ตอนที่ 84 เยี่ยมเยียนกลางดึก
หลังจากพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายเรื่องการรับศพกลับบ้านเสร็จเรียบร้อย คุณแม่เหลียงก็เอ่ยถามคุณหมอหลิวทั้งน้ำตาว่าขอให้เธออยู่เฝ้าศพลูกชายในห้องรักษาศพได้หรือไม่ คุณหมอหลิวจำต้องปฏิเสธคำร้องขอนั้นเนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิดกฎและไม่สมควร ฝ่ายคุณพ่อคุณแม่เหลียงนั้นแม้จะเป็นชาวเขาที่ไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือมา ทว่าท่านทั้งคู่ก็ไม่ใช่คนไม่รู้ความ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รบเร้าต่อ ให้คุณหมอหลิวต้องลำบากใจ คู่สามีภรรยาชาวเขาเดินเข้าไปดูหน้า ลูกชายอีกครั้ง พวกเขาร้องห่มร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งจึงได้ยอมออกจากสถานีตำรวจไปพร้อมกับเฉินอันหลาน
เฉินอันหลานขับรถมาส่งสองสามีภรรยาที่โรงแรมแห่งหนึ่ง หลังจากจัดการที่พักให้กับคนทั้งสองเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็กำชับกับผู้จัดการของโรงแรมว่าให้ดูแลทั้งคู่เป็นพิเศษ อย่าให้ทั้งสองท่านออกจากโรงแรมโดยลำพังเด็ดขาด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง
หลังจากได้รับคำยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะจากผู้จัดการของโรงแรมว่าจะดูแลคุณพ่อเหลียงและคุณแม่เหลียงให้เป็นอย่างดีแล้ว เฉินอันหลานจึงวางใจและขับรถกลับบ้านไป
※※※※※※※※※※
“คุณชายสาม คุณชายกลับมาแล้ว”
“เอารถไปจอดในโรงรถด้วย”
เมื่อลงจากรถเรียบร้อยเฉินอันหลานก็หันไปออกคำสั่งกับลูกน้องของเหลยจิน ให้ขับรถไปจอดไว้ในโรงจอดรถ ส่วนตัวเองก็เดินเข้าไปในบ้านทันที เหลยจินที่อยู่ด้านหลังรีบเดินตามคุณชายของตนไปอย่างรวดเร็ว
“คุณชายสามครับ เมื่อตอนกลางวัน ตอนที่คุณชายไม่อยู่มีคนโทรศัพท์มาหาคุณชายด้วยครับ บอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับคุณชาย”
เหลยจินเปิดประตูให้กับเฉินอันหลานจากนั้นก็พูดตามหลังคุณชายของตน
“ผมบอกไปแล้วว่าคุณชายไม่อยู่บ้าน เขาจึงฝากบอกว่าหลังจากที่คุณชายกลับมาแล้วให้คุณชายรีบโทรกลับหาเขาทันทีครับ”
“โทรกลับหาใคร?”
“ลู่เสี่ยวผิงครับ”
เฉินอันหลานหันกลับไปมองเหลยจินแวบหนึ่ง หลังจากเงียบไปพักใหญ่ก็รีบเดินขึ้นบันไดไปทันที เหลยจินอยากจะตามไปแต่ถูกเฉินอันหลานสั่งให้เฝ้าอยู่ด้านล่าง เหลยจินไม่กล้าขัดคำสั่งของคุณชายจึงได้แต่มองอีกฝ่ายเดินขึ้นไปยังห้องสมุดอย่างรีบร้อนจนฝ่ายนั้นปิดประตูลงในที่สุด
เมื่อเข้ามาในห้องสมุดแล้วเฉินอันหลานก็รีบเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่อยู่บน โต๊ะหนังสือขึ้นมากดโทรออกหาบาวดี้ทันที เสียงสัญญาณรอสายดังอยู่ไม่นาน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากปลายสาย
(อาเล่อ?)
“เกิดอะไรขึ้น?”
