ซิงจวนในร่างของยาซมินยังคงยืนอยู่ตรงหน้าองค์รัชทายาทแววตาของนางซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านได้ มันคือแววตาของนักสู้ผู้ผ่านความตาย แววตาของนางระบำผู้เย้ายวน และแววตาของซิงจวนผู้เปี่ยมรัก...ทั้งหมดหลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียวนางเริ่มต้นเล่าเื่ราวที่แท้จริงเื้ัระบำแห่งเปลวไฟนั้น...
“เมื่อหม่อมฉันไปถึงนครซาร์ราบาดในร่างใหม่...หม่อมฉันไม่ได้อยู่เพียงลำพังเพคะความทรงจำของยาซมินได้นำทางหม่อมฉันไปยังที่ซ่อนของคณะระบำที่เหลือพวกนางคือสตรีนักสู้จากเผ่าเดียวกับยาซมิน ทุกคนต่างมีภารกิจเดียวกัน คือการทวงคืน ‘ดวงเนตรแห่งอัคคี’ กลับคืนสู่บ้านเกิด”
“พวกเราไม่ใช่เพียงคณะระบำแต่คือหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ทุกคนมีหน้าที่ของตนเองบางคนเชี่ยวชาญด้านการสอดแนม บางคนชำนาญเื่ยาสมุนไพรและยาสลบและบางคนคือยอดฝีมือในการต่อสู้ที่ซ่อนคมดาบไว้ใต้ท่วงท่าที่อ่อนช้อยส่วนหม่อมฉัน... ในฐานะยาซมิน... คือหัวหน้า คือนักวางแผนและเป็อาวุธที่อันตรายที่สุดของคณะ”
“โชคดีที่มหาเศรษฐีผู้นั้นเป็คนลุ่มหลงในกามารมณ์และศิลปะที่ฉาบฉวยแผนการของเราจึงเริ่มต้นขึ้นได้อย่างง่ายดายเรานำเสนอตัวเองกลาวเมืองว่าเป็คณะระบำชั้นเลิศที่เดินทางมาจากแดนไกลและหลังจากมีชื่อเสียงโด่งดังในเมือง เขาก็ตกลงว่าจ้างเราไว้ปรนนิบัติเป็การส่วนตัวสำหรับการรับรองรัชทายาทจากแดนไกลโดยไม่รู้เลยว่าได้เชื้อเชิญอสรพิษเข้ามารังของตนเองแล้ว”
“ทุกค่ำคืนคือการแสดงละครฉากใหญ่เราต้องร่ายรำ ยั่วยวน มอบรอยยิ้มและปรนนิบัติเหล่าบุรุษผู้มั่งคั่งด้วยความแเีที่สุด ในขณะที่เื้ันั้นเรากำลังรวบรวมข้อมูลอย่างเงียบเชียบ ศึกษาแผนผังของคฤหาสน์ จดจำใบหน้าของทหารยามและมองหาช่องโหว่เพื่อลงมือ”
“ความรับผิดชอบในฐานะผู้นำนั้นหนักอึ้งเหลือเกินเพคะหม่อมฉันต้องดูแลความปลอดภัยของน้องๆ ในคณะ ต้องตัดสินใจในเื่ความเป็ความตายและที่สำคัญที่สุด... ต้องแบกรับความหวังของคนทั้งเผ่าที่ฝากไว้กับภารกิจนี้ความทรงจำและความรู้สึกของยาซมินทำให้หม่อมฉันรักและผูกพันกับพวกนางราวกับเป็พี่น้องร่วมสายเืจริงๆ”
“หม่อมฉันได้เรียนรู้ว่า ‘ดวงเนตรแห่งอัคคี’ ไม่ใช่เพียงอัญมณีล้ำค่าแต่มันคือหัวใจของผืนดินในเผ่าของพวกเรา หากปราศจากมัน แผ่นดินจะแห้งแล้งพืชผลจะเหี่ยวเฉา และผู้คนจะล้มตาย นี่ไม่ใช่การปล้น แต่คือการทวงคืนชีวิต”
“เราวางแผนกันอย่างรัดกุมที่สุดคืนแห่งการเจรจาทางการค้าระหว่างคณะของพระองค์กับมหาเศรษฐีคือคืนที่เราจะลงมือแผนของเราคือการใช้เสน่ห์และสุราผสมยาสลบอ่อนๆเพื่อจัดการกับองครักษ์และทหารยามทุกคนจากนั้นหม่อมฉันจะเป็ผู้ลอบเข้าไปชิงศิลาออกมา”
“ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้จนกระทั่งวันแห่งโชคชะตามาถึง... วันที่ขบวนของพระองค์เดินทางมาถึงนครซาร์ราบาด”
