เหอจิ่วเหนียงได้ยินเช่นนี้ก็วางใจ เดิมทีนางเป็นกังวล กลัวว่าอาจารย์คังจะแยกชั้นเรียนโดยยึดตามอายุ หากเป็นเช่นนั้นนางเกรงว่าจะทำให้การเรียนของเด็ก ๆ มีปัญหา
“เช่นนั้นข้าจะส่งเด็ก ๆ เข้าศึกษาสามคน ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนวันนี้เลยหรือไม่?”
วาจาของหญิงสาวชาวบ้านดึงดูดความสนใจผู้คนที่อยู่โดยรอบ ทุกคนหันมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาใคร่ครวญ ชาวบ้านส่วนมากส่งเด็กในครอบครัวเรียนหนังสือได้สักคนก็นับว่ามีกำลังความสามารถมากแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสำหรับเด็กคนหนึ่งสูงจริง ๆ แต่สตรีชาวนาผู้นี้กลับพูดออกมาได้ง่าย ๆ ว่าจะส่งเด็กเข้าเรียนถึงสามคน!?
ดูจากสภาพการแต่งกายของนางไม่ต่างอะไรกับขอทานเลย จะส่งเด็กเรียนถึงสามคนได้อย่างไรกัน?
สตรีผู้นี้มีนิสัยพูดจาส่งเดชกระมัง!
คังซิ่วไฉไม่ได้คิดเหมือนทุกคน เขารู้สึกว่าการที่ครอบครัวสตรีผู้นี้ยอมส่งบุตรหลานเข้าศึกษาถึงสามคนช่างเป็นเรื่องที่น่านับถือยิ่ง ได้ยินนางถามเช่นนี้ก็คิดว่านางคงไม่ได้นำเงินติดตัวมา จึงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม “สมัครไว้ก่อน วันที่มาส่งเด็ก ๆ ค่อยจ่ายก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงกลับปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ข้าเอาเงินมาแล้ว สามคนรวมกันเป็นหกตำลึงใช่หรือไม่?”
คังซิ่วไฉพยักหน้า หญิงสาวจึงควักถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ นำเงินหกตำลึงออกมาวางบนโต๊ะ กระนั้นถุงเงินของนางยังคงนูนป่อง เห็นได้ชัดว่าภายในยังมีเงินอีกไม่น้อย
ทุกคนตกตะลึงอีกครั้ง ผู้หญิงคนนี้พกเงินติดตัวออกจากบ้านมามากเพียงใดกันแน่!
คังซิ่วไฉรับเงินมา ก่อนยกพู่กันขึ้น “ทิ้งที่อยู่และชื่อเด็ก ๆ เอาไว้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น”
“อยู่หมู่บ้านอันผิง เด็กคนโตชื่อลู่จื่อเหลย รองลงมาชื่อลู่จื่อเจี๋ย ส่วนอีกคนเป็นลูกของน้องสาวข้า ชื่อจางหูจื่อ”
คังซิ่วไฉมองสตรีตรงหน้าด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย กระทั่งรู้ตัวว่าตนเสียมารยาทแล้วจึงจะละสายตากลับมา
ส่วนฝูงชนล้วนตกตะลึงจนตาค้างไปแล้ว ที่นี่เป็นเพียงอำเภอเล็ก ๆ อำเภอหนึ่ง ทุกคนตั้งชื่อลูกกันง่าย ๆ แต่ครอบครัวนี้กลับตั้งชื่อได้ไพเราะยิ่งนัก! ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย มีเพียงหูจื่อที่ยังฟังดูเป็นชื่อปกติหน่อย
หรือว่าในครอบครัวของนางจะมีบัณฑิตอยู่?
แต่หากมีบัณฑิตอยู่จริง คงไม่มีทางปล่อยให้เด็กอายุสิบเอ็ดปีขาดการศึกษาขั้นต้นหรอกกระมัง
เหอจิ่วเหนียงสงสัยว่าคนเหล่านี้จ้องมองตนด้วยเหตุใด จึงหันไปถามสตรีที่อยู่ข้าง ๆ “หน้าข้ามีอะไรเลอะหรือไม่?”
