เด็กวัด สร้างตำนานลุยโลกแฟนตาซี

    บทที่ 18 ดาบและบททดสอบ

    บทที่ 18
    ระหว่างทางที่ผมเดินกลับบ้าน ผมนึกถึงดาบขึ้นมา เมื่อวานนี้ถ้ามีดาบมันคงจะสบายกว่านี้เยอะเลยล่ะ ผมหันไปถามท่านพ่อทันที
    “ท่านพ่อครับ ดาบท่านพ่อไปหาจากไหนมาครับ” ผมถามท่าน
    “อ๋อ เมื่อปีก่อนหลังจากคราวด์สอนดาบอาทมาฎพ่อ พ่อก็ไปร้านประจำมาน่ะ” ท่านพ่อบอกกับผม
    “พ่อแนะนำช่างตีดาบให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ”
    “ได้สิลูก แต่ตาแก่นั่นค่อนข้างประหลาดนะ” ท่านพ่อบอกกับผม
    “ยังไงครับ” ผมสงสัย
    “ก็ตาแก่ชอบมีบท ทดสอบน่ะสิ” ท่านพ่อเฉลย
    “บททดสอบ??” ต้องมีบททดสอบด้วยงั้นหรอ
    “ใช่ บททดสอบ แต่ละครั้งตาแก่ให้มาไม่เหมือนกันหรอกนะ ดาบคู่ของพ่อ กว่าตาแก่จะตีให้พ่อก็ต้องผ่านบททดสอบก่อน” ท่านพ่อโชว์ดาบคู่ให้ผมดู
    “แล้วบททดสอบของท่านพ่อคืออะไรครับ” ผมถามไว้เผื่อเป็นแนวทาง
    “บอกไปก็เท่านั้นคลาวด์ มันแล้วแต่อารมณ์ของตาแก่ บางครั้งก็ง่ายบางครั้งก็ยาก แล้วแต่อารมณ์นั่นล่ะ ไว้ลูกไปเจอเองดีกว่า” ท่านพ่อบอกกับผมแบบนั้น
    “งั้นไม่เป็นไรครับ ไว้ท่านพ่อเขียนจดหมายแนะนำให้ผมหน่อยแล้วกันช่วงบ่ายผมว่าจะไปดูหน่อย” ผมขอให้ท่านพ่อเขียนจดหมายแนะนำไว้
    “ท่านพ่อครับผมว่าอีกไม่กี่เดือนท่านพ่อเตรียมตัวรับมือกับพวกพ่อค้ากลุ่มใหญ่ไว้แต่เนิ่นๆ ด้วยนะครับ” ผมกล่าวเตือนหลังจากพึ่งนึกได้
    “ทำไมล่ะลูก เครื่องปรุงที่เมืองเราเก็บไว้ก็มีมากมายนะ” ท่านพ่อถามผม
    “ท่านพ่อว่าเครื่องปรุงมันทำให้อาหารอร่อยมั้ยครับ” ผมถามแทนที่จะตอบ
    “แน่นอนอยู่แล้วอร่อยสิ” ท่านพ่อพยักหน้ารัวๆ
    “นั่นล่ะครับ เพราะมันทำให้อร่อยไงครับ ผมคิดไว้ว่าไม่เกิน 3 เดือน หลังจากนี้พวกพ่อค้ากลุ่มใหญ่จะต้องมุ่งหน้ามาซื้อเครื่องปรุงยังเมืองเราแน่ๆครับ ผมสังเกตุในเมือง เริ่มมีคนย้ายกลับมาจากเมืองหลวงเรามากขึ้นครับ ผมอยากให้ท่านพ่อจ้างคนว่างงานทั้งหมดไว้ครับ และท่านพ่อเพิ่มกำลังการผลิต ขยายพื้นที่ สร้างยุ้งฉางและโกดังสินค้าเพิ่ม และผมอยากให้ท่านพ่อจัดทหารสักหลายนายหน่อยไปเฝ้าพื้นที่ปลูกต้นมะพร้าวไว้ด้วยครับ” ผมบอกกับท่าน
    “ต้องทำขนาดนั้นเลยหรอลูก” ท่านถามอย่างสงสัย
