ค.ศ. 2038
กรุงสตอกโฮล์ม, ประเทศสวีเดน
“ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เขาเคยขึ้นเวทีรับรางวัล ‘Against Dictatorship Award’ สาขานวัตกรรมอันทรงเกียรติมาแล้ว และตอนนี้เขาได้สร้างประวัติศาสตร์เป็บุคคลแรกที่ได้รับรางวัล Against Dictatorship Award ต่างสาขาในปีเดียวกัน ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่ดิฉันจะประกาศชื่อบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่เราทุกคนในห้องนี้ รวมถึงผู้คนทั่วโลก ‘อเล็กซ์ อัศวนาวิน’ ขึ้นมารับรางวัล Against Dictatorship Award สาขานักต่อสู้เผด็จการประจำปีคริสต์ศักราชสองพันสามสิบแปด”
สิ้นเสียงกล่าวของพิธีกรหญิงบนเวที เสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราวทั่วห้องโถงบรรยากาศหรูหรา ผนังเป็หินอ่อนแกะสลักลวดลายตํานานเทพปกรณัมกรีกอย่างประณีต เสริมความตระการตาด้วยเสาหินสีทองอีกหลายต้น ส่วนต้นเสียงก็มาจากเหล่าคนหนุ่มสาวต่างวัยในเครื่องแต่งกายที่ค่อนข้างทางการนับร้อยชีวิตที่นั่งอยู่เต็มความจุของห้อง
ไม่กี่วินาทีต่อมา ปรากฏชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุทสูทสีดำเรียบหรูสไตล์อิตาเลี่ยนที่ไม่ต้องพินิจในระยะใกล้ก็รู้ได้ทันทีว่าราคาต้องแพงระยับ เสียงรองเท้าโลฟเฟอร์สีดำขลิบทองดังตามจังหวะฝีเท้าขณะเดินแหวกกายผ่านฝูงชนจากมุมด้านหลังสุดของห้องมุ่งสู่เวทีเบื้องหน้า
ชายหนุ่มผู้นี้หากไม่เคยรู้จักมาก่อนคงยากที่จะระบุสัญชาติ ด้วยผิวขาวเหลือง เส้นผมสีดำขลับถูกจัดแต่งอย่างพิถีพิถันไปด้านหลังด้วยทรงสลิคแบค ส่วนด้านข้างศรีษะตัดสั้น ด้วยประการนี้เขาดูเหมือนคนเชื้อสายเอเชีย ทว่าสีของั์ตากลับทอประกายฟ้าน้ำทะเล แตกต่างจากชาวเอเชียทั่วไป
อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่สัญชาติ แต่ทุกคนในห้องโถง รวมถึงอีกหลายล้านคนทั่วโลกรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม และประวัติภูมิหลังของบุรุษผู้นี้เป็อย่างดี เขาคือ ‘อเล็กซ์ อัศวนาวิน’ ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ด้วยวัยเพียงยี่สิบสี่ปี แต่กลับเป็หนึ่งในบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เื่ไอคิวของเขายังเป็ที่ถกเถียงกัน แต่อย่างไรก็ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบ จบการศึกษาระดับด็อกเตอร์สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกั้แ่อายุยังไม่ครบสิบเจ็ด อายุสิบแปดเข้าทำงานที่องค์การนาซ่า ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็กลายเป็หนึ่งในหัวเรือใหญ่ของโครงการสำรวจและสร้างถิ่นฐานมนุษย์บนดาวอังคาร
