ในใจคิดแต่จะด่าทอ‘นังแก่สารเลว’ ออกมาแรงบีบที่มือก็เพิ่มมากขึ้น ซูอี้ฉินออกแรงบีบจนซูไท่ไท่ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด"อ๊าก! นางเด็กเหลือขอ เจ้าจะทำอะไร? เจ้ากล้าทำร้ายย่าของเจ้าอย่างนั้นหรือ!"
ซูอี้ฉินถูกนางตวาดเช่นนั้นก็ตกใจจนชะงักไป เมื่อได้สติกลับคืนมา แรงที่มือก็คลายออกทันทีแต่ซูไท่ไท่กลับไม่ได้ออกแรงพยุงตัวเองเลย เมื่อถูกคลายมือออกเช่นนั้นตัวเองก็ล้มลงไปอีกครั้ง คราวนี้คว่ำหน้าคะมำดินไป
"…ขะ ขอโทษเจ้าค่ะ ท่านย่า ข้าไม่ได้ตั้งใจ…" ซูอี้ฉินตกใจจนหน้าถอดสีแม้นางจะชิงชังท่านย่าเพียงใด แต่ท่านย่าก็มากด้วยอุบาย ต่อหน้านางไม่อาจขัดขืนท่านย่าได้ มิเช่นนั้นจุดจบของนางคงมิสู้ดี
"นางเด็กเหลือขอ นางมารยาททราม!"
ซูไท่ไท่ถูกเหวี่ยงจนหัวหมุนไปชั่วครู่กว่าจะพยุงตัวลุกขึ้นได้ สภาพของนางช่างน่าสมเพชปนขบขันเหลือเกิน
"พรูด… ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า…"
ซูอี้หว่านหัวเราะไม่หยุดหัวเราะจนหางตาคลอไปด้วยน้ำตา
จางอ้ายหลินก็เช่นกันหัวเราะอยู่นานกว่าจะหุบยิ้มได้ มองไปยังซูไท่ไท่ที่หน้าแดงก่ำเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า "เป็นอย่างไรวันนี้ถึงกับตั้งใจมาเล่นกายกรรมให้พวกเราดูเลยหรือการแสดงเป็นตัวตลกของท่าน...ช่างน่าดูชมเสียจริง"
แม้ซูไท่ไท่จะไม่เข้าใจว่า‘กายกรรม’ คืออะไร แต่คำว่า ‘ตัวตลก’ นางก็พอจะเข้าใจความหมายได้จากตัวอักษรนี่มิใช่เป็นการด่าว่านางเป็นตัวตลกน่าสมเพชอย่างนั้นหรือ?
ด้วยวัยปูนนี้ของนางกลับถูกใครต่อใครกล่าวขานเช่นนี้ซ้ำร้ายคนผู้นั้นยังเป็นเพียงสะใภ้ที่เคยอยู่ใต้อาณัติของนางมาโดยตลอดนางจึงรู้สึกขุ่นเคืองอย่างยิ่ง
"นางคนชั้นต่ำ กล้าแข็งข้อกับข้าหรือ?" ซูไท่ไท่หอบหายใจอย่างเห็นได้ชัดโกรธจนแทบคลั่ง "จำใส่กะโหลกไว้พวกเจ้ามิได้เคารพผู้อาวุโส สมควรถูกตราหน้าว่าอกตัญญู!"
