ตูม !
เสียงของบอลเวทย์น้ำพุ่งปะทะกับต้นไม้ดังสนั่นด้วยอำนาจของมันต้นไม้นั้นหักโค่นลงในทันที
เมอร์ลินที่เคยอยู่ ณ จุดนั้นบัดนี้กลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"จันทร์เลือนราง" หนึ่งในกระบวนท่าของวิชาตัวเบาเดินชมจันทร์
ร่างของเมอร์ลินเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ความเร็วของเขานั้นรวดเร็วจนสายตาของศัตรูมองเห็นเป็แค่ภาพติดตาแล้วเลือนรางจางหายไป
“บ้าน่า มันหายไปแล้ว”
"เ้าโง่! เ้าทำเสียงดังแบบนี้เดี๋ยวอาจา...."ยังไม่ทันที่จะพูดจบเสียงหญิงชราคนหนึ่งก็ดังโพล่งออกมา
"พวกเ้ามาทำอะไรลับๆ ล่อๆแถวนี้"
แสงจันทร์สาดส่องพลันปรากฏร่างหญิงชราสวมชุดคลุมอันเก่าแก่เธอถือไม้เท้าแล้วเดินออกมาจากมุมหนึ่ง ณ ที่แห่งนั้น สายตาของเธอนั้นทรงพลังเกินกว่าจะเป็หญิงชราทั่วไป
"อาจารย์ ... กลอรี่" เมื่อผู้ร้ายทั้งสามคนได้เห็นการปรากฏตัวของหญิงชราผู้นั้นก็ใเป็อย่างมาก
"หึ … ใช่ข้าเอง พวกเ้ากล้ามากนะที่เข้ามาพื้นที่ของข้าในยาววิกาลเช่นนี้ นี่คงคิดจะขโมยต้นแมนแดร็กที่ข้าปลูกไว้ใช่หรือไม่" เสียงแหบแห้งของอาจารย์กลอรี่เอ่ยออกมาอย่างช้าๆ แค่เธอเหลือบตามองก็รู้แล้วว่าเด็กพวกนี้คิดจะทำอะไร
"ไม่ใช่นะอาจารย์กลอรี่ พวกข้าแค่หลงมาที่นี่" เด็กหนุ่มคนหนึ่งกล่าวคำปดออกมาคำใหญ่
"พวกเ้ากล้ามากนะที่คิดจะโกหกข้า!" กลอรี่ตวาดออกมาอย่างรุนแรง พลันบังเกิดสายลมประหลาดพัดออกเป็วงกว้าง สิ่งนี้เรียกว่าแรงกดดันพลังเวทย์
ซูม!
เด็กหนุ่มทั้งสามพลันทรุดลงขุกเข่าลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
แรงกดดันพลังเวทย์ของหญิงชราเต็มไปด้วยอำนาจที่ร้ายกาจสิ่งนี้แสดงถึงฝีมืออันสูงส่งของเธอ แน่นอนว่าฐานะของเธอในโรงเรียนแห่งนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เด็กหนุ่มทั้งสามเป็เพียงผู้ใช้เวทย์เท่านั้นกลอรี่นั้นไม่จำเป็ต้องใช้บทเวทย์ใดๆ เพียงแค่แรงกดดันพลังเวทย์ก็สามารถสยบคนทั้งสามได้แล้ว
เมอร์ลินคิดว่าหากเขาอยู่ที่นี่ต่อไปคงโดนหญิงชราคนนี้จับได้เป็แน่กลอรี่นั้นร้ายกาจเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายเขาจึงเร้นกายหลบออกไป
กลอรี่เหลือบตามองในตำแหน่งที่เมอร์ลินเคยอยู่ด้วยความสามารถของเธอนั้นสามารถรับรู้การมีตัวตนของเมอร์ลินได้แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กนักเรียนโรงเรียนนี้คิดจะขโมยสมุนไพรของเธอหันกลับมามองนักเรียนทั้งสาม แผนการขโมยของพวกเขานั้นทำการไม่สำเร็จ ไม่มีสมุนไพรต้นใดหายไป
กลอรี่จัดการลงโทษนักเรียนที่ถูกจับได้อย่างสมควรการลงโทษของเธอไม่ได้รุนแรงแต่อย่างใดมันเป็เพียงการหักคะแนนในวิชาเรียนเท่านั้นเมื่อจัดการเรียบร้อยเธอจึงปล่อยตัวพวกเขาไป
