ตอนที่ 3 เป็ห่วง
วันต่อมา เจียงฉือตื่นั้แ่เช้าตรู่หาก้าที่จะใช้ชีวิตให้ได้ดังใจละก็ เป็ไปไม่ได้เลยที่จะอยู่โดยไม่มีเงิน เขาตัดสินใจแล้วว่าหากวันไหนมีเวลาจะลองคิดหาลู่ทางในการหารายได้สุดท้ายเขาก็คิดมาตลอดทางจนมาถึงห้องเรียนโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เพิ่งจะถึงชั้นเรียน เจียงฉือก็เห็นเด็กหนุ่มนอนฟุบอยู่บนโต๊ะกลุ่มเส้นผมอ่อนนุ่มราบไปบนศีรษะอย่างเงียบสงบ เมื่อลองสังเกตกู้ชวนอย่างละเอียด ก็เห็นได้ชัดเจนว่าร่างกายของเด็กหนุ่มนั้นกำลังสั่นระริกบางทีอาจจะเป็เพราะพวกเรามีโชคชะตาที่คล้ายคลึงกัน ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อตรวจดูอีกฝ่าย
“กู้ชวน” เจียงฉือร้องเรียกพลางใช้มือเขย่าตัว ััร้อนผ่าวส่งผ่านมายังกลางฝ่ามือเจียงฉือสังเกตได้ถึงความผิดปกติ คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะค้างคืนอยู่ที่นี่ั้แ่เมื่อวานถึงแม้ตอนนี้จะไม่ใช่่ที่อากาศหนาว แต่เมื่อคืนฝนตกทั้งคืน และบนร่างของเด็กหนุ่มก็มีเพียงเสื้อเชิ้ตเนื้อบางสวมอยู่ชั้นเดียว
คิดได้ดังนี้ เจียงฉือก็เพิ่มแรงที่ฝ่ามือเขย่าตัวเขา“กู้ชวน กู้ชวน” กู้ชวนสะลึมสะลือขึ้นมาเพราะถูกเสียงเรียกอย่างร้อนใจนั้นปลุกให้ตื่นทว่าพอเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ก็พบว่ามีดวงตาใสกระจ่างคู่หนึ่งสบเข้ากับสายตาของตน
ดวงตาคู่นั้นใสสะอาดมาก กู้ชวนรู้สึกว่าใน่เวลาที่ได้สบตากันนั้นเป็่เวลาที่ดีที่สุดทว่าความกังวลที่ฉายชัดในนั้น เป็เพราะตัวเขางั้นเหรอ หลังจากที่กู้ชวนคิดดังนั้นก็ส่ายหัวปฏิเสธทันทีเขาค่อยๆ ได้สติกลับมา เมื่อสังเกตเห็นว่ามือของเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังแตะอยู่บนร่างกายของเขาหลังจากที่มึนงงอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ออกแรงสะบัดมือของอีกฝ่ายทิ้งไปทันที เขาในตอนนั้นไม่รู้เลยว่าตนเองจะถลำลึกเพราะดวงตาคู่หนึ่งตรงหน้าและไม่รู้หรอกว่าอนาคตเขาจะตกหลุมรักเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ ทั้งยังรักอีกฝ่ายจนให้ความสำคัญมากกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก
การกระทำที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของกู้ชวนทำให้เจียงฉือตั้งตัวไม่ทันมือของเขาจึงถูกสะบัดไปกระแทกกับข้างโต๊ะอย่างแรง ทันใดนั้นความเ็ปก็แล่นขึ้นมารู้สึกเจ็บเสียจนเจียงฉือน้ำตารื้น พริบตาเดียวเขาก็เห็นว่ากู้ชวนฟุบหลับไปอีกแล้วเขานวดคลึงมือของตนเองอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะหยิบเศษเหรียญในกระเป๋าเสื้อออกมา เอาเครื่องแบบนักเรียนคลุมร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้าเอาไว้ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องเรียน
กู้ชวนที่อยู่ในห้วงความฝันค่อยๆรับรู้ถึงััเย็นๆ บริเวณหน้าผาก เขาจึงยกมือขึ้น ทว่ากลับพบว่าบนตัวมีเครื่องแบบนักเรียนคลุมอยู่กลิ่นเย็นสดชื่นของสบู่โชยมา ทำให้ความรู้สึกว้าวุ่นใจสงบลงอย่างช้าๆ เมื่อมือของเด็กหนุ่มััเจอแผ่นเจลลดไข้ที่แปะอยู่บนหน้าผากพลันรู้สึกงุนงง…
“เอ๊ะ น้องชาย ทำไมมือนายถึงบวมแบบนั้นล่ะ!” หวังฉิงถามขึ้นอย่างเป็ห่วงเมื่อบังเอิญเหลือบไปเห็นมือขวาของเจียงฉือเข้าเนื่องจากยังอยู่ในคาบเรียนด้วยตัวเอง[1] และเสียงของหวังฉิงก็ดังมากเพื่อนร่วมชั้นจึงหันมามองทางพวกเขากันหมด “ไม่มีอะไรหรอกแค่ไม่ระวังเลยไปชนอะไรเข้าเท่านั้นเอง เบาเสียงลงหน่อยสิ”