ทว่าเมื่ออายุถึงวัยบรรลุนิติภาวะ เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ขึ้นกับชีวิตอเล็กซ์ เปลี่ยนเขาจากชายหนุ่มนักวิชาการกลายเป็ ‘ผู้ล้างแค้น’ เขาลาออกจากองค์การนาซ่า ก่อนจะอาศัยความรู้ด้านการสร้างหุ่นยนต์ที่ไม่เป็สองรองใครในโลก พร้อมด้วยเงินทุนก้อนโตจากมหาเศรษฐีลึกลับที่โอนเข้าบัญชีอเล็กซ์ในรูปแบบคริปโทเคอร์เรนซี่ สร้างกองทัพหุ่นยนต์จักรกลสังหารภายใต้ธง ‘Dictator Slayer’ หรือ ‘นักล่าเผด็จการ’ ที่โบกสยาย
ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ที่แม้แต่กองทัพของประเทศต่าง ๆ ก็ไม่อาจเทียบได้ ดังนั้นแม้จะมีจำนวนหุ่นยนต์จักรกลสังหารเพียงไม่กี่สิบตัว ทว่าก็มากพอที่จะใช้โจมตีประเทศต่าง ๆ จนแตกพ่าย โดยเฉพาะประเทศที่ปกครองโดยเหล่าเผด็จการทรราช ซึ่งส่วนใหญ่ยุทโธปกรณ์ทางการทหารยังล้าหลัง
ตรงตามชื่อ Dictator Slayer ทุกประการ เพราะตลอดระยะเวลากว่าสี่ปีที่ผ่านมา จอมเผด็จการในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างโดนกองทัพหุ่นยนต์ของอเล็กซ์เล่นงานจนย่อยยับ ยกธงขาวยอมแพ้ไปเกือบสิบประเทศ และแน่นอนว่าเมื่อฝุ่นควันแห่งเผด็จการจางหาย ดอกไม้แห่งประชาธิปไตยก็เริ่มผลิบาน สายฝนแห่งอิสระภาพโปรยปราย อำนาจการปกครองตกเป็ของประชาชนอีกครั้ง ความเจริญที่ถูกเผด็จการแช่แข็งไว้ก็ค่อย ๆ ละลายออก
ดังนั้นถึงแม้อเล็กซ์จะปฏิเสธเสียงแข็งโดยตลอดว่าเขาไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่วีรบุรุษ ไม่ใช่ผู้กอบกู้ เป็เพียงผู้เกลียดเผด็จการเข้ากระดูกดำด้วย ‘เหตุผลส่วนตัว’ บางประการ จนนึกอยากกำจัดพวกมันให้สิ้นซากก็เท่านั้น นอกจากนั้นด้านวิธีการที่ปราศจากคำว่า ‘สงบสันติ’ และมีแต่การนองเื ซึ่งก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่อาจห้ามเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญจากผู้คนที่เขาช่วยให้หลุดพ้นร่มเงาการถูกกดขี่ได้
อเล็กซ์ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้า และไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการ Against Dictatorship Award ซึ่งเป็รางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้กับผู้ยืนหยัดต่อสู้กับเผด็จการทั่วโลกมานานนับทศวรรษ จึงลงคะแนนเสียงมติเอกฉันท์ว่ารางวัลประจำปีคริสต์ศักราชสองพันสามสิบแปดทั้งสาขานวัตกรรมและนักต่อสู้เผด็จการเหมาะที่จะเป็ของเขาด้วยประการทั้งปวง
“ผมคงต้องพูดเหมือนเดิมว่าขอบคุณครับ ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่ารางวัลนี้ทรงเกียรติเพียงใด ดังนั้นขอบคุณที่มอบให้กับผม” อเล็กซ์กล่าวประโยคแรกผ่านไมค์โครโฟนหลังจากยืนประจำโพเดี้ยมบนเวที
“ถึงแม้ผมจะรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับรางวัลนี้แม้แต่น้อย มีนักต่อสู้เผด็จการอีกมากมายที่กล้าหาญกว่าผมมากมายนัก พวกเขาไม่มีเทคโนโลยีหรือเงินทุนช่วยคุ้มครองตนเองเหมือนผม มีเพียงปากไว้พูด มือไว้เขียน และจิติญญาเสรีที่ไม่ยอมนอบน้อมต่อเผด็จการเท่านั้น พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่คู่ควรกับรางวัลอันทรงเกียรติที่แท้จริง”