    “ใช่ครับ ผมไม่อยากให้มะพร้าวมันกระจายออกไปเมืองอื่นเร็วเกินไป ถึงจะต้องรอปลูกและโตกันนาน แต่ผมอยากให้เมืองเราขายเป็นสินค้าหลักอีกสัก 4-5 ปี เมืองเราไม่มีภาษีส่งให้ทางเมืองหลวงมานานมากครับ ทั้งผมยังอยากพัฒนาเมืองออกไปอีกด้วย เพราะอนาคตผมมั่นใจ เมืองเราประชากรจะล้นเมืองแน่นอน” ผมเอ่ยอย่างมั่นใจเพราะในอนาคตผมจะทำเป็นเมืองท่องเที่ยว อุส่ามีหาดทรายสวยงามซะขนาดนี้
    “แล้วนาเกลือล่ะลูก” ท่านพ่อถามผม
    “นาเกลือปล่อยไว้อย่างงั้นล่ะครับท่านพ่อ เพราะเมืองอื่นๆผมดูแผนที่แล้วไม่มีเมืองใดมีพื้นที่ ติดทะเลเลย ถึงอาณาจักรอื่นจะมีแต่ผมอยากให้เกลือมันแพร่กระจายออกไปครับ เพราะเกลือมันรักษาโรคคอพอกได้ครับท่านพ่อ” ผมบอกท่านพ่อ
    “โรคคอพอกงั้นหรอลูก พ่อเคยเห็นที่อื่นอยู่นะ แต่เมืองเราพ่อไม่เคยเห็นมีใครเป็นกันเลย” ท่านพ่อบอก
    “เพราะเมืองเรากินอาหารทะเลกันเป็นประจำไงครับท่านพ่อ” ผมอธิบายเพราะเมืองเราไม่ขาดไอโอดีนยังไงล่ะ
    “ได้เลยลูก” จากนั้นทั้งสองก็เดินทางถึงบ้านและต่างแยกย้ายกันไป ท่านพ่อไปทำงานของท่านต่อส่วนผมว่าจะไปฝึกเวทย์มนต์หน่อยอุส่าตื่นขึ้นมาแล้ว แถมยังรู้แล้วว่าเป็นเวทย์อะไร
    สวนหลังบ้าน
    ผมมาฝึกที่สวนหลังบ้านเช่นเดิม เริ่มต้นด้วยทำสมาธิ ต่อด้วยฝึกดาบอาทมาฎ และจบด้วยมวยไชยา เมื่อผมฝึกซ้อมเสร็จ ผมค่อยๆหามุมสงบนั่งลงและเริ่มฝึกเวทย์มนต์ทันที
    อืมเวทย์สายฟ้า ถ้าฟ้าผ่าเรารู้จักเกิดจากการเชื่อมต่อของประจุลบและประจุบวก ส่วนไฟฟ้าเกิดจาก อิเล็กตรอน โปรตอนและนิวตรอน อืมถ้าจำไม่ผิด อิเล็กตรอนเป็นประจุไฟฟ้าขั้วลบและโปรตอนประจุไฟฟ้าเป็นขั้วบวก และนิวตรอนมีประจุไฟฟ้าเป็นกลางสินะ แต่จะใช้ไฟฟ้าจากภายนอกมันลำบากเกินไปอย่างไฟฟ้าสถิตถ้าไปอยู่พื้นที่ความชื้นมากคงใช้ไม่ได้แน่ๆ จะใช้ยังไงดีนะ ผมค่อยๆนั่งคิดไปเรื่อยๆ
    ผมนั่งคิดทบทวนความรู้อยู่นาน ใช่แล้วเราจะไปหาไฟฟ้าภายนอกทำไม สมองไงล่ะ คลื่นไฟฟ้าภายในสมองเรานั่นล่ะ ง่ายๆแค่นี้เราคิดไปไกลทำไม หลังจากนั้นผมทดลองปล่อยกระแสไฟฟ้าออกจากร่างกายทันที ผมค่อยๆรวบรวมสมาธิและค่อยๆใช้เวทย์มนต์โดยใช้คลื่นไฟฟ้าในร่างกายปล่อยออกมาทางมือ (คลื่นสมองมีอยู่จริงแต่เนื้อหาอื่นๆผมขออนุญาตใช้จินตนาการในการแต่งเพื่อความสนุกสนานนะครับ ถ้าไม่ตรงหลักความจริงอย่างไรขออภัยเป็นอย่างสูง)
    เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! เยสได้ผลด้วยกระแสไฟฟ้าค่อยๆไหลอยู่บนมือผม ผมค่อยๆเริ่มควบคุมมัน ดูเหมือนจะควบคุมค่อนข้างยากพอสมควร ระหว่างที่ผมฝึกอยู่นั้นผมนึกถึงการ์ตูนที่เคยดูสมัยเด็กถ้าจำไม่ผิดมันเป็นการ์ตูนแนวนินจา ที่เพื่อนพระเอกใช้สายฟ้าต่อสู้ ผมว่ามันเท่ห์ดี ผมจึงหยิบมีดออกมาและเริ่มถ่ายเทไฟฟ้าลงไปในมีด ไฟฟ้าค่อยๆไหลจากมือผมไปอยู่บนมีด
    เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! ได้ผลไฟฟ้าค่อยๆรวมตัวอยู่บนมีดแล้วผมค่อยๆรวบรวมสมาธิขยับมันให้มันไปอยู่บริเวณคมของมีด
    ในที่สุดผมก็ทำได้เยส ผมลองทำอยู่หลายครั้ง จนเริ่มใช้คล่อง แต่ทว่าผมกับรู้สึกว่ามันยังใช้สู้จริงไม่ได้ เพราะผมใช้เวลาในการรับรวมมันนานเกินไป ผมต้องฝึกมากกว่านี้ จนขนาดที่แค่คิดก็สามารถทำได้ ผมฝึกอยู่หลายชั่วโมงจนเข้าช่วงบ่าย
    แฮ่ก !! แฮ่ก !! เหนื่อยชะมัดแถมใช้สมาธิมากด้วย ถ้าเราฝึกจนสามารถใช้พร้อมๆกับลมปราณจะดีมากเลยนะเนี่ย พอแค่นี้ก่อนดีกว่าบ่ายแล้ว ไปหาท่านพ่อเพื่อไปดูช่างตีดาบหน่อยดีกว่า ผมเข้าบ้านเพื่อไปหาท่านพ่อที่ห้องทำงาน
    ก๊อก !! ก๊อก !! ก๊อก !!
    “ ขออนุญาตครับ” ผมขอเข้าไปทันที
    “เอานี่ไปสิ” ท่านพ่อยืนจดหมายให้ผมพร้อมทั้งแผนที่ดูเหมือนท่านจะเตรียมไว้พร้อมเลย
    “แล้วช่างตีดาบที่ผมต้องไปหานี่เค้าชื่ออะไรครับท่านพ่อ” ผมถามไว้เป็นข้อมูล
    “ตาแก่นั่นชื่อ ออสมัน รีบไปเถอะเผื่อตาแก่จะไม่อยู่ ยิ่งอยู่ไม่ค่อยติดร้านอยู่ด้วย” ท่านพ่อบอกผม
    “ครับ” ผมเดินออกไปทันทีจากนั้นผม
    ผมมองแผนที่ร้านที่ท่านพ่อแนะนำอยู่ไม่ไกลเท่าไร อยู่ท้ายๆเมืองนี่เอง ผมเดินตามแผนที่ไปเรื่อยๆ ไม่นานผมก็เจอร้านที่ท่านพ่อแนะนำ ผมเปิดประตูเข้าไปทันทีผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งแวบแรกที่ผมเห็นผมถึงกับชะงัก เธอสวยมากๆ ผมทองอายุราว 20-25 ปี เธอนั่งอยู่ที่เคาท์เตอร์ในร้าน แต่เมื่อผมมองไปที่หูของเธอเฮ้ย หูยาว นี่ผมเจอเอลฟ์ใช่มั้ย โว้วเอลฟ์ตัวเป็นๆล่ะ ผมเดินเข้าไปทักทายทันที
    “สวัสดีครับ” ผมกล่าวทักทายเอลฟ์สาวทันที
    “มีอะไร” เอลฟ์ตรงหน้าตอบผมด้วยหน้าตายสนิท ผมอยากจะถามจริงๆว่าหน้าเป็นอัมพาตรึป่าว
    “ผมมาหาท่านออสมันครับ” ผมบอกเอลฟ์ตรงหน้า
    “มาทำไม” เธอถามผมหน้านิ่งอีกครั้ง
    “คือผมอยากได้ดาบสักคู่ ท่านพ่อผมเลยแนะนำร้านนี้มาครับ” ผมบอกเหตุผลเธอพยักหน้าและเดินเข้าไปห้องด้านหลัง ผมยืนรอไม่นานเธอออกมาพร้อม คนลุงตัวเล็กๆคนหนึ่ง หนวดเครารุงรัง แต่ผมอยากจะบอกว่าตัวเล็กมาก เล็กไปมั้ย สูงกว่าก๊อบลินนิดเดียวเองนะนั่น
    “มีอะไรไอ้หนู” ลุงตัวเล็กถามผม
    “ท่านออสมันใช่มั้ยครับ” ผมถามเพื่อความแน่ใจ
