องค์ชายรองเพคะ ได้โปรดเป็นของหม่อมฉันเถอะเพคะ

    บทที่ 9 ปลุกพลัง(1)

            บทที่ 9 ปลุกพลัง(1)


            สีจิ้นหงที่ตอนนี้หันไปส่งบุตรชายกลับคืนให้กับซีฮุ่ยเจินภรรยาของตนแล้ว จากนั้นบรรดาบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องก็ขอตัวออกจากห้องไป ขุยซื่อเหนียนไปเตรียมเรือนให้กับจิวฮวา ส่วนคนอื่นก็ออกไปทำหน้าที่ของตน ตอนนี้ภายในห้องจึงเหลือเพียงนายท่านผู้เฒ่าสี ฮูหยินผู้เฒ่าสี นายท่านสี สีจิ้นหง สีจิ้นเหอ และจิวฮวาเท่านั้น


            “จริงๆตอนเดินทางตัวลูกก็มีอุปกรณ์ในการปลุกพลัง หากแต่ลูกนั้นไม่กล้า เนื่องจากไม่แน่ใจว่าการที่ไม่ได้ปลุกพลังหลังจากอายุ 7 ปีนั้นมีผลกระทบหรือไม่ ลูกจึงรอกลับมาถึงเมืองหลวงก่อนขอรับ” สีจิ้นหงกล่าวอธิบาย


            นายท่านผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างพอใจในการตัดสินใจอย่างรอบครอบของหลานชายคนโต “ถือว่าเ๽้าตัดสินใจได้ถูกแล้ว เ๱ื่๵๹นี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากกระทำการโดยบุ่มบ่ามอาจเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี”


            นายท่านผู้เฒ่าสีหันไปกล่าวกับผู้เป็๲พ่อ “เนื่องจากวันนี้ลูกเห็นว่าเด็กต่างๆเดินทางมาด้วยความเหนื่อยล้า หลายสิ่งก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ไว้พรุ่งนี้ลูกไปเชิญใต้เท่าหยาง หัวหน้ากระทรวงวิจัยเวทย์มนต์มาช่วยดูให้ท่านพ่อจะว่าอย่างไรขอรับ”


            “ท่านพ่อขอรับเ๱ื่๵๹เพียงเท่านั้นใต้เท้าหยางจะมาหรือ” สีจิ้นหงเอ่ยถาม เมื่อนึกไปถึงตาแก่ ที่วันๆก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องวิจัย ทำการวิจัยนั่นนี่ ผู้ที่มักมีปลายหนวดหงิกงอมีรอยไหม้เสมอ และยังแต่งกายไม่เคยเรียบร้อยผู้นั้น


            นายท่านสีจุ๊ปากอย่างไม่ชอบใจ “หงเกอร์เ๽้ายังดูคนได้ไม่เด็ดขาดพอ เ๽้าคิดว่าจะมีสักกี่คนบนโลกที่อายุเกิน 7 ปีแล้วยังไม่เคยปลุกเวทย์มนต์ ตาเฒ่านั้นสนใจแน่นอน ขี้คล้านจะรีบมา๻ั้๹แ๻่พ่อยังพูดไม่จบสิไม่ว่า”


            เมื่อได้ฟังดังนั้นสีจิ้นหงก็อดพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้เป็๲พ่อไม่ได้ เพราะกรณีอย่างจิวฮวานั้น สามารถถือว่าเป็๲กรณีศึกษาได้เลย แต่เมื่อนึกถึงว่าน้องสาวของเขาอาจถูกจับไปทำการทดลอง ก็อดพูดขัดไม่ได้อีกครั้ง “ท่านพ่อ แล้วถ้าใต้เท้าหยางจับจิวเอ๋อร์ไปเป็๲ตัวทดลองเล่าขอรับ”


            เมื่อได้ยินดังนั้นนายท่านผู้เฒ่าก็ทุบโต๊ะเสียงดังอีกครั้งทันที “เหลวไหล ปู่คนนี้ยังอยู่ ดูสิใครมันกล้าจับหลานสาวข้าไปเป็๲ตัวทดลอง ถ้ามันกล้าข้าจะยึดทุนวิจัยมันคืน”


            เนื่องด้วยตระกูลสีนั้นเป็๲ตระกูลการค้าที่ใหญ่มาก และถือได้ว่าเป็๲ตระกูลที่ร่ำรวยมากที่สุดในอาณาจักร อาจกล่าวได้ว่า ท้องพระคลัง อาจจะมีสมบัติอยู่น้อยกว่าตระกูลสีก็ได้ด้วยซ้ำ หากมองจากมุมของจิวฮวา เธอยังอดสงสัยไม่ได้เลยว่าทำไมตระกูลสีถึงยังคงอยู่ได้ ไม่ล่มสลายไปเสียแล้ว ทั้งๆที่ไม่ได้มีบุตรีคนใดไปเป็๲พระสนมเหมือนในนิยาย หรือละครที่เคยดูเลยสักคนเดียว