"อกตัญญู?" ซูอี้หว่านเอียงศีรษะเล็กน้อยจงใจทำท่าทางเหมือนไม่รู้ประสีประสา
ซูไท่ไท่เห็นท่าทางนั้นคิดว่านางกลัวแล้ว ในใจก็เกิดความภาคภูมิใจขึ้นมา ชี้เอวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์“เอาล่ะ รีบๆ เตรียมอาหารเลิศรสมาให้ข้าเดี๋ยวอีกสักครู่ก็เอาเงินไปรับพี่น้องลูกพี่ลูกน้องของเจ้ารวมถึงท่านอาและท่านป้าสะใภ้ของเจ้ามาด้วย"
เงินในมือของพวกนางไม่พอไม่สามารถเข้าเมืองได้ ช่วงเวลานี้ทำได้เพียงเบียดเสียดอยู่กับพวกผู้อพยพอื่นๆในวัดร้าง ภายในนั้นมีแต่กลิ่นเหม็นเน่า ทั้งยังไม่มีผ้าห่ม กลางคืนอากาศเย็นเยียบทำให้นางทรมานมาก
เพราะเงินในมือมีไม่มากพวกนางจึงไม่อยากใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายยิ่งกว่านั้นยังต้องหาวิธีหาเงินเพื่อเข้าเมืองช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกนางทำได้เพียงกินผักป่าจากบนเขา ซึ่งก็ต้องแย่งชิงกันผักป่าแถวนั้นถูกทุกคนขุดไปจนหมดแล้ว ดังนั้นการขุดผักป่าจึงกลายเป็นเรื่องยาก
ทุกวันลืมตาขึ้นมาสิ่งที่คิดก็คือจะไปหาอาหารที่ไหนมาประทังชีวิต วันเวลาเช่นนี้ นางทนมามากพอแล้ว!
แค่ไม่กี่วันมานี้นางก็รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแรงไปทั้งตัว กินแต่ผักจนหน้าเขียวไปหมดแล้วนางต้องการกินข้าว นางต้องการกินเนื้อ!
ขณะนั้นเองนางมองไปยังเนื้อที่ถูกสับอยู่บนเขียงของเซียวจวิ้นอันดวงตาทั้งสองข้างของซูไท่ไท่ก็เปล่งประกายสีมรกตออกมา"เร็วเข้า เอาเนื้อพวกนั้นไปผัดให้หมด ข้าจะกินตอนนี้!"
จางอ้ายหลินจ้องมองนางอย่างพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วอดขำออกมาไม่ได้ "ท่านแม่นี่หน้าไม่อายเสียจริงนี่มันเนื้อของบ้านข้า ท่านอยากกินก็ต้องได้กินหรือ ท่านเป็นใครกัน?"
ยายแก่สารเลวนี่เมื่อก่อนเคยข่มเหงรังแกเจ้าของร่างเดิมกับลูกๆ ของนางอย่างไรบัดนี้กลับหน้าด้านไร้ยางอายวิ่งมาถึงหน้าประตูเพื่อขอกินเนื้อคิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหน!
"เจ้ามัน... นางสารเลว.." ซูไท่ไท่กัดฟันกรอดด้วยความโกรธ"ข้าเป็นผู้อาวุโสของพวกเจ้า พวกเจ้าบังอาจไม่เคารพข้าข้าจะไปฟ้องร้องต่อทางการ!"
สีหน้าของนางทั้งดุดันและอำมหิต"เมื่อถึงเวลานั้น พวกเจ้าจะถูกตัดสินโทษถูกแห่ประจานไปทั้งแผ่นดิน และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุก!"
"เชอะ!"
ซูอี้หว่านส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้เท่าที่นางรู้มา การลงโทษคนอกตัญญูในยุคสมัยนี้ร้ายแรงยิ่งแต่ก็ดูเหมือนจะมิได้หนักหนาถึงเพียงนี้กระมัง
นางหัวเราะเยาะ"โบราณว่าไว้ ผู้ใหญ่เมตตา ผู้น้อยเคารพแต่ก่อนท่านปฏิบัติต่อพวกเราอย่างไร ในใจคงไม่ได้ลืมเลือนไปแล้วกระมัง?"
ซูอี้หว่านยกมือปัดปอยผมที่รุ่ยร่ายไปทัดไว้หลังใบหูอย่างไม่ใส่ใจดวงตาคู่สวยของซูอี้หว่านฉายแววขบขันขณะมองอีกฝ่าย “หากท่านต้องการฟ้องร้องก็เชิญตามสบาย ข้าอยากจะเห็นกับตาจริงๆว่าท่านเจ้าเมืองจะตัดสินความอย่างยุติธรรมหรือไม่”
จางอ้ายหลินคล้อยตามพลางพยักหน้า แล้วเสริมด้วยรอยยิ้ม "ช่างประจวบเหมาะสองวันก่อนหว่านหว่านของข้าเพิ่งช่วยท่านเจ้าเมืองในเรื่องสำคัญท่านไปร้องเรียนก็ดี บางทีท่านเจ้าเมืองอาจจะเห็นแก่หน้าหว่านหว่านช่วยสั่งสอนท่านให้พวกข้าก็ได้"
นางยกมือขึ้นลูบคางสายตาแฝงไว้ด้วยความคาดหวัง "ถึงตอนนั้นโบยตีท่านสักหลายสิบทีก็ไม่รู้ว่ากระดูกแก่ๆ ของท่านจะทนไหวหรือไม่?"