พูดจบประโยค อเล็กซ์เว้นระยะเล็กน้อยให้ทุกคนในห้องได้ปรบมือเชิดชูเกียรติแก่นักสู้ผู้ต่อต้านเผด็จการคนอื่น ๆ และเมื่อเสียงปรบมือเริ่มซาลง จึงเริ่มกล่าวต่อ “แต่ในเมื่อผมได้รับมาแล้วก็ขอใช้มันเป็ตัวแทนแห่งความหวัง…ความหวังที่ผมอยากส่งมอบให้กับผู้ที่ยังถูกระบอบเผด็จการชั่วร้ายกดขี่ทุกคนในโลกใบนี้ ผมอยากให้พวกคุณยังมีหวัง อยากให้พวกคุณจงเชิดหน้า ยืนหลังตรง และใช้ชีวิตต่อไปอย่างเปี่ยมด้วยความฝัน ถึงแม้ความเป็จริงจะโหดร้ายเพียงใดก็ตาม แต่เชื่อผมเถอะครับ อีกไม่นานเกินรอแสงแห่งอิสระเสรีจะสาดส่องถึงพวกคุณทุกคนอย่างแน่นอน ดั่งคำกล่าว ‘เมื่อฟ้าสีทองส่องอำไพ ประชาชนจะเป็ใหญ่ในแผ่นดิน’”
อีกครั้งที่เสียงปรบมือดังเกรียวกราว สะท้อนกึกก้องทั่วห้องโถงแห่งนี้ อเล็กซ์กวาดสายตามองผู้ร่วมอุดมการณ์ทุกคนอย่างชื่นชม
“นอกจากนั้นไหน ๆ ก็ได้พื้นที่มากล่าวสุนทรพจน์ตรงนี้แล้ว หากไม่เป็เสียเวลาเกินไป ผมยากจะพูดต่ออีกหน่อย เป็สิ่งที่อยากบอกผู้นำเผด็จการทรราชทุกคนว่าหากได้ฟังข้อความนี้จงสละอำนาจคืนให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นผมก็รับประกันไม่ได้ว่าศพต่อไปจะไม่ใช่พวกคุณ และต่อให้สุดท้ายจะขี้ขลาดตาขาว เผ่นหนีหายไป ผมสัญญาเลยว่าไม่ว่าจะหนีไปมุมไหนของโลก ผมจะตามล่าพวกคุณไปทุกที่แน่นอน และถึงเวลานั้นสิ่งที่คุณจะเสียใจที่สุดในชีวิตคือการไม่เชื่อคำพูดผมั้แ่วันนี้”
กล่าวจบ ชายหนุ่มพับไมโครโฟน ก่อนเดินลงจากเวที ส่วนสักขีพยานในห้องประชุมตอนแรกต่างนิ่งอึ้งเล็กน้อย เพราะั้แ่มี Against Dictatorship Award มานับทศวรรษ นี่คือสุนทรพจน์ที่ดุเดือดและเปี่ยมด้วยความโกรธแค้นที่สุด แต่สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจปรบมืออย่างพร้อมเพรียง ราวกับเป็บ่งบอกโดยไม่ต้องกล่าวคำว่าเห็นด้วย เสียงปรบมือส่งท้ายอเล็กซ์ที่เดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองแม้เพียงนิด
จบด็อกเตอร์ั้แ่อายุสิบเจ็ด ยังไม่ทันสิบแปดดีก็ได้เข้าทำงานที่องค์การนาซ่า หากรับรู้เพียงเท่านี้คงคาดคิดไปว่าอเล็กซ์ อัศวนาวินเป็หนุ่มเนิร์ดหนอนหนังสือที่วัน ๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง ค้นคว้าวิจัย สร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับโลกโดยไม่สนใจโลกภายนอกเท่าไรนัก