    “ใช่แล้ว ข้าออสมันเป็นเผ่าคนแคระเรียกลุงออสก็ได้ ส่วนข้างๆนี่เชียร์ร่า เรียกเชียร์ก็ได้ ภรรยาข้าเอง” ผมนี่ช็อกเลยหลังจากได้ยินลุงออสแกบอกว่าเอลฟ์ข้างๆเป็นภรรยา ผมรีบตั้งสติอย่างรวดเร็วส่วนความสงสัยว่าคนแคระกับเอลฟ์ทำไมถึงมาแต่งงานกันได้ ผมได้แต่เก็บไว้ในใจเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว
    “สวัสดีครับผมคลาวด์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมโค้งทักทายทั้งคู่
    “อื้ม เห็นเชียร์บอกมีคนแนะนำเจ้ามาใคร” ลุงออสถามผม
    “ท่านพ่อผมชื่อเอริกครับ ส่วนนี่จดหมายจากท่านพ่อ” ผมยื่นจดหมายให้ลุงออส
    “ไอ้หนูเอริกเรอะ” ลุงออสรับจดหมายไปเปิดอ่านทันทีแกอ่านไม่นานก็ปิดจดหมายและเก็บไป
    “อยากได้ดาบสินะ ข้ามีบททดสอบให้” ลุงแกบอกและเดินไปหลังร้านทันที ผมได้แต่หวังว่าบททดสอบจะง่ายนะ แกปล่อยให้ผมยืนจ้องหน้าคุณเชียร์สักพักไม่นานแกก็กลับมาพร้อมหีบใบหนึ่ง
    ตึง !! เสียงแกวางหีบลงบนเคาท์เตอร์ ลุงแกค่อยๆเปิดหีบออกแว่บแรกที่ผมเห็นด้านในเต็มไปด้วยหินและเศษดินทั้งหีบเลย
    “นี่คือบททดสอบ ข้าได้สิ่งนี้มาจากเพื่อนคนแคระของข้า เจ้าจงหาวิธีใช้มัน รู้แล้วให้เชียร์มาเรียกข้าละกัน” ลุงออสคิดในใจ หึข้าชนะพนันได้หีบนี่จากเพื่อนข้ามา ข้ารู้ว่าไอ้นี่เป็นเหล็กเพราะเพื่อนข้าบอกว่าใช้หินดำสำหรับค้นหาเหล็กค่อยๆดูดมันขึ้นมาแต่ยังหาวิธีถลุงไม่ได้ ดูซิเจ้าจะรู้มั้ยมันเป็นอะไร จากนั้นลุงออสก็เดินกลับเข้าไปหลังร้าน
    “ถ้าอย่างงั้นขออนุญาตครับ” ผมเดินเข้าไปทันที ผมค่อยๆมองด้วยสายตาก่อน อืมมองธรรมดามันก็แค่ดินสินะ ลุงแกคงไม่ให้โจทย์ง่ายขนาดนั้น ผมทั้งดม ทั้งชิม ทั้งกัด จนผมแทบหมดปัญญาก็ยังคิดไม่ออกมันคืออะไร ผมเงยหน้าเห็นคุณเชียร์ยังมองผมด้วยใบหน้านิ่งๆของเธอ เหอะๆผมอยากรู้เหมือนกันนะเค้าทำหน้าอย่างอื่นเป็นมั้ย ผมมองไปรอบๆร้านเพื่อพักสมอง อืมดูไม่เหมือนร้านตีดาบซักนิดไม่มีดาบในร้านเลย ผมเห็นหินสีดำๆก้อนหนึ่งวางอยู่มุมของห้อง
    “คุณเชียร์ครับ นั่นหินอะไรครับ” ผมถามอย่างสงสัย
    “หินดำ” เธอตอบผมแค่นั้น
    “เอ่อ..ขอไปดูได้มั้ยครับ” เธอหยักหน้าผมเดินไปดูทันที
    “อืมหินสีดำๆ นี่เหมือนเคยเห็นที่ไหนนะ” ผมค่อยๆนั่งลงและลูบๆคลำๆดู หลังจากผมสัมผัสก็ยังไม่รู้อยู่ดีเลยเลิกสนใจดีกว่า ขณะผมกำลังลุกขึ้นเพื่อจะเดินไปนั่งสำรวจหินในหีบนั่นเอง มีดข้างเอวผมก็ดันไปสัมผัสถูกหินนั่นเข้า