ซูไท่ไท่ถูกนางมองอย่างพิจารณาก็ถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ เมื่อได้ยินสิ่งที่นางพูดก็ยิ่งหวาดกลัวขึ้นมา
นางไม่อยากเชื่อว่านางแพศยาน้อยผู้นี้จะช่วยท่านเจ้าเมืองได้แต่เมื่อเห็นท่าทางมั่นใจของสองแม่ลูก นางก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงนั้นได้
หากมิใช่เรื่องจริงสองคนนี้จะมีท่าทีเฉยเมยเช่นนี้ได้อย่างไร?
แต่ครานี้กว่านางจะมีโอกาสทองได้เหยียบย่างเข้าเมืองมิใช่เรื่องง่ายหากไม่สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวนี้จนปั่นป่วนกลับไปนางคงไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขแน่
หลงเย่ให้คนไปรับพวกนางถึงประตูเมืองพร้อมออกค่าผ่านทางให้ แต่แรกก็ตกลงกันแล้วว่าต้องทำให้คนตระกูลซูเหล่านี้ปั่นป่วนจนทนแทบไม่ไหว เหนือสิ่งอื่นใด ซูอี้หว่านนางแพศยานั่น จะต้องตกไปอยู่ในมือของหลงเย่
แต่สถานการณ์เช่นนี้นางแทบจะมิได้เปรียบเลยสักนิด
ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้…
หญิงชรากลอกตาไปมาจากนั้นก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด นั่งลงไปกับพื้น
"ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร วันนี้ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!" ซูไท่ไท่นั่งอยู่บนพื้น มือข้างหนึ่งตบไปที่ต้นขาท่าทางนั้นเหมือนหมูตายที่ไม่กลัวน้ำร้อน "ถ้าพวกเจ้ากล้าไม่สนใจข้าข้าก็จะก่อกวนให้ถึงที่สุด ก่อกวนจนพวกเจ้ากินไม่ได้นอนไม่หลับแถมยังจะให้เพื่อนบ้านซ้ายขวารู้ ว่าพวกเจ้าเป็นคนจำพวกไหนกัน!"
ท่าทางเช่นนี้ชัดเจนว่าเป็นการแสดงความเป็นอันธพาลซูอี้หว่านโกรธจนกลอกตา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับนางอย่างไร
ยายแก่ผู้นี้ช่างน่าปวดหัวนักจะดีด้วยก็ไม่ได้ นางจะได้ใจเหยียบย่ำ จะแข็งกร้าวก็ไม่ได้นางดูไม่เหมือนคนที่ทนไม้ทนมือ ถ้าตีจนเป็นอะไรไป พวกนางคงถูกรุมทึ้งตายแน่!
เห็นได้ชัดว่ายายแก่ผู้นี้ชินกับการเป็นคนพาลแล้วตอนนี้ทำท่าทางเช่นนี้ได้โดยไม่รู้สึกเคอะเขินเลยสักนิดไขว่ห้างแล้วเงยหน้าจ้องมองสองแม่ลูกอย่างนั้น ใบหน้าที่แห้งกร้านเหมือนเปลือกไม้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการข่มขู่
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของนางซูอี้ฉินก็รู้สึกหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ซูไท่ไท่ยื่นมือมาดึงชายเสื้อของนางทำท่าจะให้นางนั่งลงไปด้วยกัน
มิใช่ว่านางจะคิดว่าการทำเช่นนี้ไม่สมควรแต่การที่นางอยู่ตรงนี้ ก็ยังคงรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง