พุทธองค์กลับเข้ามาในวิหารระฟ้าก็พบกับจื่อหลิงที่นั่งรออยู่ก่อนหน้า ท่าทางคลายกังวลอย่างเห็นได้ชัด คงแปลว่าสิ่งนั้นได้รับการแก้ไขแล้ว ศิษย์หนุ่มเห็นพุทธองค์ก็รีบยืนขึ้นแสดงความเคารพ ก่อนที่จะเดินตามพุทธองค์ไปที่ห้องตำรา
ไม่บ่อยนักที่จื่อหลิงจะได้เข้าห้องตำราของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง มันใหญ่โตโอ่อ่าและเต็มไปด้วยพระคัมภีร์คำสอนมากมาย การจัดเก็บเข้าที่นั้นคงต้องใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียว
“จื่อหลิง”
“...”
ศิษย์หนุ่มยืนอ้าปากค้างกับตำรานับหมื่นเล่มตรงหน้า จึงไม่ได้ยินเสียงของพุทธองค์ที่กำลังเรียก
“จื่อหลิง”
“ขอรับ!”
“อาตมาให้จื่อหลิงเก็บแถวในสุดทั้งหมด ฝั่งนี้อาตมาจัดการเอง”
“ได้ขอรับ”
เป็เื่สนุกสำหรับคนที่ชอบอ่านตำราอย่างจื่อหลิง พระคัมภีร์บางเล่มก็อ่านไม่ออก แปลไม่เข้าใจ เหตุคงเพราะยังไม่ถึงบทที่เรียน โดยปกติหากเป็พระคัมภีร์ชั้นสูงขึ้นมา พุทธองค์หลี่จิ้งหยางจะเป็คนถ่ายทอดความรู้เองทั้งหมด
เขายังคงจัดตำราขึ้นชั้นวางอย่างใจเย็น โดยไม่ได้สนใจว่าพุทธองค์หลี่จิ้งหยางกำลังทำสิ่งใดอยู่ สมาธิจดจ่อของจื่อหลิงอยู่ที่ตำรากองพะเนินตรงหน้า ทว่ากลับมีตำราเล่มเล็กหล่นร่วงลงมา ในนั้นบอกถึงเืขั้วหัวใจ ที่สามารถปลุกพลังเคล็ดวิชานพเคราะห์เจ็ดดาราได้
เคล็ดวิชาอะไรกัน ทำไมจื่อหลิงถึงไม่เคยได้ยินมาก่อน
ต้องเป็เืขั้วหัวใจของผู้สร้างเท่านั้น พลังเคล็ดวิชานี้จึงสัมฤทธิ์ผลและทรงพลังที่สุด
หันมองหาพุทธองค์ก็พบว่ายังคงนั่งเลือกตำรา แบ่งแยกเป็หมวดหมู่ ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยและไม่เคยมีอารมณ์อื่นใด พุทธองค์หลี่จิ้งหยางก็สนใจเื่เคล็ดวิชาในยุทธภพเช่นกัน เท่าที่จื่อหลิงเคยรับรู้มาก่อนหน้า กว่าพุทธองค์หลี่จิ้งหยางจะบวชเป็สาวกของพระสัมมา เหมือนว่าจะเคยเป็ยอดฝีมือในยุทธภพมาก่อน
อยากเอ่ยปากถามออกไป แต่ก็เกรงว่าจะโดนพุทธองค์บ่นเอาได้ จึงได้แต่รีบเก็บกลับคืนที่เดิม จื่อหลิงต้องค้นคว้าเื่เคล็ดวิชานพเคราะห์เจ็ดดาราดูสักครา เป็อะไรที่แปลกใหม่และไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
เยว่ชิงเข้าฌานสมาธิอยู่ค่อนวัน จิตเลื่อนระดับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กายิญญาก็สามารถทำทุกอย่างได้เหมือนกับมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจอยู่ เขาลองหยิบแก้วน้ำขึ้นมาก็พบว่าทำได้ ลองทำนั่นนี่อย่างที่เคยทำก็พบว่าิญญานี้ทำได้ดีเกิดคาด
“ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ ิญญานี้ใช้ชีวิตดังมนุษย์ได้แล้ว”
มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาหยิบเสื้อผ้าที่จื่อหลิงวางไว้ให้มาสวมใส่ ในตอนนี้เยว่ชิงไม่ต่างจากคนปกติทั่วไปที่ยังมีชีวิต เขาเดินไปเดินมาวนรอบห้องอยู่หลายรอบ พลันหัวใจก็เจ็บแปลบขึ้นมา เมื่อจับดูก็พบว่ามันนิ่งสงบไม่เคลื่อนไหว
