หลี่ชิงเฉินปรายหางตา รับรู้ถึงใครบางคนที่รุดเข้าประชิดด้านข้าง เอี้ยวกายวาดฝ่ามือซ้ายสับเฉียงเยื้องสูง กระแทกเข้ากลางพัดของอีกฝ่าย ที่ยกต้านรับไว้อย่างเท่าทันกัน ซึ่งหากมิมีพัดเล่มนั้นเป็โล่กำบัง บริเวณที่สันมือปะทะ ก็คงเป็คอหอยอีกฝ่ายไปแทนเสียแล้ว
ปฏิกิริยาตอบสนองอันรวดเร็วไร้ช่องว่างของหลี่ชิงเฉิน ไม่รอดพ้นจากสายตาของกุยเหอ
ฉางขู่กงจื่อลอบยิ้มหลังแกล้งสำเร็จ โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังพัด
หลี่ชิงเฉินใบหน้าเรียบนิ่ง ละฝ่ามือลง กะแล้วเชียวว่าคนเล่นพิเรนทร์เช่นนี้ ก็มีแค่คุณชายผู้ว่างเหลือล้น
ฉางขู่กงจื่อชูมืออีกข้างซึ่งกำถุงเงินอยู่ วางลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าชื่นมื่น หันไปกล่าวกับสมาชิกพรรคบิดเบือนบัญญัติ
“พี่ชายทั้งหลาย ข้าขอเลี้ยงน้ำชาพวกท่านแทนคำขอบคุณที่สละเวลาคุยเป็เพื่อนเขา” คุณชายผู้เสพทุกข์มองหลี่ชิงเฉิน “แต่ตอนนี้ข้าคงต้องพาตัวสหายที่ไม่รู้ความของข้าคนนี้ไปก่อนแล้วล่ะ”
ลูกสมุนพรรคใต้ดินหยิบถุงเงินไปเขย่า ๆ ตาโตเพราะน้ำหนักที่ไม่อาจคาดคะเน ว่าในนั้นมีเงินมากเท่าใดกันแน่ ตามด้วยเอ่ยแซวหลี่ชิงเฉิน
“นึกว่าเ้าตัวคนเดียวเสียอีก ที่แท้ก็มากับสหาย ทั้งยังเป็คุณชายผู้มั่งคั่งเสียด้วย”
“เ้านี่ไม่ใช่…”
หลี่ชิงเฉินยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ถูกคุณชายผู้เสพทุกข์ที่ยิ้มหวาน คล้องแขนลากไปบริเวณปีกซ้ายของหอน้ำชาโดยไม่ปล่อยให้ทัดทาน
หลี่ชิงเฉินหน้าเจื่อน โค้งศีรษะอำลา ก่อนหันจ้องฉางขู่ เอ่ยเสียงเล็ดรอดไรฟัน
“ทำบ้าอะไรของเ้ากัน”
“เ้าสิเสียสติไปแล้ว วัน ๆ วาดแต่ต้นไม้ใบหญ้าจนสมองเลอะเลือนหรือไร ถึงไปสมาคมกับพวกเขา สำนวนว่าไว้น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง หรือเ้าไม่ถือสาที่จะคบค้าแม้แต่ฝ่ายพรรคใต้ดิน กลุ่มโจร หรือกลุ่มมือสังหาร?” ฉางขู่เหวี่ยงจอมเสรีลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ว่างอยู่พอดี ในบรรดาหมู่โต๊ะขนาดใหญ่ ท่ามกลางจอมยุทธ์มากมายที่กำลังล้อมวงชุมนุมกัน
“เหตุใดจะไม่ได้?” จิตรกรหนุ่มสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ก่อนจะหันไปมองคนอื่น ๆ ในโต๊ะ
จอมยุทธ์กว่าสิบคนแน่นิ่งอย่างทำตัวไม่ถูก ยามเห็นคนทั้งสองที่กำลังทะเลาะกัน จู่ ๆ โผล่ก็พรวดพราดเข้ามากลางวงสนทนาอย่างอุกอาจ
หลี่ชิงเฉินรีบผงกศีรษะอย่างเกรงใจ “รบกวนแล้ว รบกวนแล้ว”
จอมยุทธ์ท่านอื่นผายมือต้อนรับ ไม่ถือสา “เชิญ เชิญ คนเยอะก็ครึกครื้นไปอีกแบบ”
ฉางขู่นึกเย้ยหยันในใจ ดูท่าทียืนยังไม่มั่นคง โซซัดโซเซของเ้าจิตรกรนี่สิ ยังไม่รู้จักประมาณตน กล้าเข้าไปพัวพันกับผู้ที่ร้อยไม่ควรพันไม่ควรยุ่งอีก
หลี่ชิงเฉินจิ๊ปาก เลิกคิ้วถามคนจุ้นจ้าน
“แล้วเ้ามาทำอะไรที่นี่”
“ข้าก็มาตามหาสิ่งสำคัญของเ้าอย่างไรล่ะ” ฉางขู่ก้มลงกระซิบ “ข้าขึ้นไปข้างบนมาแล้ว และช่วยยืนยันได้ว่ามันอยู่ที่นี่”
หลี่ชิงเฉินหันขวับ สบตาฉางขู่ที่ขยิบตาพร้อมยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา ก่อนจะเบี่ยงกายมองข้ามไหล่อีกฝ่าย มุ่งตรงไปยังโถงปีกซ้ายของหอน้ำชา เมื่อลองคำนวณจากทิศทางที่คุณชายผู้เสพทุกข์เดินมาหาตน ย้อนรอยกลับไปก็เป็ทิศทางของห้องที่มีม่านกั้นไว้ ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเพิ่งก้าวออกมาจากสถานที่แห่งนั้นเป็แน่
คิดดูแล้ว หากเป็เื่ของยุทธภพ เมื่อก่อนเขาเองค่อนข้างจะรู้เยอะพอสมควร แต่กับหอน้ำชาเก้ามงคลนี้ ก่อตั้งมาเมื่อใด ตั้งอยู่ที่ใด กลับไม่รู้สักข้อ อาจเพราะั้แ่เริ่มพเนจร เขาก็ไม่ค่อยข้องแวะกับเื่ต่าง ๆ มากนัก ทั้งไม่มีเหตุผลให้แวะเวียนมา
เื่เล่าเกี่ยวกับหอน้ำชาเก้ามงคลที่แว่วเข้าหูบ่อยครั้ง มิพ้นสถานะแหล่งข่าวกรอง ทว่าในยุทธภพอันกว้างใหญ่ ที่ใดที่มีผู้คนพลุกพล่าน ที่นั่นย่อมมีข่าวสารไหลเวียนอยู่ มิใช่เื่แปลกใหม่ แต่พอได้ยินคำว่า ‘ขึ้นไปข้างบนมาแล้ว’ จากปากคุณชายผู้เสพทุกข์ ผนวกกับแเื่ที่มาเยือน ทั้งที่ส่วนมากต่างก็มีหูตาของตน แต่ก็ยังแวะเวียนมาไม่ขาดสาย จึงพออนุมานได้ว่าหอแห่งนี้ ย่อมมีความน่าเชื่อถือเป็อันมาก ถึงกับยังมีขั้นตอนลึกลับ เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวที่้านั้น
ขณะเดียวกัน พลันเกิดเสียงเอะอะโวยวายลั่น พร้อมร่างของบุรุษจากสำนักฝึกสัตว์ปีศาจที่ถูกโยนลงมา จากชั้นบนสุดของหอน้ำชา
“พวกเ้ากล้าโยนข้าลงมา!” จอมยุทธ์ผู้นั้นโอดครวญ โชคดีที่อาศัยจังหวะก่อนร่างกระแทกพื้น ใช้วิชาตัวเบา ผ่อนกายรอดจากการาเ็มาได้ พอถลันกายลุกขึ้น ก็ชี้หน้าด่ากราดฝ่ายตรงข้ามยืนที่อยู่้าทันที
สตรีสองนางในชุดคลุมสีดำ สวมหน้ากากแมวทมิฬ ทอดสายตาลงมองผู้โวยวายจากระเบียงชั้นบนสุด โดยหาได้ใส่ใจต่อเสียงรบกวนนั่น
เหตุการณ์ก่อนหน้า ณ ห้องเจรจาลับ ตำหนักสดับสหัสสาสน์
“คัมภีร์รึ? อย่าหวัง! บอกที่ซ่อนตัวของภูติแมวขาวมา!” บุรุษจากสำนักฝึกสัตว์ปีศาจวางมาดกร่าง
ผู้ดูแลฝ่ายขวา ปริปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“คิดจะทำการค้ากับพวกเรา มีกฎอยู่สองข้อ หนึ่งไม่ถามสาเหตุ ต้องทำเื่ไหว้วานให้สำเร็จ สองต้องมีสิ่งที่คู่ควรมาแลกเปลี่ยน หากไม่ทำตามเงื่อนไข…ส่งคัมภีร์วิชากายาจำแลงลักษณ์ของสำนักฝึกสัตว์ปีศาจมา เ้าก็ไม่มีคุณสมบัติ”
“นั่นเป็คัมภีร์ที่เ้าสำนักใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อศึกษา ข้อเรียกร้องของพวกเ้าชักจะมากเกินไปแล้ว!”
“เช่นนั้น ก็เชิญไสหัวไป!”
ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายยิ้ม ก่อนซัดฝ่ามือใส่ร่างของบุรุษสำนักฝึกสัตว์ปีศาจผู้นั้นเต็มแรง จนร่างของมันปลิวทะลุออกจากรัศมีค่ายกลพรางตา มาโผล่พ้นขอบระเบียง ร่วงตกสู่พื้นหอน้ำชาตามระเบียบ
ฉางขู่กงจื่อเงยมอง ดูเหมือนสตรีสองนางนี้ ก็คือผู้ดูแลฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาแห่งตำหนักสดับสหัสสาสน์ ที่เขาพบก่อนหน้าในค่ายกล
ชายฉกรรจ์ท่าทางแข็งกระด้าง หนึ่งในบริวารของกุยเหอ ตบโต๊ะพลางเดินออกมาประจันหน้าด้วยอีกคน
“พวกเ้ามาได้เสียที พี่ใหญ่ของข้าส่งข้อเสนอไปตามกฎ แล้วยังนั่งรอมาหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาประมุขหอของเ้า อย่าลืมว่าพวกข้าพรรคบิดเบือนบัญญัติ ไม่สนกฎเกณฑ์ สนแต่ผลลัพธ์ ถ้าไม่ยังไม่โผล่หัวออกมาอีก พวกข้าจะพังหอน้ำชานี่ซะ!”
มู่ไป๋หลิงที่กำลังประชุมกับเสี่ยวซานและเสี่ยวลิ่ว หันไปมองตามเสียง พบว่าผู้ก่อเื่กำลังถามหาตนอย่างมิไว้หน้าผู้ใด ท่าทางจะสร้างความวุ่นวายขึ้นในไม่ช้า
‘พวกเ้าทุกตัว รีบหลบไปก่อน’
แมวทุกตัวในร้านฟังคำสั่ง พากันกรูวิ่งหนีไปหลบภัยด้านหลังหอน้ำชา
จากที่ได้รับสาสน์ข้อเสนอของพรรคบิดเบือนบัญญัติก่อนหน้า มู่ไป๋หลิงจึงสรุปได้ว่าคนของพรรคใต้ดินสองฝ่าย ต่างมาเพื่อจุดประสงค์แตกต่างกัน
สำนักฝึกสัตว์ปีศาจ ้าตามหาภูติแมวขาวเก้าชีวิตที่หนีไป เพื่อวิชาต้องห้ามมนต์อายุวัฒนะ เื่นี้ นางซึ่งเคยตกเป็เหยื่อของการทดลองอันเลวร้าย ย่อมรู้ดีแต่แรก
ส่วนพรรคบิดเบือนบัญญัติ ครานี้มาเพื่อสืบหาข่าวคราวของเทพกระบี่ เ้ายุทธจักรฝ่ายคุณธรรมที่หายสาบสูญ แม้แปดปีมานี้ไม่เคยลดละความพยายามในการตามหามาโดยตลอด แต่สาเหตุที่ทำให้เป็เื่ใหญ่วุ่นวายเช่นนี้ คงเพราะแรงกระเพื่อมสำคัญ จากข่าวคราวที่กำลังแพร่สะพัดด้านนอก ทำให้พวกเขายิ่งร้อนรน เร่งหาตัวเทพกระบี่ผู้นี้ให้เจอก่อนฝ่ายอื่น เพื่อตัดรากถอนโคนฝ่ายคุณธรรมให้สิ้นซาก
แน่นอนว่า… นางไม่ยอมให้พวกมันสักตัวที่คิดชั่วได้สมปรารถนา
จอมยุทธ์คนหนึ่งในหมู่โต๊ะเอ่ยกระซิบ
“คนที่โดนโยนลงมาเป็คนของสำนักฝึกสัตว์ปีศาจ อีกคนที่กำลังโวยวายก็คนของพรรคบิดเบือนบัญญัติ”
ฉางขู่ยกพัดป้องปาก กระซิบกับหลี่ชิงเฉินด้วยอีกคน
“เห็นหรือไม่ หากข้าไม่พาเ้าออกมาก่อน ป่านนี้คงโดนลากเข้าไปพัวพันด้วยแล้ว”
จอมยุทธ์อีกคนในหมู่โต๊ะกล่าวเสริม
“ฝ่ายพรรคใต้ดินในเวลานี้เละเทะไปกันใหญ่ พรรคพวกมากยากควบคุม บางคนก็อาศัยอำนาจชื่อเสียงพรรคทำเื่งามหน้าไปทั่ว ไม่รู้จักเกรงกลัวฟ้าดิน”
“ไม่คิดเลยว่าในวันที่ท่านเ้าสำนักเจิ้งชี่(ปราณเที่ยงธรรม)ไม่อยู่แล้ว แปดสำนักใหญ่ฝ่ายคุณธรรมเสื่อมถอย ยุทธภพจะเดินมาถึงจุดนี้ หากต่อไปจะต้องฝากความหวังไว้ที่ผู้ใด คงมีเพียงอนุชนรุ่นหลังเช่นกระบี่อรุณวสันต์บงกชแล้วกระมัง”
“กระบี่อรุณวสันต์บงกชแห่งเขาอี้ซีจง(หนึ่งลมหายใจ) นับว่าเป็ยอดฝีมือเก่งกาจที่สุดในฝ่ายสำนักคุณธรรมในเวลานี้จริง แต่อย่างไรก็ยังเยาว์วัยนัก แม้ก้าวไปถึงระดับครึ่งขั้นปรมาจารย์ ก็ถือว่ายังเป็รองโยวเสวียนหาน ยากจะต่อกรกับเขาที่เป็ถึงปรมาจารย์ได้ ส่วนอีกสองท่าน ปรมาจารย์ค่ายกลและเซียนปราชญ์ ต่างก็ละทางโลก ฝักใฝ่การบ่มเพาะจิติญญา ไม่สนใจการแก่งแย่งชิงดีในยุทธภพ ในบรรดาสี่ปรมาจารย์ ผู้ที่ต่อกรกับโยวเสวียนหานและสามารถกำจัดเภทภัยได้ ั้แ่แปดปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ก็ยังมีเพียงเทพกระบี่หลี่เจี้ยนชิงเท่านั้น…”