แน่นอนว่ากู้ชวนเองก็ได้ยินเสียงของหวังฉิงเช่นกันเขามองเด็กหนุ่มผมสั้นเป็ระเบียบสีดำสนิทที่อยู่ข้างกายหวังฉิงคนนั้นอย่างเงียบๆ ก่อนจะก้มลงมองเครื่องแบบนักเรียนในมือตนเองอีกครั้ง…
“เจียงฉือ แม่ฉันให้ฉันไปเอาของที่บ้านยายตอนเที่ยงน่ะ กลางวันนี้คงกลับบ้านพร้อมนายไม่ได้ฉันให้หลี่เวยกลับกับนายแทนแล้วกัน” เจียงฉือไม่ค่อยชอบเข้าสังคมกับคนอื่นอยู่แล้วจึงส่ายหัวปฏิเสธพลางพูดว่า “ไม่ต้องหรอก ฉันกลับเองได้…”
ติ๊งต่อง…เสียงออดดังหลังเลิกเรียน เมื่อหวังฉิงกับเจียงฉือกล่าวลากันเรียบร้อยก็รีบออกมาจากห้องเรียนเจียงฉือเห็นกู้ชวนยังคงนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง จึงเดินเข้าไปหาชายหนุ่มอย่างกล้าๆ กลัวๆก่อนจะพูดว่า “กู้ชวน…นายช่วย…เอ่อ…ฉัน…” เจียงฉือพูดสลับกันมั่วไปหมด ชี้ไปทางกู้ชวนทีชี้มาที่ตัวเองทีสุดท้ายก็ได้แต่หัวเราะอย่างเก้อๆ สายตาจับจ้องไปที่เครื่องแบบนักเรียนบนตัวเขา
กู้ชวนเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ทำตัวไม่ถูกก่อนจะวางเครื่องแบบนักเรียนที่ตนพาดไว้บนไหล่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยตลอดทั้งเช้าลงบนโต๊ะเจียงฉือหยิบเครื่องแบบขึ้นมา ก่อนจะยิ้มอย่างดีใจ กู้ชวนมองเด็กหนุ่มหน้าตาน่ามองตรงหน้าดวงตาสีน้ำตาลนั้นคล้ายกับจะส่องสว่างได้ รอยยิ้มของเขาสดใสมาก เจียงฉือในชาติก่อนแทบจะไม่เคยมีรอยยิ้มแบบนี้เลยบางทีอาจเป็เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่สองนี้ดูจะราบรื่นไปเสียหมด รอยยิ้มบนใบหน้าจึงค่อยๆปรากฏให้เห็นมากขึ้นตามไปด้วย
“เจียงฉือ นายจะไปหรือไม่ไปเนี่ย” หลี่เวยเดินมาลากเจียงฉือออกไปอย่างใจร้อน…
กู้ชวนยังคงหลงอยู่ในภวังค์รอยยิ้มของเจียงฉือกระทั่งเด็กหนุ่มเดินจากไปไกลแล้ว เขาถึงได้เตะม้านั่งแล้วเดินออกจากห้องเรียนไปอย่างงุ่นง่าน
“เจียงฉือ นึกไม่ถึงเลยว่านายจะไปคุยกับกู้ชวนได้น่ะ เขาถูกโรงเรียนมัธยมอันดับสามไล่ออกหลังจากนั้นพ่อเขาก็เลยต้องยัดเงิน เขาถึงได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนมัธยมอันดับสองของเรา”หลี่เวยเอ่ยด้วยความรังเกียจ
“ใช่ แถมฉันยังได้ยินมาอีกว่าพ่อของเขาน่ะมีชู้ ส่วนแม่ก็ป่วยทางจิตเด็กที่อยู่กับผู้ป่วยทางจิตมาั้แ่เล็ก จะโตมาอย่างปกติได้ยังไง”ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ข้างหลี่เวยเอ่ยขึ้นอย่างคล้อยตาม “อีกอย่างนะ ตัวเขาเองก็เป็โรคหวาดระแวง ทั้งยังฉุนเฉียวง่ายมาก ไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับเขาเลยได้ยินมาว่าไม่กี่วันก่อนเขาตีกับหัวหน้าแก๊งอันธพาลจนเข้าโรงพยาบาลด้วย…”
“พอแล้ว” เจียงฉือตัดบทหลายๆ คน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า“ฉันมีธุระต่อ ขอตัวก่อนนะ” ชาติก่อนเขาเองก็เป็คนที่ถูกผู้คนชี้นิ้วใส่ถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว และไม่มีใครคิดจะเข้าใจเขาแบบนี้เช่นกัน อีกทั้งเจียงฉือยังตระหนักถึงความจริงของประโยคที่ว่า‘ตอนที่หิมะถล่ม ไม่มีเกล็ดหิมะใดไร้ความผิด[2]’ ได้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/2950e7d742c903d7a687d9b0ce2dfde8
[1] ระบบการศึกษาของจีนจะมีคาบเรียนด้วยตัวเองให้นักเรียนได้ใช้เวลาในการทบทวนและหาความรู้เพิ่มเติมขณะอยู่ในโรงเรียน
[2]เวลาที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง โดยมีที่มาจากการร่วมกันกระทำของคนหลายคนเมื่อมีการมองหาผู้รับผิดชอบ คนเ่าั้มักจะปัดความผิดให้พ้นตัว ทั้งที่ไม่ว่าจะมีส่วนร่วมมากหรือน้อยก็ล้วนแล้วแต่มีความผิดด้วยกันทั้งสิ้น