ใช่ เมื่อก่อนเขาเคยเป็เช่นนั้น ทว่าั้แ่เมื่อสี่ปีก่อนเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากที่เคยผมเผ้ารกรุงรัง บ่งบอกชัดถึงการไม่ดูแลตัวเอง กลับถูกตัดแต่งเป็ทรงสลิคแบค ด้านข้างศรีษะสั้นเกรียน ้าจัดทรงหวีเรียบแปล้ หูข้างซ้ายยังเจาะรูใส่ห่วงโลหะสีเงิน ส่วนแขนขวาถูกสักทับด้วยลวดลายชนเผ่าเมารีั้แ่ข้อศอกไล่ยาวถึงหัวไหล่ ตู้เสื้อผ้าจากที่เคยมีเพียงเสื้อยืดสีพื้นซ้ำ ๆ แขวนเรียงราย ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยชุดสูทดีไซนเนอร์แบรนด์ที่สั่งตัดจากอิตาลี ราคาแต่ละชุดสามารถซื้อรถยนต์ได้หนึ่งคัน
นอกจากนั้นห้องสมุดในบ้านก็ไม่ใช่สถานที่โปรดของอเล็กซ์อีกต่อไป กลับกลายเป็ว่าหากใครอยากพบหัวหน้ากองทัพ Dictator Slayer ผู้โด่งดังคนนี้ ให้ลองแวะเวียนไปที่ไนต์คลับชื่อดังในย่านดาวน์ทาวน์ ลอสแองเจอลิส อย่างไรเสียก็ได้พบเจอแน่นอน แต่ไม่รับประกันว่าเขาจะอยู่ในสภาพที่พูดคุยได้หรือไม่
ท่ามกลางแสงไฟและเสียงเพลง อเล็กซ์คือดาวเด่น ด้วยชื่อเสียงและฐานะทางสังคม จึงไม่แปลกที่ใครต่อใครจะอยากเข้าหา พร้อมหยิบยื่นมิตรภาพให้ ที่บางครั้งก็มาจากใจจริง แต่ก็มีไม่น้อยที่เคลือบไว้ด้วยความหวังอยากตักตวงผลประโยชน์ ส่วนอเล็กซ์ ภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตาคือมือหนึ่งถือแก้วบรรจุน้ำสีอำพัน ยกกระดกแก้วแล้วแก้วเล่า พร้อมกับสติที่ค่อย ๆ เลือนลางจางหาย รู้ตัวอีกทีก็ตื่นมาตอนเช้าบนเตียงที่ไหนสักแห่ง และบ่อยครั้งที่มีหญิงสาวแปลกหน้าหลับอยู่ข้าง ๆ
เรียกได้ว่าเพียง่เวลาสั้น ๆ จากหนุ่มเนิร์ดพลิกกลายเป็แบดบอยตัวฉกาจ จนไม่เหลือเค้าอเล็กซ์คนเดิมแม้แต่น้อย
วันนี้ก็เช่นเดียวกัน หลังเสร็จสิ้นพิธีมอบรางวัล ซึ่งสำหรับอเล็กซ์เป็เพียงพิธีการน่าเบื่อที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เขาก็กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องโรมแรม และเมื่อยามราตรีเดินทางมาถึง ชายหนุ่มก็มาปรากฏตัวที่ ‘กุสตาฟสัน’ หนึ่งในไนต์คลับติดอันดับหรูที่สุดของกรุงสตอกโฮล์ม ในชุดเสื้อเชิ้ตพอดีตัวสีขาว สวมทับด้วยเบลเซอร์ผ้าทวีดสีเืหมู เข้าคู่กับกางเกงทรงกระบอกเล็กสีเดียวกัน ปิดท้ายด้วยรองเท้าโลฟเฟอร์สีดำเงา ที่มองจากระยะร้อยเมตรก็รู้ว่าคุณภาพการตัดเย็บจากช่างฝีมือดีระดับโลก
“รางวัลนักต่อสู้เผด็จการ...ความรู้สึกที่เหมือนเป็ผู้พิทักษ์ความยุติธรรมให้กับโลก มีคนยกย่องสรรเสริญ มันต้องเจ๋งสุด ๆ ไปเลยใช่ไหม?” เสียงอ่อนหวานรื่นหูไม่แพ้บทเพลงแจ๊สของ แฟรงก์ ซินาตร้า ที่กำลังบรรเลงอยู่เอ่ยถามขึ้นเป็ภาษาอังกฤษ เ้าของคือ ‘มีอา เบิร์ก’ นางแบบสาว ขวัญใจหนุ่มน้อยใหญ่ชาวสวีเดนทั้งประเทศ
“ก็ไม่ได้พิเศษอะไรเท่าไรหรอก ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ที่นี่ดีกว่าเยอะเลย” อเล็กซ์กล่าวตอบเสียงชืด ๆ พลางหันไปสบตาหญิงสาวผมทอง ั์ตาโฉบเฉี่ยวสีน้ำเงิน รับกับสันจมูกสันเป็คมอย่างพอเหมาะพอเจาะ แลดูสวยสง่าในชุดเดรสสีดำ เว้าเห็นไหล่ขาวสะอ้าน ที่ตอนนี้ศีรษะของเธอซบอยู่บนไหล่ขวาของชายหนุ่ม พลางส่งสายตายั่วยวนมองเขา