เมอร์ลินทะยานตัวออกไปด้วยวิชาตัวเบา เขาเหินตัวไปยังอีกด้านหนึ่งด้วยความรวดเร็วความเร็วของเขาในตอนนี้นั้นสามารถเทียบเท่าได้กับม้าฝีเท้าดีตัวหนึ่งก็ว่าได้
ยอดไม้ที่เขาแตะลงไปนั้นบังเกิดเสียงที่ดังอย่างแ่เบา สิ่งนี้แสดงถึงความสูงส่งของวิชาตัวเบาของเขา
เมอร์ลินคิดว่าสถานที่เพาะปลูกแห่งนั้น ต้องเป็สถานที่ที่เพาะปลูกสมุนไพรล้ำค่าเป็แน่ไม่เช่นนั้นแล้วหญิงชราผู้นั้นคงไม่หวงแหนขนาดนี้
ดินแดนแห่งนี้มีแต่เสือซุ่มัซ่อนมันมียอดฝีมือและตัวตนที่ยิ่งใหญ่มากมาย ฝีมือของเขาในตอนนี้ไม่ควรปะทะกับผู้ใดทั้งสิ้น
ในอดีตแม้เขาจะเป็ผู้ฝึกตนระดับสูง แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้มีประสบการณ์ในการประมือกับผู้ใดมากนักการฝึกตนของเขานั้นไม่มีความผาดโผน
เขาทำการปิดด่านฝึกตนไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวหรือชิงดีชิงเด่นกับผู้ใดการปิดด่านของเขานั้นแทบจะทำให้เหล่าศิษย์ในสำนักลืมเลือนตัวตนของเขาไปด้วยซ้ำ
แต่กระนั้นในตอนที่เขาทำการบ่มเพาะพลังอยู่ในขั้นรวบรวมปราณเขาในวัย 40 ปี เพื่อการเอาตัวรอดจากเส้นทางของผู้ฝึกตน เขาจึงได้บัญญัติวิชากระบี่ขึ้นมาวิชาหนึ่งขั้นมา
วิชานี้ชื่อว่า"เพลงกระบี่ธุลีดิน"
เพลงกระบี่ธุลีดินนั้นประกอบไปด้วย 4กระบวนท่าเพียงเท่านั้น
ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้เพลงกระบี่นี้ต่อต้านผู้คนและเอาตัวรอดยิ่งเขามีระดับการบ่มเพาะพลังสูงส่งมากเท่าไหร่ เพลงกระบี่ชุดนี้ก็จะแสดงความสามารถสะท้านฟ้าะเืดินมากเท่านั้น เพียงวาดกระบี่ออกไปก็สามารถตัดแบ่งหินผาราวกับหยวกกล้วยสังหารศัตรูได้โดยมิจำเป็ต้องแตะต้องตัว มันจึงเป็เพลงกระบี่ที่ร้ายกาจและทรงพลังเป็อย่างมาก
หลังจากหลบหนีออกมาเมอร์ลินก็ได้มุ่งตรงไปยังป่าลึกที่อยู่อีกด้านหนึ่งของโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนเขาทะยานตัวพุ่งออกไปเรื่อยๆ เพื่อหาสถานที่สงบเพื่อปลีกวิเวกทำการฝึกตนบ่มเพาะพลัง
สถานที่ป่าเขานั้นนับได้ว่าเป็สิ่งที่คุ้นชินสำหรับผู้ฝึกตน
การทะยานตัวบนยอดไม้อย่างไม่มีเป้าหมายนั้นทำให้เมอร์ลินเข้าสู่ผืนป่าที่ลึกมากขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเขาก็พบกับสถานที่ประหลาดแห่งหนึ่งมันคล้ายกับโบราณสถานที่เก่าแก่
เบื้องหน้าปรากฏกระแสพลังเวทย์ที่เสมือนปราการสกัดกั้นบุคคลภายนอกไม่ให้รุกล้ำเข้าไป
ปราการแห่งนี้เปรียบได้ดั่งกระจกแก้วที่ใสสะอาดพลังเวทย์อันเข้มข้นเปล่งประกายพลังออกมาอย่างน่าเกรงขาม ปราการนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีพลังเวทย์เข้าไปมันมีไว้เพื่อสกัดกั้นผู้ใช้เวทมนต์โดยเฉพาะ
เมอร์ลินไม่รู้เลยว่าแต่เดิมนั้นปราการแห่งนี้มีหน้าที่เป็ม่านลวงตาเหล่าผู้ใช้เวทมนต์หลายต่อหลายคนในโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนนั้นไม่สามารถพบเจอสถานที่แห่งนี้ได้
