ตอนที่ 2 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (1)
หลายร้อยปีก่อนเหลียนเชวี่ยยังเป็นกปีกเพลิงเทาที่สุดแสนธรรมดาตัวหนึ่ง ไม่อัปลักษณ์หรือสวยงามไปกว่านกปีกเพลิงเทาตัวอื่นๆ หากบอกว่ามันมีอะไรพิเศษ เช่นนั้นก็มีแต่เื่ที่มันโชคร้ายไปหน่อย...มันถูกคนจับตัวไปขณะกำลังกินผลไม้อยู่ในป่า
บางทีอาจไม่ใช่คน คนที่เคยพบเจอในอดีตไม่ได้มีความว่องไวเหมือนอย่างเขา บนใบหน้าก็ไม่มีขนสีดำมากมายเท่าเขา คงเป็สัตว์ปีศาจที่บำเพ็ญเพียรจนมีร่างมนุษย์ แต่มองไม่ออกว่าร่างเดิมเป็สัตว์ป่าอะไร เรียกมันว่าปีศาจขนดำแล้วกัน
ปีศาจขนดำจับตัวเหลียนเชวี่ยไว้แต่ไม่ได้กินมัน หากแต่พากลับบ้านใช้เชือกเส้นหนึ่งล่ามไว้บนชั้นวาง จากนั้นกล่าวกับหญิงสาวในห้องว่า “นกตัวนี้งดงามทีเดียว ข้าจับมาให้เ้าแก้เบื่อ”
หญิงสาวผู้นี้เป็คนจริงๆ ผมดำผิวขาวราวหิมะ เข้าคู่กับอาภรณ์แพรไหมสีแดงสด ความลงตัวนี้เหลียนเชวี่ยรู้สึกชอบทีเดียว ตนเป็เพียงนกตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่ค่อยเข้าใจความงามหรือความอัปลักษณ์ทางใบหน้านัก แต่เขาชอบการเข้าคู่ของสีแดงขาวดำนี้ยิ่งนัก
แต่เมื่อถึงตอนกลางคืน ‘แดงขาวดำ’ กลับทำให้เหลียนเชวี่ยหวาดกลัวสุดขีด...ปีศาจขนดำถอดอาภรณ์สีแดงของหญิงสาวออก ร่างกายดำมะเมื่อมกดทับบนร่างขาวนวลเนียน ใช้กระบองสีดำตรงเป้าของเขาแทงเข้าร่างกายหญิงสาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า หญิงสาวเจ็บจนร้องโหยหวนไม่ขาดสาย ท่อนล่างมีโลหิตสดไหลรินออกมา
เหลียนเชวี่ยคิดว่าหญิงสาวคนนี้คงอยู่รอดไม่ถึงฟ้าสางแล้ว คนและนกล้วนเหมือนกัน เสียเืมากขนาดนั้น แน่นอนว่าย่อมมีชีวิตรอดอยู่ได้ไม่นาน
แต่รอจนถึงฟ้าสางหญิงสาวไม่เพียงยังรอดชีวิต แม้แต่บนตัวยังมองไม่เห็นาแอีกด้วย...สวมเสื้อผ้าแล้วย่อมมองไม่เห็นว่าใต้ร่มผ้าเป็อย่างไร แต่เมื่อวานปีศาจขนดำนั่นกัดบนใบหน้าและลำคอของหญิงสาวไปมา แผลบริเวณนั้นแม้จะสวมเสื้อผ้าแล้วก็น่าจะยังมองเห็น แต่ตอนนี้กลับไม่เห็นแม้แต่นิดเดียว
ทว่าไม่ตายนับเป็เื่ดี เหลียนเชวี่ยดีใจแทนหญิงสาวคนนี้
ไม่เพียงดีใจแทนนาง มันยังดีใจกับตัวเองด้วยเช่นกัน...มันคิดว่านางคงจะสงสารตนบ้างแล้ว จากนั้นก็ปล่อยตนไป...เมื่อวานตอนที่ปีศาจขนดำมอบเหลียนเชวี่ยให้หญิงสาว นางอิดออดไม่กล้ารับ ทำเพียงมองดูไกลๆ เห็นทีคงจะไม่กล้า ได้ยินนกตัวอื่นบอกว่ามันเคยถูกหญิงสาวขี้อายคนหนึ่งช่วยเอาไว้ คนขี้อายโดยทั่วไปล้วนอ่อนแอ คนอ่อนแอล้วนจะใจอ่อนขี้สงสาร ดังนั้นผู้หญิงขี้อายจึงชื่นชอบสัตว์ตัวเล็กเป็ที่สุด