“ดีกว่า? เกี่ยวกับที่มีฉันอยู่ด้วยหรือเปล่านะ” หญิงสาวยังไม่เลิกกระเซ้าทีเล่นทีจริง
“เพราะน้ำในแก้วนี้ต่างหาก แต่มีเธออยู่ข้าง ๆ ก็ดีกว่าไม่มี อย่างน้อยในเมืองที่ไม่คุ้นเคยนี้ เธอเป็คนเดียวที่เข้าใจตัวตน และไม่คาดหวังว่าชั้นจะต้องเป็ฮีโร่ผดุงความยุติธรรม วางตัวดีเป็แบบอย่าง” อเล็กซ์ชูแก้วบรรจุน้ำสีอำพันแทนคำตอบ หลังกล่าวเสร็จเขายกดื่มจนหมดเกลี้ยงในคราวเดียว ส่วนมีอา ถึงแม้เธอจะคาดเดาคำตอบของเขาได้อยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกอะไรเท่าไรกับประโยคที่ฟังดูใจร้ายเช่นนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำหน้าจ๋อย
โต๊ะที่ทั้งคู่นั่งเป็เล้าจ์โซฟาผ้ากำมะหยี่สีแดงทรงโค้ง ซึ่งตั้งแยกออกมาจากโต๊ะอื่น ๆ ในร้านพอสมควร เป็โซนสำหรับลูกค้าที่้าความเป็ส่วนตัว และสำหรับทั้งคู่ที่ฝ่ายหนึ่งดีกรีเ้าของรางวัลระดับโลกนั่งคลอเคลียอยู่กับนางแบบชื่อดังที่ทุกคนคุ้นหน้า โต๊ะนี้จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
อเล็กซ์กับมีอาพบกันครั้งแรก่ฤดูร้อนของปีก่อนในงานปาร์ตี้หลังจบการเดินแฟชั่นโชว์ของแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกแบรนด์หนึ่งซึ่งจัดขึ้นในกรุงนิวยอร์ก อเล็กซ์ได้รับเชิญให้มาร่วมงานในฐานะแขกผู้มีชื่อเสียง ส่วนมีอาคือนางแบบที่ได้รับเลือกมาเดินแคทวอล์ก แม้ในงานอเล็กซ์มีโอกาสทำความรู้จักกับนางแบบหลายคน แต่มีอาคือคนที่คุยด้วยสนุกที่สุด อยู่ด้วยแล้วสบายใจ หรืออย่างน้อยเขาก็ไม่รู้สึกรำคาญเธอ และนับั้แ่นั้นมาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น
ทั้งคู่ไม่ใช่คนรักกัน และไม่ใกล้เคียงที่จะเป็แม้แต่น้อย ถึงแม้มีอาจะรู้สึกตกหลุมเสน่ห์ชายคนนี้อยู่บ้าง แต่เธอก็ทราบดีั้แ่ต้นว่าอเล็กซ์ไม่ใช่คนที่จะมอบหัวใจให้ใคร ไม่สนใจมีความสัมพันธ์ผูกมัด และเขาก็ไม่ได้ปิดบังความคิดนี้ ตรงกันข้าม เขาเปิดเผยกับหญิงสาวทุกคนที่มีความสัมพันธ์ด้วยว่าอย่าหวังถึงรักแท้ แต่ถ้าหากพอใจในรูปแบบความสัมพันธ์ที่สนุกด้วยกันเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เขาก็ยินดี
‘เจ็บชะมัดเลยแฮะ’ ความรู้สึกของมีอาหลังได้ฟังเงื่อนไขความสัมพันธ์จากปากอเล็กซ์ แต่อย่างน้อยชั่วคราวก็ดีกว่าไม่มีเลย เธอจึงบอกตัวเองให้เข้มแข็ง รักษาระยะห่างที่อเล็กซ์พอใจ เจอกันบ้างตามที่เขาสะดวก ร่วมสุขกันข้ามคืน ถึงแม้ส่วนใหญ่ในตอนเช้าจะตื่นมาเหลือเพียงเธอลำพังบนเตียง ครั้งแรกก็เจ็บแปลบน่าดู แต่นานไปก็เริ่มชินชาและยอมรับมันได้ เช่นเดียวกับผู้หญิงอีกหลายคนที่อยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบนี้กับอเล็กซ์
ครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังรู้ข่าวว่าอเล็กซ์จะเดินทางมาที่สตอกโฮล์ม มีอาก็โทรหาโดยใช้ข้ออ้างว่าจะเป็ไกด์พาเที่ยว หรืออย่างน้อยในฐานะเ้าบ้าน เธอรู้ว่าบาร์ไหนที่ถูกใจอเล็กซ์ ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธ
“นี่กะว่ารับรางวัลเสร็จแล้วจะฉลองให้ตายไปเลยหรือไง” มีอาเอ่ยถามหลังเห็นว่าคู่สนทนาของเธอยกแก้วดื่มราวกับรถเบรกแตก จนบรั่นดีพร่องไปเกือบครึ่งขวดภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เธอพยายามใช้น้ำเสียงให้ดูคล้ายเป็การแซวเล่นที่สุด แม้ใจจะเป็ห่วงชายหนุ่มอยู่พอตัว
“ชีวิตนี้จะมีโอกาสมาสตอกโฮล์มสักกี่ครั้งกัน ก็ขอดื่มให้เต็มที่หน่อยไม่ได้หรือไง” ถึงแม้ดวงตาจะมีหลักฐานความมึนเมาอยู่บ้าง แต่น้ำเสียงของอเล็กซ์ยังไม่หย่อนหยานตามฤทธิ์แอลกอฮอล์
ได้ยินคำตอบเช่นนี้ มีอาสูดหายใจลึกเข้าเต็มปอดเฮือกใหญ่ คล้ายรวบรวมความกล้าเพื่อทำบางอย่าง จากนั้นมองหน้าอเล็กซ์ด้วยสีหน้าจริงจัง เอื้อมมือขวาไปแตะบนมืออเล็กซ์อย่างแ่เบา ก่อนเอ่ยถาม
“นี่อเล็กซ์ ถามจริง ๆ เถอะ คิดจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงเมื่อไร?”
คนโดนถามมองหน้ามีอาอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนเป็การโต้กลับทางสายตา ยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง เมื่อพร่องจนเหลือเพียงน้ำแข็ง จึงให้คำตอบ
“ถ้าเป็คนอื่นถามแบบนี้ชั้นคงลุกกลับไปแล้ว แต่เธอนี่เก่งจริง ๆ รู้วิธีถามให้ชั้นไม่หงุดหงิดได้ด้วย”
ราวกับไม่สนใจสิ่งที่อเล็กซ์พูด มีอารู้จักชายคนนี้ดี และนี่คือวิธีที่เขาใช้บ่อย ๆ ยาม้าบ่ายเบี่ยงไม่อยากเผยคำตอบ เธอจึงสบตากับเขาต่อไปอย่างไม่ลดละ แสดงออกชัดเจนว่ายังไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ยิน
“เฮ้อ โอเค ยอมแล้วครับ ยอมแล้ว” เมื่อไม่อยากแข่งเกมจ้องตาอีกต่อไป ชายหนุ่มจึงถอนหายใจ พร้อมยกมือสองข้างเป็สัญลักษณ์แห่งการยอมแพ้
“ไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้ออกจากปากอเล็กซ์ อัศวนาวินนะเนี่ย ดีมาก งั้นก็ตอบมาซะดี ๆ”
อเล็กซ์อมยิ้มเล็กน้อย ด้วยชื่นชมความพยายามของหญิงสาวในการออกเสียงนามสกุลยืดยาวของเขา ซึ่งเธอก็ทำได้ดีเลยทีเดียว
“ไม่รู้สิ…ตลอดไปมั้ง” กล่าวตอบเสียงเย็น หยิบบุหรี่บนโต๊ะขึ้นมาจุดสูบ ก่อนหันมองไปนอกหน้าต่าง และได้เห็นว่าตอนนี้หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาแล้ว บนท้องฟ้าคล้ายปรากฏใบหน้าผู้หญิงคนหนึ่งซ้อนทับอยู่บาง ๆ
บทสนทนาเงียบลง มีเพียงบทเพลงแจ๊สทำนองหวานปนขมจากลำโพงที่ตั้งอยู่ไม่ห่างเท่านั้นที่ยังคงส่งเสียงขับกล่อมอย่างไม่ขาดสาย ราวกับเป็ท่วงทำนองประกอบราตรีนี้ที่ดูท่าว่าจะยังไม่สิ้นสุดลงโดยง่าย
ไม่ต่างจากทุกครั้ง มีอาลืมตาตื่นขึ้นในห้องโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง เนื่องจากโดนแสงแดดยามสายที่ส่องลอดผ่านช่องผ้าม่านเข้ามาปลุก ก่อนจะหันไปมองพื้นที่ข้างกายที่เมื่อคืนมีชายหนุ่มคนหนึ่งจับจอง ทว่าตอนนี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่า