พลังเวทย์ที่สร้างการลวงตาที่ยิ่งใหญ่นี้สามารถปิดบังได้แม้กระทั่งตัวตนของมหาจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่
มันไม่มีทางเลยที่ผู้ใช้เวทมนต์จะสามารถเข้ามาสถานที่แห่งนี้ได้แต่เมอร์ลินกลับพบกับมัน
นั้นอาจเป็เพราะมีข้อผิดพลาดบางประการ ปราการแห่งนี้ป้องกันเพียงผู้ใช้เวทย์มนต์เท่านั้น แต่มันกลับไม่ส่งผลผู้ไม่มีพลังเวทย์อย่างเมอร์ลิน
เหตุผลเพราะสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในส่วนลึกของป่าหากผู้ไร้พลังเวทย์พลัดหลงเข้ามาคนผู้คนนั้นคงไม่มีโอกาสมาถึงที่นี่ได้ เพราะในฝืนป่าแห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่ดุร้ายมากมาย
คนธรรมดานั้นย่อมไม่อาจจะฝ่าเข้ามายังที่แห่งนี้ได้อย่างแน่นอนสถานที่แห่งนี้จึงไม่ถูกผู้ใดค้นพบมาก่อน
โชคดีที่เมอร์ลินได้ทำการกลั่นพลังเวทย์ให้เปลี่ยนเป็พลังปราณเสียสิ้นหมดเหตุผลเพราะเขาไม่้าให้เสาแห่งปราณของเขาเกิดรอยตำหนิ
ดังนั้นแล้วก่อนที่เขาจะบรรลุเข้าสู่ขอบเขตขั้นก่อลำต้นเขาจะไม่ฝึกฝนพลังเวทย์ ในตัวของเขาจึงไร้ซึ่งพลังเวทย์แฝงอยู่
อีกทั้งโชคดีที่เขาใช้วิชาตัวเบาทะยานตัวเหนือยอดไม้จึงทำให้เขาสามารถหลีกเลี่ยงเหล่าสัตว์อสูรในป่าได้
ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่กันอย่างลงตัวจึงทำให้เมอร์ลินที่ผ่านในเงื่อนไขของสถานที่แห่งนี้
เมอร์ลินสามารถทะลุผ่านปราการเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเขาทำการข้ามผ่านประตูเขาก็พบว่าภายในโบราณสถานแห่งนี้ปรากฏพื้นที่ที่กว้างใหญ่ราวกับว่าเป็อีกมิติหนึ่งซึ่งเบื้องหน้าของเขาในยามนี้นั้นไม่ใช่สภาพผืนป่าอีกต่อไป แต่มันกลับเป็กำแพงอันเก่าแก่ที่มีกลิ่นอายของความโบราณ
กำแพงนั้นตั้งสูงตระหง่านนับสิบเมตร และดูเหมือนว่าที่ที่เขายืนอยู่ในตอนนี้นั้นจะเป็ทางเข้า
เบื้องหน้าของเขาปรากฏเป็ซุ้มประตูขนาดใหญ่ความวิจิตรตระกาลตาของมันนั้นราวกับหลอกล่อเชิญชวนให้เดินเข้าไป
แน่นอนว่าเมอร์ลินนั้น้าเข้าไปสำรวจสิ่งที่อยู่ด้านใน
เขานั้นทะยานตัวผ่านซุ้มประตูเข้าไปอย่างไม่รีรอ
แต่ทว่าเมื่อเมอร์ลินเข้าไปได้ไม่ถึงสิบเมตรลูกธนูที่ดั่งห่าฝนก็พุ่งเข้าหาเขาในทันใด
์! สถานที่แห่งนี้นั้นมีกับดัก
มันเป็กับดักที่โเี้เป็อย่างมากสำหรับคนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งไร้พลังเวทย์
โชคดีที่ตอนนี้เมอร์ลินได้บรรลุถึงระดับ 3ของขั้นรวบรวมปราณเรียบร้อยแล้ว ด้วยการบ่มเพาะระดับนี้ทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นและบวกด้วยการใช้วิชาตัวเบาเดินชมจันทร์จึงทำให้เมอร์ลินสามารถหลบหลีกฝนลูกศรทั้งหลายได้
เขาทะยานลอดผ่านห่าฝนลูกศรไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วความเร็วและความแม่นยำของเขานั้นเหนือคนธรรมดาทั่วไปจนในที่สุดเขาก็ได้เข้าสู่พื้นที่ถัดไป