(อาเล่อเกิดเรื่องใหญ่แล้ว) เสียงของบาวดี้ที่ดังมาจากปลายสายไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
(ฉันรู้ว่านายไม่อยากให้ฉันโทรมาเบอร์นี้ แต่ฉันหมดหนทางแล้วจริง ๆ มือถือของนายก็โทรไม่ติด ฉันจึงทำได้แค่โทรไปที่บ้านของนาย)
“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
(ก็เมื่อหลายวันก่อนเราไปปล้นของมาจากท่าเรือชุ่นเทียนกันใช่ไหมล่ะ ตอนแรกฉันจะหาคนมารับของไปแล้วเอาเงินที่ได้มาแบ่ง ๆ กันกับลูกน้อง ใครจะไปคิดว่าของลอตนี้ดันกลายเป็นเผือกร้อนไปซะได้ ไม่มีใครกล้าเข้ามารับของลอตนี้เลย สักคนเดียว อาเล่อ ฉันจะบอกนายให้ มีคนรู้ที่อยู่ของลอตนี้แล้วเขาบอกว่าเจ้าของมันเป็นคนที่มีอำนาจมากพอสมควร ถ้าเจ้าของเขารู้ว่าของอยู่ในมือฉันล่ะก็ ฉันคงเอาชีวิตไม่รอดแน่อาเล่อ)
“แล้วใครบอกนายมา?”
(คนพิการคนหนึ่งเราเรียกเขาว่าอาเจิ้ง มีคนถามเขาเมื่อคืน ตอนแรก เขาไม่ยอมบอก แต่พอไปก๊งเหล้าด้วยกันตอนกลางดึก หมอนั่นถึงยอมหลุดปากเรื่องนี้ออกมา และฉันก็ได้รู้เรื่องนี้จากเขา… อาเล่อ ฉันยังไม่อยากตาย)
เมื่อเฉินอันหลานได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขานึกไม่ถึงว่าลูกน้องของลานเซลอต จะไวได้ถึงขนาดนี้ เมื่อวานตอนกลางวันก็เพิ่งจะมาชิงเอาสมุดบัญชีธนาคารของ เซี่ยรุ่ยคางไป เมื่อคืนยังส่งคนไปหาที่อยู่ของยาเสพติดลอตนี้ทันอีก ดูจากระดับความเร็วในการค้นหาแล้ว คนที่ลานเซลอตส่งไปนั้นไม่นานก็คงหาตัวการอย่างบาวดี้เจอแน่ และดูจากวิธีการที่ลานเซลอตใช้จัดการกับคนที่ยุ่งกับของของเขาแล้วล่ะก็ ถึงตอนนั้นบาวดี้คงไม่อาจเอาชีวิตรอดจริง ๆ
(อาเล่อ? อาเล่อ นายต้องช่วยฉันนะ ฉันยังไม่ได้มีชีวิตที่ดีเลย ฉันยังไม่อยากตาย...)
“นายจะร้อนใจทำไม ทางนั้นยังหาตัวนายไม่เจอเลยไม่ใช่หรือไง?!”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงร้อนรนจวนเจียนจะร้องไห้ของบาวดี้ เฉินอันหลานก็อดไม่ได้ที่จะเพิ่มระดับเสียงตัวเองขึ้นมาจนคล้ายกับเป็นการตะโกน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามในประโยคต่อมา
“ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน?”
(อยู่ในรังของตัวเอง)
“คืนนี้ถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ใครมาหานายก็อย่าไปสนใจ”
(แต่อาเล่อ ฉันกลัวมากจริง ๆ นะ...)
“นายจะกลัวอะไร?!”
พอถูกเฉินอันหลานตะโกนใส่ บาวดี้ก็ไม่กล้าส่งเสียงอะไรกลับมาอีก
เฉินอันหลานหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย หลังจากเงียบไปชั่วขณะก็พูดต่อ
“ถ้าใครมาถามหาของจากนาย นายก็บอกไปว่าของอยู่ในมือฉัน ให้เขามาเอาที่ฉัน เข้าใจไหม?”