    แก๊ง !! นี่มันแม่เหล็กนี่นา ไม่น่าเชื่อเกิดมาพึ่งเคยเห็นแม่เหล็กก้อนดิบแบบนี้ ที่ผ่านมาเคยเห็นแต่ที่เป็นแท่งๆ หรืออยู่ในลำโพงเท่านั้น ผมค่อยๆดึงมีดออกมากจากหินแม่เหล็กอย่างยากลำบาก
    ผมหันไปมองหีบที่เป็นบททดสอบทันที ผมรู้แล้วมันคืออะไร
    “คุณเชียร์ครับผมรู้แล้วครับหินในหีบนี่คืออะไร” ผมบอกคุณเชียร์เธอลุกขึ้นไปเรียกลุงออสมาทันที หลังจากนั้นลุงออสก็ออกมา
    “รู้แล้วรึไอ้หนู ไหนมันคืออะไรบอกข้ามา” ลุงถามผม
    “มันคือเหล็กครับ” แน่นอนผมรู้จักเหล็กชนิดนี้ มันคือเหล็กน้ำพี้ในโลกเก่าผม หลวงพี่ดุบอกว่าดาบไทยในสมัยก่อนเกือบทั้งหมดสร้างด้วยเหล็กน้ำพี้ทั้งนั้น
    “เจ้ารู้ได้ยังไงว่ามันคือเหล็ก” ลุงถามผมอีกครั้ง
    “ผมเดาเอาครับ” ผมโกหกไปเพราะขี้เกียจตอบว่ารู้เพราะในโลกเก่าผมมีเหอะๆใครจะไปเชื่อ
    “ถูกต้องมันคือเหล็ก ถึงเจ้าจะเดาก็เถอะ แต่ถูกก็คือถูก” ลุงออสตอบผม
    “เอ็งอยากได้ดาบแบบไหนล่ะ” ลุงออสถามผม
    “ลุงมีกระดาษมั้ยครับ” ผมขอกระดาษลุง
    “เอ้านี่” ลุงแกหยิบให้ ผมค่อยๆวาดลงไปทันที ใช้เวลาไม่นานก็วาดเสร็จผมก็ยืนแปลนดาบให้แกดู
    “โอ้ นี่มันข้าไม่เคยเห็นดาบลักษณะนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย รูปร่างแปลกๆแถมมีคมเดียวอีกต่างหาก วาดได้ดีเหมือนกัน แต่เอ็งแน่ใจนะไอ้หนูอยากได้แบบนี้แถมตั้ง 2 เล่ม” ลุงออสแกถามผมหลังจากได้ดูแปลนดาบแล้ว
    “ใช่ครับเอาแบบนี้ล่ะลุง” ผมพยักหน้า
    “งั้นเอ็งจะใช้เหล็กอะไร ร้านข้ามีเหล็กธรรมดา ยันมิธริล” ลุงออสถามผม
    “ผมขอใช้เหล็กในหีบได้มั้ยครับ” ผมขอแกเพราะผมรู้จักเหล็กน้ำพี้ดีว่ามันใช้อย่างไร
    “เอ็งใช้เป็นหรอ ข้ายังไม่รู้เลยจะใช้มันยังไงดี” ข้ารู้แค่ว่ามันเป็นเหล็ก
    “ผมคิดว่าผมทำให้มันกลายเป็นแร่เหล็กได้ครับ แต่ผมไม่มีโรงถลุงเอาไว้ผมทำมันจนกลายเป็นแร่เหล็กได้ผมค่อยเอามาให้ลุงถลุงให้ดีมั้ยครับ” ผมถามลุงออส
    “ตามใจเอ็งละกัน” ลุงออสตามอย่างไม่ค่อยจะสนใจเท่าไร
    “งั้นเดี๋ยวอีก 3 วันผมจะเอาแร่เหล็กมาให้ลุงถลุงนะครับ” ผมบอกลุงออสไว้
    “เออ” ลุงแกพยักหน้าตอบ
    “งั้นผมลาก่อนนะครับ คุณเชียร์ ลุงออส” ผมบอกลาแก ก่อนจะค่อยๆ ยกหีบแร่เหล็กน้ำพี้ดิบขึ้น โอยหนักโว้ยนี่มันหลายสิบกิโลเลยนะเนี่ย ลุงแกยกมาสบายๆได้ยังไงเนี่ย ผมถึงกับต้องโคจรลมปราณและยกไป
    จบ...(เหล็กน้ำพี้ ข้อมูลอ้างอิงจาก รายการ สอยมาเล่า credit. เหล็กน้ำพี้ - สอยมาเล่า l EP.1 https://www.youtube.com/watch?v=T_bDp-NxmQk )