สตรีผู้นั้นก็กำลังมองนางตาค้างเช่นกัน เมื่อถูกถามจึงได้สติกลับมาและเกิดอาการประดักประเดิด
คังซิ่วไฉเอ่ยออกมาคล้ายเป็นการถามแทนทุกคน “ชื่อของลูกหลานตระกูลลู่ของเจ้าสองคนนั้นไพเราะทีเดียว”
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจแล้ว จึงอธิบายแบบขอไปที “อ๋อ พ่อสามีของข้าเคยเป็นหน่วยลาดตระเวนสมัยหนุ่ม ๆ พอมีความรู้ประสบการณ์บ้าง ก็เลยตั้งชื่อให้หลาน ๆ แบบนี้เจ้าค่ะ”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
คังซิ่วไฉพยักหน้าเบา ๆ “อีกเจ็ดวันพาเด็ก ๆ มาเข้าเรียนได้ ตอนเที่ยงสำนักศึกษาจะมีอาหารให้หนึ่งมื้อ เป็นวอโถวผัก หรือหากไม่ชอบก็สามารถห่อข้าวจากบ้านมากินได้”
สำนักศึกษาอื่นจะต้องจ่ายค่าอาหารเพิ่มเติม บ้างก็จ่ายด้วยเงิน บ้างก็ใช้วัตถุดิบประกอบอาหารมาแลก แล้วแต่กฎของแต่ละสำนักศึกษา
ส่วนสำนักศึกษาซงเฮ่อ ค่าอาหารถูกรวมอยู่ในค่าเล่าเรียนแล้ว แต่ต้องยอมรับว่ารสชาติของอาหารก็ไม่ได้เลิศเลอนัก ในจุดนี้ทุกคนล้วนเข้าใจดี
อย่างไรเสียอาหารของชาวบ้านในยุคสมัยนี้ก็ไม่ได้เป็นอาหารยุ่งยากซับซ้อน สำนักศึกษาซงเฮ่อไม่เก็บค่าอาหารเพิ่มเช่นนี้ก็ดีมากแล้ว
เหอจิ่วเหนียงก็มองว่าวอโถวผักเป็นอาหารที่ไม่เลวเลย เพียงแต่ขาดพวกเนื้อสัตว์ แก้ปัญหาด้วยการให้เด็ก ๆ ห่ออาหารประเภทเนื้อมากินด้วยก็ได้แล้ว
หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็จูงม้าเดินออกไป นางยังอยากสำรวจและทำความคุ้นเคยกับอำเภอแห่งนี้อีกหน่อย วันข้างหน้าเวลาจัดการเรื่องต่าง ๆ จะได้สะดวก
สตรีชาวบ้านใจใหญ่เดินออกไป ก็มีบุรุษสองคนแอบตามนางไปด้วย พวกเขาหาสถานที่ลับตาคนปรึกษากัน “นางบอกว่านางอยู่หมู่บ้านอันผิง เราไปดักรอนางที่ทางกลับหมู่บ้านนั่นกันเถอะ จากนั้นค่อยลงมือ!”
อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย “เยี่ยมไปเลย! ใครใช้ให้นางมีเงินกัน ข้าไม่ได้กินเนื้อสัตว์มาหลายวันแล้ว ปล้นนางเสร็จเราไปฉลองที่ร้านอาหารกันดีกว่า!”
…
เดิมทีเหอจิ่วเหนียงจะไปร้านตำราเพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียนให้เด็กทั้งสาม แต่เมื่อคิดดูแล้ว ตอนนี้เรื่องบ้านยังไม่เรียบร้อย ซื้อของกลับไปก็ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน นางจึงตั้งใจจะรออีกเจ็ดวัน วันที่มาส่งพวกเขาเข้าเรียนค่อยซื้อ
หลังจากเดินสำรวจไปรอบหนึ่ง และพอรู้แล้วว่าร้านรวงต่าง ๆ ในอำเภอตั้งอยู่ส่วนใด ตรอกซอกซอยไหน เหอจิ่วเหนียงก็เดินทางกลับ
นางไม่ได้ซื้อผ้าน้ำมัน เนื่องจากผ้าน้ำมันในยุคนี้ไม่กันน้ำ อีกทั้งมีราคาแพงและชำรุดง่าย เทียบกับของที่มีอยู่ในห้วงมิตินางไม่ได้เลย อีกเดี๋ยวระหว่างทางค่อยเอาออกมาก็แล้วกัน
ในตรอกไม่อนุญาตให้ควบม้า หญิงสาวจึงจูงสัตว์พาหนะคู่ใจเดินออกไปจากอำเภอ แล้วจึงจะกระโดดขึ้นควบหลังอาชามุ่งหน้ากลับหมู่บ้านอันผิง
สองคนซุ่มรอเหยื่ออยู่หลังพุ่มหญ้าข้างทางด้วยความร้อนใจ ครั้นได้ยินเสียงกีบม้ากระทบพื้นจึงรีบหันไปมอง คนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น “คงจะเป็นผู้หญิงคนนั้นกระมัง! เหตุใดถึงขี่ม้าเร็วปานนี้ นะ นะ นี่…นี่มันเร็วมากจนข้าไม่กล้าออกไปแล้วนะ!”
“มาถึงขั้นนี้แล้ว หากไม่ออกไปก็เสียเที่ยวน่ะสิ! ออกไปเดี๋ยวนี้!”