‘ชินได้แล้วมีอา ชินสักที’ หญิงสาวพยายามข่มความรู้สึกตัวเอง เธอรู้ตัวั้แ่แรกอยู่แล้วว่าถ้าจะเล่นเกมนี้จะต้องรับมือกับความรู้สึกแบบไหน จึงเปล่าประโยชน์ที่จะฟูมฟาย
หลังนั่งนิ่งปลอบใจตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง มีอาลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวทั้งเปลือยกาย เตรียมตัวอาบน้ำ ด้วยความคิดว่าไหน ๆ ก็ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวแล้ว ก็ขอใช้เซอร์วิสโรงแรมหรูแบบนี้ให้เต็มที่เสียหน่อย จะสั่งอาหารเช้าที่แพงที่สุด แล้วลงไปสปานวดตัวให้คุ้มเลย ยังไงเสียรายจ่ายทั้งหมดก็ลงบิลในชื่อของอเล็กซ์อยู่แล้ว
ทว่าขณะยืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำ และกำลังยื่นมือไปเปิด อยู่ ๆ ประตูเ้ากรรมก็เปิดสวนขึ้นมาก่อน เผยให้เห็นเป็อเล็กซ์ที่หัวกระเซอะกระเซิง และอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว
“ว้าย!” มีอาร้องขึ้นด้วยความใ ก่อนคิดได้ว่าตัวเองกำลังเปลือยกายอยู่ จึงรีบใช้ผ้าเช็ดตัวในมือห่มร่าง
“เป็อะไรของเธอเนี่ย?” อเล็กซ์เลิกคิ้วถาม งุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“ไม่ต้องมาเป็อะไรเลย ใครจะไปรู้ล่ะว่ายังอยู่ ก็คิดว่ากลับไปแล้ว...เหมือนทุกที” โวยวายด้วยเสียงแหลม ก่อนจะค่อย ๆ แ่ลงเมื่อถึงท้ายประโยค
“ก็ไม่ได้มีธุระอะไรนี่นา ไม่รู้จะรีบกลับไปทำไม นี่ก็อีกตั้งห้าชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่อง ถ้าเธออาบน้ำเสร็จช่วยพาไปกินข้าว แล้วไปส่งที่สนามบินหน่อยจะขอบคุณมาก”
“วันนี้มาแปลกคน ได้สิ แต่ฉันอาบน้ำนานหน่อยนะ รอได้ใช่ไหม” มีอาแกล้งตอบกลับราวเป็เื่ปกติ ทั้งที่ลิงโลดในใจ
“ขอแค่อย่าทำชั้นตกเครื่องก็พอ เดี๋ยวนอนรอก็ได้” พูดจบอเล็กซ์ก็เดินสวนผ่านมีอาออกไป และเมื่ออยู่ในมุมที่มั่นใจว่าชายหนุ่มมองไม่เห็นหน้า จึงค่อย ๆ เผยรอยยิ้มที่เก็บซ่อนออกมา แต่เพียงแวบเดียวก็ต้องจางหาย กลายเป็เม้มปากด้วยความเขินอายแกมโกรธ เมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มลอยลมมาว่า
“แล้วก็อีกอย่างชั้นก็เห็นมาหมดแล้ว ไม่ต้องทำเป็เขินไปหรอกนา”
“ตาบ้า” กล่าวตอบสั้น ๆ มีอาก้มหน้างุด
แม้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่แสงแดดยามบ่ายยังคงสาดส่องผ่านช่องกระจกอาคารผู้โดยสารสู่พื้นเบื้องล่างอย่างขันแข็ง ช่วยให้ท่าอากาศยานกรุงสตอกโฮล์มที่ผู้คนไม่พลุกพล่านนักดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาพอสมควร และในบริเวณประตูผู้โดยสารขาออก ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนไปมาขวักไขว่ ปรากฏหญิงชายคู่หนึ่งกำลังยืนพูดคุยกันอยู่
