฉันรู้ว่าคุณไม่มีเงิน อาจารย์รับเงินกับคูปองนี้ไว้เถอะค่ะเผื่อได้ใช้หากคุณปู่หลี่ไม่อยู่บ้าน อาจารย์ก็ไปเปิดโรงแรมพักสักคืน”
คุณปู่จ้าวโบกไม้โบกมือปฏิเสธ“เฉินเฟิงเองก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน เธอเก็บเงินนี้เอาไว้เถอะ”
เธอยิ้มอย่างซุกซน“อาจารย์ อย่าลืมสิคะว่าเงินค่ารักษาเฉินเฟิง ฉันไม่ต้องออกสักหยวนเดียว”
“ได้ฉันรับไว้ก็ได้” คุณปู่จ้าวยิ้มพลางหัวเราะยอมรับเงินและคูปองจัดสรรอาหารไปในที่สุด
ความจริงเขาเองก็กลัวว่าจะหาเหล่าหลี่ไม่เจอเหมือนกันดึกป่านนี้แล้วจะให้นอนข้างถนนก็กระไรอยู่
เขาหันไปมองเฉินเฟิงเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ค่อยลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากโรงพยาบาลไป
เซี่ยโม่เดินออกไปส่งคุณปู่จ้าวระหว่างเดินกลับไปที่ห้องพัก เมื่อเห็นว่าตรงทางเดินไม่มีคนเธอหยิบถุงผ้าออกมาจากโกดังสินค้า ข้างในคือซาลาเปาและไส้กรอก
หลังจากเข้าไปในห้องพักเธอเอาถุงผ้าสอดไว้ใต้ผ้าห่มของน้องชาย ก่อนจะเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก
เฉินเฟิงตัวน้อยพยักหน้ารัวพร้อมกับยิ้มกว้าง
น้องชายเอาผ้าห่มคลุมจนมิดศีรษะผ่านไปครู่ใหญ่ถึงค่อยโผล่หน้าออกมา “พี่ อร่อยมากครับ”
เธอยิ้มน้องชายของเธอช่างน่ารักเหลือเกิน
“เฉินเฟิงในเมื่อตอนนี้ว่าง งั้นเดี๋ยวพี่สอนเลขให้เราดีไหม”
“ดีครับ”เฉินเฟิงพยักหน้า
เธอนำลูกอมนมออกมา“นี่คือเม็ดที่หนึ่ง เม็ดที่สอง และเม็ดที่สาม มีทั้งหมดสามเม็ด เรากินไปหนึ่งเม็ดจะเหลือกี่เม็ด”
เซี่ยเฉินเฟิงมองเธอราวกับเป็นคนสมองทึบ“ก็ต้องเหลือสองเม็ดสิครับ คำถามนี้มันง่ายไป”
เซี่ยโม่คิดขึ้นมาได้ว่าเฉินเฟิงของเธอเป็นเด็กฉลาด ต่อให้ไม่มีใครสอนก็ตาม
“งั้นเดี๋ยวพี่ถามยากหน่อยมีลูกอมนมทั้งหมดสิบเม็ด เราให้พี่มาหนึ่งเม็ด ให้คุณตาคุณยายคนละเม็ดจะเหลือลูกอมนมกี่เม็ด”
เด็กชายเอ่ยตอบออกมาทันที“เหลือเจ็ดเม็ด”
“เฉินเฟิงเรารู้ได้ยังไง” เซี่ยโม่มีสีหน้าตกตะลึง
เซี่ยเฉินเฟิงตัวน้อยพูดราวกับคำถามพวกนี้เป็นคำถามธรรมดาๆ“พี่ครับ คำถามง่ายๆ แค่นี้อย่าเอามาทดสอบผมเลย”
เธอคิดคำถามใหม่เพื่อลองทดสอบต่อ
“ยังคงมีลูกอมนมสิบเม็ดเหมือนเดิมเรากินไปสองเม็ด หายไปสามเม็ด ให้พี่มาสองเม็ด จะเหลือลูกอมนมกี่เม็ด”
“สามเม็ด”
น้องชายตัวน้อยขมวดคิ้ว“พี่ ถามคำถามที่ยากกว่านี้หน่อยไม่ได้เหรอครับ นี่เหรอที่เรียกว่าทดสอบ”
เธอค้นพบว่าตัวเลขที่อยู่ในจำนวนไม่เกินสิบน้องชายของเธอสามารถบวกลบได้ไม่มีปัญหา เธอจึงเพิ่มความยากขึ้นอีกเล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้นแล้วถ้าที่บ้านเรามีไก่สามตัว กระต่ายแปดตัว ไก่มีสองขา กระต่ายมีสี่ขารวมทั้งหมดจะมีกี่ขา”
“พี่ครับผมว่าคำถามนี้มันมีปัญหา หมู่บ้านเราให้เลี้ยงกระต่ายได้ซะเมื่อไร”
“พี่ผิดเองแหละ”
เธอยิ้มอย่างยินดีอยู่ในใจน้องชายของเธอไม่เพียงฉลาด หากยังมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอีกด้วยทั้งที่เป็นเช่นนี้แต่แม่เลี้ยงกลับพูดขาวให้เป็นดำ ชอบบอกว่าน้องชายเธอโง่เขลา