เมอร์ลินมุ่งหน้าไปตามทางได้ไม่ถึง 200เมตร เขาก็พบเจอกับหุ่นรูปปั้นมนุษย์ตัวใหญ่ั์รูปปั้นเหล่านี้ทำมาจากหินและพวกมันนั้นสูงประมาณ 4 เมตรทั่วทั้งร่างของมันนั้นเต็มไปด้วยตะไคร่ที่เกาะอยู่จนเขียวชอุ่มแสดงถึงการคงอยู่ที่มีมาเนิ่นนาน
เมื่อรูปปั้นเ่าั้ััได้ถึงผู้บุกรุกั์ตาของมันก็ปรากฏแสงสีแดงส่องสว่างออกมา
มนุษย์หินั์นับร้อยๆ ตัวที่หยุดนิ่งมาเป็หลายหมื่นปีนั้นเริ่มขยับตัวและเคลื่อนไหว
พวกมันหันไปมองยังเมอร์ลินที่เป็ผู้บุกรุกอย่างพร้อมเพรียง
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
ร่างทั้งร่างของเมอร์ลินกลายเป็ขนลุก แววตาของเขาแสดงออกซึ่งความใ
ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มนุษย์หินั์ก็วิ่งถาโถมเข้าจู่โจมเมอร์ลินอย่างรวดเร็วพวกมันเคลื่อนไหวด้วยความคล่องแคล่วเป็อย่างมาก ซึ่งผิดกับรูปร่างของมันที่ไม่น่ามีการเคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างนี้ได้
มนุษย์หินั์เคลื่อนไหวราวกับฝูงของพญาวานร
มันช่างไม่สมเหตุสมผล มนุษย์หินั์ที่มีร่างกายอันใหญ่โตไม่ควรจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขนาดนี้
บัดนี้เบื้องหน้าของเมอร์ลินนั้นมีฝูงมนุษย์หินั์นับร้อยๆตัวที่กำลังจะโรมรันเข้าหาเขา ส่วนเื้ัของเขาก็มีกับดักธนูที่มีจำนวนมากดั่งห่าฝนสถานที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยกับดักที่โหดร้าย
ไม่มีเวลาให้เมอร์ลินได้คิดนานนัก คลื่นมนุษย์หินั์ก็วิ่งเข้ามาเกือบเข้าถึงตัวเขา
ทันใดนั้นเองเมอร์ลินจึงตัดสินใจใช้วิชาตัวเบาเดินชมจันทร์ไต่ทะยานตัวขึ้นไปบนกำแพงที่สูงชัน
หากเป็คนทั่วไปที่ไม่มีพลังเวทย์เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์นี้พวกเขาต้องตกสู่ความตายเป็แน่
แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่เขาเมอร์ลินใช้วิชาตัวเบาปีนไต่กำแพงขึ้นไปเรื่อยๆ เขาใช้วิธีนี้หลีกเลี่ยงภัยทั้งสองด้าน
เมื่อขึ้นมาถึงบนยอดสุดของกำแพง ภาพที่เขาเห็นก็คือ...
-เขาวงกต-
ภาพเบื้องหน้าของเมอร์ลินปรากฎเขาวงกตขนาดใหญ่รัศมีความกว้างของเขาวงกตนั้นกินพื้นที่นับหลายกิโลเมตร และเมื่อมองตรงไปยังจุดกึ่งกลางของเขาวงกตเมอร์ลินก็พบกับพลังงานแสงสว่างดวงหนึ่งที่ส่องแสงออกมาอย่างโชติ่
แม้ว่าเมอร์ลินจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่มันก็ไม่อาจปิดกั้นความกระหายในการสำรวจของเมอร์ลินได้
ในตอนนั้นเองเมื่อเมอร์ลินขึ้นมาอยู่บนสันของกำแพงได้ไม่นานเขานั้นไม่ทันจะพักหายใจก็ได้ยินเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหว
ตูม! ตูม! ตูม!
เมื่อหันไปมองยังทิศทางของเสียง เมอร์ลินก็อดที่จะสบทออกมาไม่ได้
“บัดซบ! เ้ามนุษย์หินั์พวกนั้นกำลังต่อตัวกันเพื่อขึ้นมา”