“อาหารไม่ย่อยเหรอไง ั้แ่มาถึงสนามบินก็เอาแต่เงียบไม่พูดไม่จา” เสียงของชายหนุ่มเอ่ยถามคู่สนทนาที่ยามนี้ดูจะสุขุมกว่าปกติวิสัย
“ก็ปกติฉันชินกับการที่นายหายตัวไปเลยนี่นา เคยมาส่งที่สนามบินเสียที่ไหนละ ทำตัวไม่ถูกบ้าง ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน” มีอาตอบโดยไม่สบตาคนถาม
อยู่ ๆ อเล็กซ์ก็เอื้อมมือวางบนศรีษะหญิงสาว ก่อนจะขยี้จนผมที่จัดแต่งมาอย่างพิถีพิถันจนกระเซอะกระเซิงด้วยท่าทีเอ็นดูอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ถึงแม้ทั้งคู่จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกายกันแล้วก็ตาม แต่นี่เป็ครั้งแรกที่มีอารู้สึกถึงความอบอุ่นผ่านการััที่แตกต่างไปจากทุกครั้ง ใบหน้าขาวสะอาดใต้เครื่องสำอางพลันขึ้นสีระเรื่อ
“มีคนเศร้าก็ไม่บอก ไปไม่ถูกเลยแฮะ” อเล็กซ์กล่าวยิ้ม ๆ
“ใครเศร้า ไม่เห็นมีเลย เื่ธรรมดาจะตาย”
“โอเค ก็นึกว่าเศร้า ถ้าเศร้าก็จะได้บอกอะไรสักหน่อย”
“บอกอะไร?” มีอาถามกลับทันควัน ใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมา
“ก็ไม่บอกแล้วไง ไม่เศร้าไม่ใช่เหรอ” เหมือนอเล็กซ์จะสนุกกับการแกล้งหญิงสาวน่าดู
“เศร้าก็ได้ เศร้าแล้ว” ตอบเสียงแ่ก่อนก้มหน้างุด หากใครผ่านมาเห็นคงไม่เชื่อสายตาว่านี่คือมีอา เบิร์ก ซูเปอร์โมเดลผู้สวยเริดเชิดหยิ่งเสมอภายใต้แสงแฟลช
ยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดูจนเผยให้เห็นฟันเกือบครบทุกซี่ ไม่ใช่สีหน้าที่เห็นได้บ่อยนักของอเล็กซ์ ก่อนเย้าต่อ
“เศร้าแล้วเนอะ ใช่ไหม?”
“อื้อ” ตอบรับแ่เบา พร้อมพยักหน้าหงึก ๆ
“ชั้นไม่อยากหลงตัวเองว่าเธอเศร้าที่เราต้องจากกัน แต่ถ้าบังเอิญใช่เื่นี้ก็เลิกเศร้าได้แล้ว ถึงจะรับปากไม่ได้ว่าเมื่อไร แต่หากมีเวลาว่างจะมาเจออีก เปิดโทรศัพท์ไว้ด้วยละ”
เป็ประโยคที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยิน มีอาจึงทำได้เพียงนิ่งอึ้ง ไม่รู้จะกล่าวตอบอย่างไร
“ไหงทำหน้าเหมือนไม่อยากให้โทร งั้นไม่โทรก็ได้”
“โทรได้! ฉันก็ไม่ได้ยุ่งอะไรเท่าไรหรอก แค่รับโทรศัพท์ก็คงไม่เสียเวลาเท่าไรหรอก” มีอารีบสวนขึ้นทันควัน ราวกับกลัวคำตอบของชายหนุ่มจะเปลี่ยนไป
“ก็ตามนั้นแหละ งั้นไปก่อนนะ แล้วเจอกัน” อเล็กซ์พูดพลางคว้ากระเป๋าเดินทางแบบลากที่วางอยู่ข้างกาย
“อื้อ แล้วเจอกัน อย่าเพิ่งตายก่อนล่ะ เห็นนายใช้ชีวิตแล้วกลัวแทน” มีอาตอบ ตอนนี้ในหัวเธออารมณ์ดีใจกับเศร้าตีกันจนไม่รู้จะแสดงออกมาอย่างไร
ทั้งคู่โบกมือลากัน และเป็ฝ่ายอเล็กซ์ที่หันหลังเดินจากไปก่อน มีอามองตามหลังอเล็กซ์จนลับสายตา ก่อนจะค่อย ๆ เผยรอยยิ้มให้เห็น ส่วนชายหนุ่มก็ยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน เพียงแต่เป็รอยยิ้มที่ผสมปนเปด้วยความรู้สึกผิดและไม่แน่ใจในบางสิ่ง