(อาเล่อ แบบนี้นายจะซวยเอาได้นะ)
“หยุดพูดมากได้แล้ว ถ้านายไม่อยากตายก็ทำตามที่ฉันบอก”
บาวดี้ไม่คัดค้านอีก
เฉินอันหลานวางสายไป ชายหนุ่มยืนนิ่งสงบสติอารมณ์ในห้องสมุดสักพักก่อนจะเดินออกจากห้องไปในทันที เขาเดินออกไปและเอ่ยเรียกเหลยจินที่รออยู่ด้านล่างให้ขึ้นมา
“ครับคุณชายสาม”
“เหลยจิน นายพาลูกน้องสองสามคนออกไปตามหาคนชื่อบาวดี้ในซอยปืนใหญ่ คืนนี้เฝ้าเขาเอาไว้ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นต้องรีบแจ้งฉันทันที”
“แต่คุณชายสามครับ ถ้าพวกเราไปแล้วคุณชายล่ะครับจะทำยังไง?”
“ฉันอยู่บ้าน จะมีอะไรเกิดขึ้นได้?”
“นี่...”
“นายจะทำตามที่ฉันบอก หรือจะพาลูกน้องของนายกลับไป”
เหลยจินไม่กล้าพาคนกลับไปหาเฉินหยินชิง ถ้าคุณชายรองเห็นเขากลับมา มีหวังเขาคงถูกผู้เป็นนายถลกหนังแล่เนื้อออกมาเป็นชิ้น ๆ แน่ หลังจากคิดใคร่ครวญอยู่หลายครั้ง เหลยจินจึงตัดสินใจฟังคำสั่งของเฉินอันหลาน แค่คืนเดียวที่นี่คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกมั้ง คิดได้ดังนั้นเหลยจินจึงพาคนของเขาไปหาคนชื่อบาวดี้ที่ซอยปืนใหญ่ในทันที
เมื่อเหลยจินพาลูกน้องไปยังซอยปืนใหญ่แล้ว เฉินอันหลานก็รู้สึกวางใจขึ้นมาได้บ้าง ชายหนุ่มหมุนตัวกลับขึ้นด้านบนเพื่อเตรียมจะอาบน้ำ แต่ในขณะนั้นเองสายตาของเขาก็ถูกดึงไปหยุดอยู่ที่แสงไฟวูบไหวด้านนอกหน้าต่าง ไม่นานเสียงเครื่องยนต์ของรถคันหนึ่งก็ดังตามมา
เฉินอันหลานยืนพิจารณาแสงไฟที่สาดส่องอยู่นอกบ้านพักหนึ่งและในที่สุด ก็พบว่าเป็นคนบ้านตรงข้ามที่กำลังขับรถกลับเข้ามาผ่านประตูรั้วเหล็กที่อยู่หน้าบ้าน
ถ้าเฉินอันหลานจำไม่ผิด รถของสองสามีภรรยาบ้านตรงข้ามเขานั้นเป็น รถแลนด์โรเวอร์สีขาว ซึ่งมีจุดเด่นคือหูกระต่ายสีชมพูบนกระโปรงหน้ารถเพราะฝ่ายภรรยานั้นชื่นชอบอะไรแบบนี้เป็นอย่างมาก และฝ่ายสามีก็ไม่อาจขัดใจเธอได้ เรื่องนี้พวกเขาทั้งคู่พูดขึ้นมาตอนนำของขวัญมาให้เขา สองสามีภรรยาพูดคุยกันเจื้อยแจ้วทว่าล้วนเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขาทั้งสิ้น
ผิดกับในเวลานี้ รถคันที่ขับเข้ามาในบ้านตรงข้ามกลับเป็นรถเอสยูวีสีดำคันหนึ่ง มิหนำซ้ำรถคันดังกล่าวยังมีราคาสูงกว่ารถของสองสามีภรรยาคู่นั้นค่อนข้างมากอีกด้วย ที่สำคัญคือมันคล้ายกับ ‘รถไม่มีป้ายทะเบียน’ คันนั้นของลานเซลอตมาก จะต่างก็แค่ รถคันนี้มีป้ายทะเบียน...
เสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นไม่นานก็มีคนลงจากตำแหน่งคนขับและเดินอ้อมมาเปิดประตูให้กับใครอีกคนที่นั่งอยู่เบาะด้านหลัง แม้ที่ที่เฉินอันหลานอยู่จะค่อนข้างไกลจากบริเวณนั้นจนทำให้มองใบหน้าของคนเหล่านั้นได้ไม่ชัดเจนนัก ทว่าเขามั่นใจว่าลักษณะที่เห็นไม่คล้ายคลึงกับคู่สามีภรรยาที่เขารู้จักแม้แต่น้อย
แต่เพราะเฉินอันหลานมองเห็นรูปร่างหน้าตาของคนที่ลงมาจากรถได้ไม่ชัดนักจึงไม่ได้ให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องที่ว่าบ้านตรงข้ามจะใช่สามีภรรยาคู่นั้นหรือไม่นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ด้วยเหตุนี้เฉินอันหลานจึงละความสนใจจากรถคันนั้น ได้อย่างรวดเร็วและหมุนตัวเดินกลับขึ้นข้างบนตามเดิม
.
.
.
ลานเซลอตเดินลงมาจากรถตรงไปยังประตูบ้านทันทีที่มาถึง
“เชียนเฉินละ?”
“มีข้อมูลที่อยู่ของยาเสพติด ผมเลยให้เขาไปดูครับ”
“ที่ไหน?”
“ซอยปืนใหญ่ครับ” หมิงจวงรับเสื้อสูทของลานเซลอตมาถือไว้
“คนของเรารายงานมาว่ากลุ่มคนที่ปล้นของที่ท่าเรือชุ่นเทียนเมื่อสองสามวันก่อนเป็นนักเลงในพื้นที่ครับ ก่อนหน้านั้นคนพวกนี้คอยตามรับใช้หัวหน้านักเลงหวางเฉิง ต่อมาหวางเฉิงได้ก่อเหตุอาชญากรรมและถูกประหารชีวิต พวกเขาเลยกระจัดกระจายแยกย้ายกันไปและอาศัยเก็บค่าคุ้มครองในพื้นที่เพื่อยังชีพครับ นอกจากนี้ช่วงบ่ายของวันที่ถูกปล้นของที่ท่าเรือมีคนเห็นพวกเขาถือถุงสีดำออกมา ทำท่าทางระแวดระวัง แถมคนพวกนั้นยังซ่อนปืนไว้กระบอกหนึ่งด้วยครับ”
ลานเซลอตตรงเข้าไปในเคาน์เตอร์บาร์เล็ก ๆ ภายในบ้านจากนั้นก็รินไวน์แดง ลงในแก้ว
“มีกี่คน?”
หมิงจวงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยตอบ “ห้าคนครับ”
“หนึ่งในนั้นมีคนที่ตัวเตี้ย ๆ อยู่ด้วยใช่ไหม?”
“ครับ เขาชื่อลู่เสี่ยวผิงครับ หรือมีชื่อเรียกกันในวงการว่าบาวดี้”
นัยน์ตาสีดำสนิทฉายแววเคร่งขรึมออกมา ลานเซลอตมองไวน์แดงที่อยู่ในมือโดยไม่พูดอะไร
“นายน้อยครับ นายน้อยรู้จักเขาเหรอครับ?” หมิงจวงเดา
“โทรศัพท์หาเชียนเฉิน เรียกตัวเขากลับมา”
“ครับ”
ลานเซลอตวางแก้วไวน์แดงลงบนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินขึ้นชั้นบนไป
หมิงจวงไม่ได้ตามไป เขาหมุนตัวแล้วหันไปมองแผ่นหลังของลานเซลอตแวบหนึ่ง เขารู้สึกว่านายน้อยน่าจะรู้จักกับคนที่ชื่อบาวดี้คนนี้ หรือบางทีอาจรู้จักกับใครบางคนที่เกี่ยวข้องกับบาวดี้...
‘เฉินอันหลาน?’
นอกจากคนคนนี้หมิงจวงก็คิดไม่ออกแล้วว่าใครที่จะสามารถทำให้นายน้อยเปลี่ยนความคิดเรียกตัวเว่ยเชียนเฉินกลับมาได้อีก แสดงว่าการปล้นของที่ท่าเรือ ในวันนั้น ไม่ใช่แค่จะสามารถช่วยนักเลงกลุ่มนั้นได้ แต่เฉินอันหลานเองก็คงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยสินะ
ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมได้พักใหญ่กระทั่งแผ่นหลังของผู้เป็นนายหายลับไปแล้ว หมิงจวงจึงได้เก็บแก้วไวน์แดงที่วางอยู่บนบาร์ จากนั้นก็โทรศัพท์ไปหาเว่ยเชียนเฉินเพื่อเรียกตัวเขากลับมาจากซอยปืนใหญ่
.