รีบปล่อยข้าโดยด่วน หน้าหนาวใกล้มาถึงแล้ว ยังอยากรีบอพยพย้ายถิ่นไวๆ
ทว่าปีศาจขนดำออกไปแล้ว หญิงสาวกลับไม่ได้ปล่อยเหลียนเชวี่ยไป และไม่ได้มาหยอกล้อมัน เอาแต่ยืนจ้องมองอยู่บริเวณไม่ไกลนัก แววตาว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา เหลียนเชวี่ยเรียกอยู่นานก็ไม่เห็นนางกะพริบตาหรือตอบสนอง
ดูท่าคงไม่อาจหวังให้หญิงสาวคนนี้มาช่วยตนได้แล้ว หลังจากเหลียนเชวี่ยท้อแท้อยู่พักหนึ่งก็ตัดสินใจช่วยชีวิตตัวเอง ก้มหัวจิกเชือกที่เท้า เชือกไม่หนานัก พยายามเข้าหน่อยก็จิกจนหลุดได้
“เ้าคิดหนีหรือ” จู่ๆ หญิงสาวก็เริ่มขยับคอแล้วเอ่ยพูด
เหลียนเชวี่ยฟังภาษามนุษย์ไม่ออก แต่ความน่ากลัวทางสีหน้าและไอเย็นเยียบในน้ำเสียงของหญิงสาวทำให้มันตัวสั่นริกๆ
“สัตว์เดรัจฉานอย่างเ้ายังคิดหนีหรือ” หญิงสาวยื่นมือไปคว้าตัวเหลียนเชวี่ย “ข้าหนีไม่ได้...สัตว์เดรัจฉานอย่างเ้าดันคิดจะหนีงั้นหรือ”
หญิงสาวออกแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เหลียนเชวี่ยรู้สึกปวดนิดๆ ตรง่อกก่อน ต่อมารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง สุดท้ายก็ไอแค็กๆ คราหนึ่ง กระดูก่อกหักเสียบเข้าขั้วหัวใจ
เหลียนเชวี่ยคิดว่าตัวเองคงจะตายแล้ว ในหัวผุดความทรงจำสะเปะสะปะขึ้นมา เดี๋ยวตัวเองเป็ปลา อีกเดี๋ยวกลายเป็นก สักพักเป็ดอกไม้ อีกสักพักก็เป็ใบหญ้า
แต่มันไม่ตาย พอลืมตาขึ้นก็มองเห็นปีศาจขนดำ
“ดูสิ ฟื้นแล้ว” ปีศาจขนดำยื่นเหลียนเชวี่ยให้กับหญิงสาว
หญิงสาวเอียงศีรษะมองเหลียนเชวี่ย ตอบด้วยสีหน้าเ็า “จับมันเลี้ยงไว้ในกรง”
นับแต่นั้นเหลียนเชวี่ยก็เข้าไปอยู่ในกรง กลางวันถูกหญิงสาวรังแก กลางคืนมองดูหญิงสาวถูกปีศาจขนดำรังแก วิธีการที่ปีศาจขนดำรังแกหญิงสาวไม่เปลี่ยนรูปแบบ ทุกคืนล้วนกดทับสอดใส่ร่างหญิงสาว แต่วิธีที่หญิงสาวรังแกเหลียนเชวี่ยกลับเปลี่ยนไปไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งก็ไม่ให้มันกิน บางครั้งก็เอาปิ่นของนางมาเสียบมัน บางครั้งก็สาดน้ำเย็นไม่ก็น้ำร้อนใส่มัน
เหลียนเชวี่ยทรมานสุดขีด พอมีอาหารก็ไม่อยากกิน ถูกปิ่นแทงก็ไม่อยากขยับ ถูกสาดด้วยน้ำชาก็นิ่งเฉย มันทอดมองนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย หน้าหนาวมาเยือน มันควรอพยพย้ายถิ่นแล้ว แต่มันกลับทำได้เพียงจับเจ่าอยู่ในกรง
เหลียนเชวี่ยไม่ขยับและไม่ร้องกวนใจหญิงสาวแล้ว นางจับเหลียนเชวี่ยออกจากกรง ถอนขนของมัน ตัดเล็บของมัน เหลียนเชวี่ยเจ็บเจียนตาย มันทั้งขัดขืน ร้องเสียงดัง ขัดขืนอีกและร้องโหยหวนอีก แต่มันหนีไม่พ้นเงื้อมมือของหญิงสาว ทำได้เพียงรับการทรมานจากนางวันแล้ววันเล่า