“วินาทีแรกที่หม่อมฉันเห็นพระองค์อีกครั้ง...โลกทั้งใบก็สั่นะเืเพคะ” ยาซมินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “หัวใจของซิงจวนที่หลับใหลอยู่ภายในกรีดร้องด้วยความยินดีแต่จิติญญาของยาซมินกลับตื่นตัวด้วยความระแวดระวัง พระองค์คือหัวหน้าคณะทูตคือบุคคลที่สำคัญที่สุด และอาจเป็อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของภารกิจเรา”
“ตัวตนของหม่อมฉันเริ่มต่อสู้กันอย่างรุนแรงความทรงจำของยาซมินผลักดันให้หม่อมฉันมองพระองค์เป็เพียง ‘เป้าหมาย’ ที่ต้องจัดการแต่หัวใจของซิงจวนกลับร่ำร้องโหยหาอ้อมกอดของพระองค์ทุกคืนหม่อมฉันต้องฝืนทนมองพระองค์นั่งอยู่ในงานเลี้ยงด้วยแววตาอ้างว้างโดยที่เข้าไปปลอบโยนอย่างที่ใจ้าไม่ได้”
“หม่อมฉันเริ่มหลงลืม...ความเป็ซิงจวนค่อยๆ ถูกกลืนกินด้วยภาระหน้าที่อันหนักอึ้งของยาซมินความชิงชังที่ยาซมินมีต่อมหาเศรษฐีกลายเป็ความแค้นของหม่อมฉันความห่วงใยที่นางมีต่อผู้คนในเผ่าก็กลายเป็ความรับผิดชอบของหม่อมฉันเช่นกัน”
“เมื่อถึงเวลาวางแผนขั้นสุดท้ายว่าจะจัดการกับบุคคลสำคัญอย่างไร...น้องๆ ในคณะต่างอาสาที่จะดูแลขุนนางและแม่ทัพของพระองค์แต่ตำแหน่งที่อันตรายที่สุด... คือการรับมือกับองค์รัชทายาท...หม่อมฉันจึงเสนอตัวเองเพคะ”
“ในใจตอนนั้นสับสนวุ่นวายไปหมดส่วนหนึ่งคือยาซมินที่คิดว่าตนเองเหมาะสมที่สุดที่จะจัดการกับเป้าหมายที่แข็งแกร่งที่สุดแต่อีกส่วนหนึ่ง... คือซิงจวนที่ไม่ยอมให้หญิงอื่นได้เข้าใกล้พระองค์มันเป็ความเห็นแก่ตัวที่เ็ปเหลือเกิน”
“การเข้าหาพระองค์ในแต่ละครั้งคือการทรมานตัวเองอย่างเืเย็นหม่อมฉันต้องใช้เสน่ห์ของยาซมินเพื่อยั่วยวนพระองค์ แต่ทุกัั ทุกรอยยิ้มกลับเต็มไปด้วยความรักที่แท้จริงของซิงจวน”
“บทสนทนาเื่บทกวี...หม่อมฉันดีใจที่ได้แสดงให้พระองค์เห็นถึงสติปัญญาที่ซ่อนอยู่แต่ก็เ็ปที่ต้องทำไปในฐานะยาซมิน”
“คำพูดบนระเบียงในคืนเดือนหงาย... ‘นักโทษในกรงทอง’... นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงของทั้งสองตัวตนในร่างหม่อมฉันมันคือ่เวลาเดียวที่เราได้เชื่อมถึงกันอย่างแท้จริงโดยปราศจากการเสแสร้ง”
“ความสัมพันธ์ของเราเริ่มเร่าร้อนขึ้นตามบทบาทที่หม่อมฉันต้องแสดงหัวใจของหม่อมฉันขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ยินดีที่ได้ใกล้ชิดแต่ก็ทุกข์ทรมานที่ต้องหลอกลวงพระองค์”
“หม่อมฉันเห็นความสับสนในแววตาของพระองค์...เห็นความรู้สึกผิดที่พระองค์มีต่อไลลา... ซึ่งก็คือหม่อมฉันอีกร่างหนึ่งมันเป็สถานการณ์ที่น่าหัวเราะทั้งน้ำตาเพคะพระองค์กำลังรู้สึกผิดที่นอกใจหม่อมฉัน... กับหม่อมฉันเอง”
“ความรู้สึกของยาซมินเริ่มรุนแรงขึ้นนาง... ไม่สิ... หม่อมฉันในตอนนั้น เริ่มรู้สึกผูกพันกับพระองค์จริงๆไม่ใช่แค่ในฐานะเป้าหมายแต่ในฐานะบุรุษเพียงคนเดียวที่มองเห็นความเ็ปภายใต้หน้ากากของนางระบำ”
“การต่อสู้ของเราในคืนนั้น...มันคือการปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างท่วงท่าร่ายรำสังหารของยาซมินปะทะกับเพลงกระบี่อันมั่นคงของพระองค์แต่ลึกลงไปมันคือการเฝ้ารอ... รอว่าพระองค์จะทำเช่นไร”
“และเมื่อพระองค์เอาชนะหม่อมฉันได้...แต่กลับเลือกที่จะปล่อยหม่อมฉันไปหลังจากได้ฟังความจริง... วินาทีนั้นเอง...กำแพงที่กั้นระหว่างซิงจวนและยาซมินก็พังทลายลง”