หัวใจไม่เต้นแล้ว นี่คือสิ่งที่ร่างกายพยายามบอกว่าเขาได้ตายจากการเป็มนุษย์โดยสมบูรณ์
เขายังคงซ่อนตัวเองจากภายนอก ซ่อนมันอยู่ในห้องนอนที่เรือนเล็กของจื่อหลิง
วันเวลาที่ผ่านไปเชื่องช้าและเนิ่นนาน ไป๋เยว่ชิงครุ่นคิดถึงอดีตที่ผ่านมา เขาน่าจะใช้เวลาที่เป็มนุษย์ให้มากกว่านี้สักหน่อย เขาควรออกไปท่องเที่ยว หรือเขาไม่ควรมาอยู่ที่หารระฟ้าแต่แรก ทุกอย่างเป็ความผิดพลาดที่เยว่ชิงไม่ทันระวัง
ชาติกำเนิดของไป๋เยว่ชิงเป็ความลับ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าบิดามารดาของเขาเป็ใคร เยว่ชิงเติบโตในอารามจี้หยง โดยมีหลวงจีนเ้าอาวาสเป็ผู้เลี้ยงดูเขา จนกระทั่งเยว่ชิงอายุสิบห้า ก็ได้พบกับพุทธองค์หลี่จิ้งหยางที่อารามจี้หยง
นักบวชผู้มากไปด้วยเมตตาบารมีเอ่ยขอตัวของไป๋เยว่ชิง ให้มาอยู่ข้างกายที่วิหารระฟ้าแห่งนี้
เยว่ชิงยังคงจำได้ทุกอย่างไม่เคยลืม พุทธองค์หลี่จิ้งหยางไม่เคยผิดสัจจะวาจา เขาให้เยว่ชิงอยู่ข้างกายมาโดยตลอด แต่ทำไมกัน...
เขารีบส่ายหน้าตนเองไล่ความนึกคิดฟุ้งซ่าน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมากลับพบพุทธองค์ยืนอยู่
“...!”
“เยว่ชิง”
“อย่ามาเรียกชื่อของข้าน้อย ยามที่พุทธองค์เอื้อนเอ่ยนั้น ข้าน้อยเหมือนสุนัขข้างทางไม่ผิดเพี้ยน!”
“อาตมาขอเถิด”
“ขอสิ่งใดอีกเล่า ข้าน้อยเหลือเพียงิญญานี้”
เยว่ชิงสนทนากับความว่างเปล่า ทุกอย่างเป็สิ่งที่จิตแค้นสร้างขึ้นมา มันครอบงำให้เยว่ชิงกระทำในสิ่งที่้า สร้างภาพหลอนให้เยว่ชิงเห็นเสมือนว่าเป็ความจริง
“ยกิญญาให้อาตมาเสีย”
“หะ!”
“แค่ชีวิตของเยว่ชิงมันไม่พอหรอก อาตมาอยากได้ทุกอย่างที่้า”
พุทธองค์ที่เคยสงบนิ่งสง่างาม บัดนี้กลับฉีกยิ้มราวกับปีศาจก็ไม่ปาน เยว่ชิงพยักหน้าขึ้นลงพร้อมกับหัวเราะออกมา “ท่านมันยิ่งกว่าผีห่าตนใด!”
ฝ่ามือของพุทธองค์ยกขึ้นทีละน้อย เดาไม่ผิดคงกำลังใช้ฝ่าพระหัตถ์หมื่นพุทธองค์ทำลายิญญาเขาอย่างแน่นอน เมื่อเป็เช่นนั้นเยว่ชิงจึงะเิพลังของตนออกมา
ภาพของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางหายไป ทุกอย่างอยู่ในความสงบ ดวงตาสีชามองรอบกายก็พบว่ามันไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ที่แท้เขาก็ฝันกลางวันไปเองทั้งหมด พลางยกฝ่ามือลูบหน้าของตนเอง เมื่อครู่นั้นเหมือนจริงมาก เหมือนเสียจนเขานั้นไม่อาจควบคุมความแค้นเอาไว้ได้
เยว่ชิงแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง พลังรุนแรงเมื่อครู่มันคืออะไรกัน
ทว่าความสงสัยของเขาก็ถูกพับเก็บไปเมื่อจื่อหลิงกลับมา สีหน้าของสหายที่ตื่นตากับร่างกายของเยว่ชิง รวมไปถึงเสื้อผ้าที่อยู่บนตัวของเยว่ชิง
“เ้ากลายเป็มนุษย์แล้วอย่างนั้นหรือ?”