เหล่าจอมยุทธ์ฝ่ายคุณธรรมสนทนากันอย่างทอดถอนใจ
“บางครั้ง ข้าก็อดนึกไม่ได้ว่าเขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่และรอวันกลับมาชำระยุทธภพที่โสมมนี้”
ขณะที่บทสนทนาทวีความตึงเครียด หลี่ชิงเฉินกลับเอื้อมมือออกไปหยิบกาน้ำชาตรงหน้า ยกขึ้นรินใส่จอกอย่างใจเย็น พลางสูดดมกลิ่นหอมผ่อนคลายที่อบอวล วางตัวนอกวงสนทนา
จอมยุทธ์หนุ่มที่น่าจะเป็ศิษย์ของบรรดาผู้าุโในโต๊ะสักท่าน มองท่าทีไม่สนโลกของหลี่ชิงเฉินอย่างประหลาดใจ
“สหายท่านนี้ คงไม่ค่อยสนใจเื่ราวในยุทธภพกระมัง ถึงได้ดูไม่ทุกข์ร้อนกระไร”
หลี่ชิงเฉินประมวลผลชั่วครู่
“คือว่า…” เขาวางกาน้ำชาลง กล่าวอย่างตรงไปมา “สำหรับข้า อดีตล้วนเป็ดั่งควัน… หากผู้คนในยุทธภพยามเผชิญวิกฤตตรงหน้า แต่กลับเฝ้ารอปาฏิหาริย์จากคนในอดีตผู้เดียวที่มิรู้ว่าอยู่หรือตาย ยุทธภพในยามนี้ ก็คงไม่ควรค่าให้สนใจแล้วจริง ๆ ”
เหล่าผู้ที่ร่วมโต๊ะได้ยินคำพูดดังนั้นของหลี่ชิงเฉิน ก็พากันก้มหน้าก้มตา รู้สึกละอายใจ ด้วยคำพูดประโยคนี้มิได้กล่าวผิดเลยแม้แต่น้อย จริงดังว่า ยุทธภพในเวลานี้ช่างหมดหนทางและไร้อนาคต ผู้คนในยุทธภพก็ยิ่งยากเยียวยาแล้วเช่นกัน
ฉางขู่กงจื่อโบกพัดเข้าหาตัว ราวกับจะพัดนำบรรยากาศรอบ ๆ เข้าไปในกาย
“ความทุกข์อบอวล… ทะเยอทะยานก็ทุกข์ ไร้กำลังก็ทุกข์ จิตใจของข้าจดจำความสิ้นหวังที่เผชิญในยุทธภพในวันนี้ได้แล้ว”
หลี่ชิงเฉินส่ายศีรษะระอา จากนั้นจึงยกจอกชาขึ้นจิบ ก่อนใสะดุ้ง น้ำชากระฉอกออกจากจอก เมื่อฉางขู่โพล่งประโยคต่อไป
“หากเป็ข้า… แทนที่จะยึดติดกับความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ไม่สู้กลายเป็เ้ายุทธจักรคนใหม่เสียเอง และทำในสิ่งที่หลี่เจี้ยนชิงทำไม่ได้ให้ดู!”
จอมยุทธ์ที่ร่วมโต๊ะเบิกตา มองคำกล่าวที่เหมือนจะกล้าหาญชาญชัยและอวดดีไปพร้อมกัน
“ท่านจอมยุทธ์น้อย ช่างมีปณิธานยิ่งใหญ่สมกับเป็วัยดรุณ”
ภายนอกแม้กล่าวคำชื่นชม หากทว่าในใจของพวกเขาล้วนตระหนักถึงความเป็จริงได้ดี
การไปยืนอยู่ในจุดเดียวกับเทพกระบี่ผู้องอาจ ไม่หวั่นเกรงสิ่งใดได้นั้น จะมีสักกี่คนที่ทำได้กันเล่า…