อีกคนกัดฟันกรอด พร้อมยกขาถีบก้นสหายอย่างแรง จากนั้นทั้งสองก็กระโจนออกไปพร้อมกัน
อาชาพันธุ์ดีห้อตะบึงด้วยความเร็วสูง การที่มีคนพุ่งตัวออกมากะทันหันเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงไม่อาจดึงเชือกบังเหียนหยุดม้าได้ทัน ชั่วพริบตาคนริอ่านทั้งสองก็ถูกกีบม้ากระทืบเข้าให้อย่างจัง
“อ๊ากกกกกกกกก!!!!”
หนึ่งในนั้นถูกเหยียบลงบนหน้าอกจนหน้าถอดสีในบัดดล
ส่วนอีกคนน่าสังเวชยิ่งกว่า เอามือจับเป้ากางเกง ใบหน้าเขียวคล้ำจนร้องไม่ออก
เหอจิ่วเหนียงดึงเชือกบังเหียนบังคับม้าให้หยุด จากนั้นวิ่งกลับมาดูคนทั้งสองด้วยสีหน้าขอลุแก่โทษ “พี่ชายทั้งสอง เป็นอะไรมากหรือไม่ ข้าขอโทษจริง ๆ ม้าตัวนี้ไม่ค่อยเชื่อง กลับไปข้าจะสั่งสอนมันให้เข็ด!”
ซยงโข่วเกอผู้ถูกเหยียบหน้าอกส่งเสียงร้องโหยหวนบอกชัดถึงระดับความเจ็บปวด …ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่กำลังเผชิญ คนเจ้าเล่ห์ก็มีความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัว ดวงตาชายโฉดลุกวาวทันที
พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส!
“เจ้าชนพวกข้าสองคนจนสภาพเป็นเช่นนี้ วันนี้หากพวกข้าไม่ได้รับความยุติธรรม ก็อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยเจ้าไป!”
คู่ตังเกอผู้ถูกเหยียบย่ำกล่องดวงใจยังคงพูดไม่ออก เพียงพยายามพยักหน้า น้ำตาไหลพราก
เหอจิ่วเหนียงเห็นคนกุมเป้ากางเกงไม่สามารถขยับตัวได้ เส้นเลือดปูดโปนตั้งแต่ใบหน้าจนถึงลำคอ ในใจก็ลอบคิด ‘ไม่ใช่ว่าถูกเหยียบจนเป็นใบ้ไปแล้วกระมัง?’
ม้าตัวนี้ไม่เลวเลย ออกจากบ้านครั้งต่อไปคงต้องพามันมาด้วยตลอดแล้ว!
“ข้าไม่ได้คิดหนี ไม่คิดจะหนีเลยนะ หากข้าจะหนีคงไม่กลับมาดูพวกเจ้าหรอก จริงหรือไม่?”
หญิงสาวยิ้มเลศนัยพลางมองสองคนที่นอนหมดสภาพบนพื้น โดยไม่พูดถึงเรื่องค่าชดเชยแม้แต่น้อย
สตรีปราดเปรื่องรู้ทันเจตนาของสองคนนี้แล้ว
ซยงโข่วเกอรู้สึกว่ารอยยิ้มของสตรีผู้นี้ช่างน่ารังเกียจยิ่งนักจึงโมโห “เอาเงินมา ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่!”
“เงินน่ะหรือ ข้ามี เพียงแต่…”
เหอจิ่วเหนียงนำถุงเงินออกมาถือด้วยท่าทางซุกซน
“เพียงแต่อะไร?”
“เพียงแต่เกรงว่า…พวกเจ้าจะไม่มีความสามารถเอามันไปได้น่ะสิ!”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าทำท่าเสียดาย ก่อนเก็บถุงเงินไว้ในอกเสื้อตามเดิม จากนั้นเหยียดมือไปด้านหลัง ล้วงเอาบางอย่างออกมาจากตะกร้า
เชือกมัดหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือนาง
ซยงโข่วเกอไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้คิดจะทำอะไร เขารู้เพียงว่าตอนนี้ความเจ็บปวดบริเวณหน้าอกทุเลาลงมากแล้ว หากนางเข้ามาใกล้ เขาจะชิงถุงเงินแล้ววิ่งหนีให้เร็วที่สุด!
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะให้โอกาสเขาได้ทำดังใจนึก นางผูกเชือกเป็นบ่วงแล้วเหวี่ยงออกไปมัดมือทั้งสองข้างของซยงโข่วเกอเอาไว้ได้พอดี ทั้งรวดเร็วและหนาแน่น ส่งผลให้อีกฝ่ายไม่อาจสลัดหลุดได้
“นี่เจ้าคิดจะทำอะไร!?”
คนถูกมัดเบิกตากว้าง และแล้วเขาก็ตระหนักได้ว่า…วันนี้พวกตนเจอ ‘ของจริง’ เข้าให้แล้ว!
.
.
.