“หลังจากที่หม่อมฉันได้ ‘ดวงเนตรแห่งอัคคี’ คืนมาภารกิจของยาซมินก็ถือว่าสำเร็จลุล่วงแล้วในตอนนั้นเองที่หม่อมฉันหยุดตั้งคำถามกับตัวเอง”
“หม่อมฉันเป็ใครกันแน่? ซิงจวน? ไลลา? หรือยาซมิน? คำตอบที่ได้ในตอนนั้นคือ...มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว...สิ่งเดียวที่สำคัญคือเบื้องหน้าของหม่อมฉันคือบุรุษที่หม่อมฉันรักจนหมดหัวใจและเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าหัวใจของเขานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด”
“หม่อมฉันจึงตัดสินใจ...ว่าจะขอใช้ชีวิตเพื่อหัวใจของตนเองสักครั้ง ไม่ใช่ในฐานะธิดาอ๋องไม่ใช่ในฐานะทาสผู้รอคอย และไม่ใช่ในฐานะวีรสตรีของเผ่า...แต่ในฐานะสตรีคนหนึ่งที่รักบุรุษคนหนึ่งเท่านั้น”
“หม่อมฉันจึงกลับไปหาพระองค์ในคืนนั้น...และมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่พระองค์ด้วยความเต็มใจ มันไม่ใช่แผนการไม่ใช่การยั่วยวน แต่มันคือความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดที่หม่อมฉันมีและการได้รับกำไลข้อเท้านี้จากพระองค์...มันคือเครื่องยืนยันว่าพระองค์ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน”
“หลังจากคืนนั้นหม่อมฉันก็นำศิลาศักดิ์สิทธิ์กลับไปมอบให้แก่คณะระบำทุกคนต่างยินดีและยกย่องหม่อมฉันเป็วีรสตรี พวกเราอพยพออกจากนครซาร์ราบาดทันทีเดินทางลึกเข้าไปในทะเลทรายที่ไม่มีใครตามไปได้”
“เมื่อจิติญญาของเผ่าได้กลับคืนสู่ที่ที่ควรอยู่...ปณิธานของยาซมินตัวจริงก็ถือว่าบรรลุผลแล้วความรู้สึกผูกพันและความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่เคยอยู่ในตัวหม่อมฉันก็ค่อยๆจางหายไป... ความเป็ยาซมินเริ่มลดน้อยลงเหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำและบทเรียนอันล้ำค่า”
“และสิ่งที่ยังคงอยู่ชัดเจนที่สุด...คือหัวใจของซิงจวน... ที่ยังคงรักและโหยหาองค์รัชทายาทไม่เสื่อมคลายหม่อมฉันจึงได้บอกลาน้องๆ ในเผ่าบอกพวกเขาว่าหม่อมฉันยังมีภารกิจแห่งหัวใจที่ต้องทำให้สำเร็จ และเมื่อหาที่สงบได้หม่อมฉันก็ได้ใช้แหวนวิเศษเดินทางกลับสู่ตำหนักเซียนอีกครั้งเพคะ”
เมื่อเื่เล่าอันยาวนานของนางจบลงความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมห้องหออีกครั้งองค์รัชทายาทนิ่งงันราวกับถูกสาปเป็หินพระองค์จ้องมองสตรีตรงหน้าผู้แบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่าเพื่อพระองค์เพียงคนเดียว
หยาดน้ำตาที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นไหลลงอาบแก้มขององค์รัชทายาทอย่างช้าๆ มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศกเศร้าแต่เป็น้ำตาแห่งความซาบซึ้ง ความละอายใจ และความรักที่มากมายเกินกว่าจะเก็บไว้ได้สุรเสียงของพระองค์สั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
“เ้า...เ้าทนความเ็ปทั้งหมดนั่น... ได้อย่างไรกัน” พระองค์เค้นคำพูดออกมา “การถูกฉีกเป็สองส่วน...การต้องหลอกลวงข้า... การแบกรับชีวิตของคนอื่น... ทั้งหมดนั่น...ก็เพื่อข้าคนเดียวรึ?”
ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่พระองค์ราวกับคลื่นั์ความทุกข์ระทมที่พระองค์เคยรู้สึกเทียบไม่ได้เลยกับเศษเสี้ยวความทรมานที่นางต้องเผชิญพระองค์ก้าวเข้าไปหานางช้าๆ ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้านางวางหน้าผากลงบนฝ่ามือของนางที่ยังคงเย็นเฉียบ
“ข้า... ข้าขอโทษ... ซิงจวน...ข้าขอโทษ... ข้าไม่คู่ควรกับเ้าเลยแม้แต่น้อย”
ยาซมินย่อตัวลงตามใช้ปลายนิ้วเชยคางของพระองค์ขึ้นมาสบตากับนางแววตาของนางในยามนี้ไม่มีความขัดแย้งอีกต่อไปมีเพียงความรักอันลึกซึ้งและแรงปรารถนาที่ถูกเก็บซ่อนมานานแสนนาน
“อย่าได้ตรัสเช่นนั้นเลยเพคะ” นางกระซิบ “ทุกสิ่งที่หม่อมฉันทำ...มันคุ้มค่าเสมอเมื่อปลายทางคือพระองค์ และคืนนี้... หม่อมฉันไม่้าคำขอโทษ...หม่อมฉัน้าเพียงพระองค์เท่านั้น”
นางไม่ได้รอคำตอบร่างระหงในชุดนางระบำเคลื่อนเข้าหาพระองค์อย่างเชื่องช้าแต่งดงามทุกท่วงท่านางเริ่มต้นร่ายรำอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อภารกิจ ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้แต่เป็การร่ายรำเพื่อบุรุษเพียงคนเดียวที่นางรัก
ปลายนิ้วของนางไล้ไปตามกรอบพระพักตร์ริมฝีปากของนางประทับจุมพิตที่แ่เบาราวกับปีกผีเสื้อบนเปลือกตาของพระองค์ก่อนจะเลื่อนลงมาที่ข้างแก้ม... ลำคอ...และหยุดลงที่ริมฝีปากที่สั่นระริกของพระองค์ มอบจุมพิตที่เร่าร้อนและลึกซึ้งให้แก่พระองค์
มันคือจุมพิตที่หลอมรวมความปรารถนาอันแรงกล้าของยาซมินเข้ากับความรักที่บริสุทธิ์ของซิงจวนความรู้สึกผิดและความเ็ปทั้งหมดขององค์รัชทายาทถูกแผดเผาจนมอดไหม้ไปในบัดดลเหลือเพียงความ้าที่จะสตรีตรงหน้าไว้แต่เพียงผู้เดียว
พระองค์ช้อนร่างนางขึ้นไว้ในอ้อมแขนก้าวไปยังเตียงมงคลที่เคยดูเหมือนกรงทอง แต่บัดนี้กลับกลายเป็สรวง์อาภรณ์ของนางระบำและฉลองพระองค์ัถูกปลดเปลื้องออกอย่างไม่ไยดี
ภายใต้แสงเทียนที่สั่นไหวัน้อยของพระองค์ได้ทะลวงดงดอกไม้ เข้าไปคลุกเคล้าเกสรบุปผางามร่างสองร่างได้หลอมรวมกันเป็หนึ่งในการระบำแห่งสองิญญาเป็การยืนยันความรักที่ผ่านพ้นบททดสอบที่โหดร้ายที่สุดและเป็การเริ่มต้นค่ำคืนแรกของการเป็สามีภรรยาอย่างสมบูรณ์
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่มีใครรู้แสงจันทร์นวลผ่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบร่างที่นอนเคียงข้างกันอย่างสงบสุของค์รัชทายาทลูบไล้เรือนผมสลวยของยาสมินอย่างแ่เบาความรู้สึกทั้งหมดถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์
แต่แล้วสายตาของพระองค์ก็เหลือบไปเห็นกองสิ่งของที่ยังคงวางอยู่บนโต๊ะ...เหลืออีกสองชิ้นพระองค์รู้ดีว่าการเดินทางแห่งความทรงจำของพระองค์และนางยังไม่จบสิ้น
“ยาซมิน… ไม่สิ ซิงจวน” พระองค์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ข้ารักเ้า...รักเ้ามากกว่าชีวิตของข้าเสียอีก และข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้เ้าต้องเ็ปอีก... แต่...ยังมีอีกหนึ่งเื่ที่ข้าต้องรู้” พระองค์กล่าวต่อพลางชี้ไปยังของชิ้นที่สี่ “ตลับเงินรูปไข่นั่น...เ้าได้มันมาจากที่ใดกัน?”
พระองค์คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบจากพระชายาทว่าซิงจวนในร่างยาซมินกลับนิ่งเงียบไป...
คราวนี้นางไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเหมือนของสองชิ้นก่อนแล้ว...