“มนุษย์? ข้าเป็แบบนั้นได้ที่ไหนกันเ้าทึ่ม” เยว่ชิงเอ่ยออกมาด้วยท่าทีขบขัน
จื่อหลิงกอดคอเขาออกจากเรือนเล็ก ในเมื่อสหายของเขาสำเร็จจิตในระดับนี้ได้ก็นับว่าต้องฉลอง เยว่ชิงเองก็เห็นว่าดีไม่น้อย เขาอยากกลับไปเยี่ยมหลวงจีนที่อารามจี้หยงพอดี
ศิษย์ในวิหารระฟ้าจะได้ออกไปพักเฉพาะเวลาที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และมันก็เป็โชคของจื่อหลิงพอดีที่พุทธองค์หลี่จิ้งหยางมอบมันเป็รางวัลให้เขา ทั้งสองจึงได้ลงจากเขามาเดินเล่น ผ่านอารามจี้หยงพอดี สองขาของเยว่ชิงกลับชะงักขึ้นมา
“เป็อะไรไป?”
“ข้ากลัวหลวงจีนจะล่วงรู้ เื่ที่ข้ากลายเป็เพียงิญญา”
“ร่างกายเ้ามองภายนอกก็ดูไม่ออกหรอก”
“แต่ข้า...”
“วันนี้เ้ายังมีโอกาสนะเยว่ชิง อะไรที่คิดว่าทำได้ก็ควรทำก่อน”
นับว่าจื่อหลิงนั้นเตือนสติได้ดีเลยทีเดียว ในวันนี้ที่เขายังมีโอกาสได้กลับมาก็ควรคว้าเอาไว้ บางที่ภายภาคหน้าเขาอาจไม่โชคดีเช่นนี้อีกแล้ว
อารามจี้หยงยังคงสงบร่มเย็น จื่อหลิงเดินนำเยว่ชิงที่กำลังสอดสายตามองไปรอบ ครั้งสุดท้ายที่เขามาเยี่ยมหลวงจีนคงเป็่หน้าหนาวปีก่อน เสียงสวดมนต์ของที่อารามนี้ดำเนินไป ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้เยว่ชิงร้อนรุ่มใจแต่อย่างใด เขาสงบจิตได้มากกว่าตอนอยู่วิหารระฟ้าเสียอีก
“เยว่ชิง...”
“หลวงจีน ท่านเป็อย่างไรบ้าง”
ท่านพยักหน้าให้เป็เชิงว่าสบายดี แต่ดวงตากลับเบิกขึ้นเล็กน้อยราวกับคนใ ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาปราณีนั้นยังคงเป็เช่นเดิม เยว่ชิงสนทนากับหลวงจีนอยู่พักใหญ่ก็เอ่ยลา หลวงจีนผู้นี้เป็เสมือนบิดา ผู้ที่โอบอุ้มเยว่ชิงให้เติบโตมาเป็อย่างดี
“ไป๋เยว่ชิง”
“ขอรับ”
“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป อาตมาไม่หวังให้โยมติดอยู่ในวังวนที่ไร้แสงสว่าง” หลวงจีนกล่าวจบก็เดินกลับไป ทว่าเยว่ชิงนั้นเข้าใจความหมายเป็อย่างดี
ขออภัยที่ข้านั้นทำไม่ได้ ข้าผู้นี้ยินยอมให้เปลวเพลิงนรกแผดเผาจนจิติญญาแตกสลาย
ความคิดในใจของเยว่ชิงนั้นไม่มีผู้ใดรับรู้ได้ จื่อหลิงพามาโรงน้ำชาข้างตลาด ที่นี่เรียกว่าเป็โลกของยุทธภพ วิหารระฟ้าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้แก่งแย่ง พุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นมีอำนาจมากพอที่จะกำราบพวกที่เข้ามารุกรานวุ่นวาย
ดูอย่างเมื่อหลายปีก่อน เผ่ามารกำเริบเสิบสานจนต้านไม่อยู่ ์จึงมาร้องขอให้พุทธองค์หลี่จิ้งหยางช่วยจัดการและยุติาที่จะเกิด เพียงแค่พุทธองค์ยืนอยู่เบื้องหน้า เหล่ามารนั้นแตกกระเจิงไปคนละทิศทาง ประมุขเผ่ามารโดนฝ่าพระหัตถ์หมื่นพุทธองค์ เป็เหตุให้ล้มป่วยเกือบสิ้นชีวาในครั้งนั้น
เยว่ชิงยังคงอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง จนจื่อหลิงสะกิดให้เขาดูใครบางคนที่กำลังเดินผ่านไป
สดับเพียรหมื่นภพชาติ