.
.
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป
ที่บ้านของเฉินอันหลาน
หลังจากที่โอเมก้าหนุ่มอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมจะเป่าผมอยู่ในห้องน้ำนั้น แต่แล้วจู่ ๆ เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากหน้าประตู ในตอนแรกเฉินอันหลานคิดว่าเป็นเหลยจินที่ย้อนกลับมา แต่เมื่อลองคิดดูแล้วกลับมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าเหลยจินจะดูป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ไปบ้างในบางเวลา ทว่าเขาไม่ใช่คนที่จะไม่เคาะประตูแล้วเดินเข้ามาในห้องของเฉินอันหลานโดยพลการอย่างแน่นอน
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ เฉินอันหลานก็หยิบแปรงสีฟันที่อยู่ในแก้วบนอ่างล้างมือขึ้นมาถือไว้แล้วก้าวตรงไปยังประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุด ชายหนุ่มซ่อนตัวอยู่ข้างประตูเพื่อรอให้คนคนนั้นเดินเข้ามาใกล้
รอไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก
เฉินอันหลานรีบยกแปรงสีฟันที่ถืออยู่ในมือขึ้นเตรียมแทงเข้าใส่คนมาใหม่ น่าเสียดายที่ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายว่องไวกว่ามาก ปลายแหลมของด้ามแปรงสีฟันไม่ได้แทงลงบนผิวหนังของผู้บุกรุก ทว่ากลับเป็นข้อมือของเฉินอันหลานที่ถูกใครบางคนจับไว้ จากนั้นก็ออกแรงกระชาก เฉินอันหลานที่สวมรองเท้าสลิปเปอร์อยู่ลื่นไถลไปตามแรงดึงนั้น ร่างทั้งร่างปะทะเข้ากับอกแกร่งของอีกฝ่าย โอเมก้าหนุ่มตกอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยสมบูรณ์
“ทุกครั้งก็ซุ่มโจมตีสำเร็จไม่ใช่เหรอ” ลานเซลอตกอดคนที่อยู่ในอ้อมแขนแน่น พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
เฉินอันหลานพยายามออกแรงดิ้นแต่กลับไม่เป็นผล ตรงกันข้ามกลับถูก อีกฝ่ายรัดแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ปล่อย!”
“ไม่ปล่อย”
“ถ้านายไม่ปล่อยก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”
ลานเซลอตจับล็อกข้อมือของเฉินอันหลานไว้ไม่ให้เขาขยับตัว ทั้งยังกอดอีกฝ่ายไว้แน่นพร้อมกับก้มหน้าลงกระซิบชิดริมใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงที่ถูกกดให้ต่ำลง
“นายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันหรอก”
เฉินอันหลานโกรธจนต้องกัดฟันกรอด
“เพิ่งอาบน้ำเสร็จเหรอ?”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย?!”
“หอมมาก”
“...ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!”
“ผมยังไม่แห้งเลย”
ลานเซลอตกล่าวจบก็ไม่รั้งรอให้เฉินอันหลานมีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาตวัดแขนรวบเอวอีกฝ่ายขึ้นนั่งบนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า พลางคว้าไดร์มาเป่าผมให้
โอเมก้าหนุ่มพยายามดิ้นรนขัดขืนเพื่อสลัดให้หลุดจากฝ่ายตรงข้ามแต่กลับถูกลานเซลอตดึงตัวกลับมาและจับล็อกไว้แน่น ท้ายที่สุดจึงต้องนั่งนิ่งอยู่บนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้านั้นเพื่อให้ลานเซลอตที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาเป่าผมให้อย่างจำยอม
เฉินอันหลานกัดฟันกรอดพร้อมกับจ้องเขม็งไปทางผู้ชายที่อยู่ในกระจกด้วยความโมโหจนถึงขีดสุด!