            …………………………


            หลังจากคุยไม่นาน จิวฮวาก็ถูกไล่ออกจากห้องเพื่อไปพักผ่อน ส่วนที่เหลือก็ยังคงสนทนากันต่อ ถ้าให้เธอคาดเดาก็คงเป็๲วิธีการแก้แค้นตระกูลเอมอนด์นั่นแน่ๆ แต่จิวฮวาก็ไม่ใคร่จะสนใจนัก ในเมื่อตอนนี้เธอมีคนที่ทั้งมีเงิน มีอำนาจ มีความเฉลียวฉลาดอย่างคนตระกูลสีคอยปกป้องอยู่แล้ว เธอก็เลยไม่อยากคิดเ๱ื่๵๹ตระกูลเอมอนด์ให้ต้องปวดหัวอีกต่อไป เพราะเธอเชื่อว่าคนพวกนั้นต้องได้รับบทเรียนที่สาสมอย่างแน่นอน


            เมื่อออกจากห้องมา คนที่อยู่รอรับเธอคือขุยซื่อเหนียน ตอนแรกนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจะอยู่รอรับเธอด้วย แต่สุดท้ายก็โดยเหวินเกอร์เหลนชายของเธอลากไปพักผ่อนเสียก่อน จริงๆคงเป็๲ลูกหลานนั่นแหละที่เป็๲ห่วง แต่หากออกปากพูดเองฮูหยินผู้เฒ่าก็คงจะรั้นไม่ยอมไปพัก เลยใช้หลานชายคนเดียวในตอนนี้มาพาไปพักผ่อนแทน


            ข้างๆกายขุยซื่อเหนียนมีสาวใช้หน้าตาน่ารัก เรียบร้อยยืนอยู่ 4 คน “สาวใช้เหล่านี้ข้าเลือกมาจากเรือนต่างๆ เพื่อให้คอยรับใช้เ๽้า”


            “ขอบคุณเ๽้าค่ะ” จิวฮวาเอ่ยขอบคุณ


            หลังจากนั้นสาวใช้ก็ออกมาแนะนำตัวตามลำดับ


            สาวใช้คนแรกแนะนำตัวว่าชื่อ ม่านเหนียน อายุ 19 ปี เป็๲สาวใช้ขั้น 1 จากจวนของฮูหยินผู้เฒ่า เธอมีความสามารถในการเย็บปัก และทำผม จิวฮวาจึงให้เป็๲สาวใช้ขั้น 1 ตามเดิม และเพิ่มเติมให้เป็๲หัวหน้าของสาวใช้ในเรือน เพราะเห็นว่าลักษณะดูเป็๲คนสุขุม แถมยังเป็๲สาวใช้ที่ฮูหยินผู้เฒ่าเป็๲คนมอบให้ เพราะฉะนั้นจึงน่าจะสามารถไว้ใจได้ นอกจากนั้นเธอยังตั้งชื่อให้ใหม่เป็๲ ซานฉวี่


            สาวใช้คนที่ 2 เป็๲สาวใช้ขั้น 2 ที่กำลังจะได้เลื่อนไปเป็๲สาวใช้ขั้น 1 จากเรือนของขุยซื่อเหนียน เธอคนนี้มีลักษณะเป็๲คนคล่องแคล่ว ดูอารมณ์ดี หน้าตาน่าเอ็นดู ฉลาดมีไหวพริบ อายุน้อยกว่าซานฉวี่ 2 ปี จิวฮวาจึงเลื่อนตำแหน่งให้เป็๲สาวใช้ขั้น 1 ตามที่ควรจะได้เลื่อน และมอบชื่อให้ว่า เฟิงฉวี่


            สามใช้คนที่ 3 และ 4 อายุ 15 ปี เท่าจิวฮวา เป็๲สาวใช้ขั้น 2 จากเรือนซีฮุ่ยเจิน และไป๋อวี้หลิน จิวฮวาจึงให้ดำรงตำแหน่งสาวใช้ขั้น 2 ตามเดิม และมอบชื่อให้ว่า ซงฉวี่ และเยี่ยนฉวี่ตามลำดับ


            จากนั้นขุยซื่อเหนียน ก็ให้สาวใช้เด็กมาอีก 5 คน เด็กเหล่านี้อายุราว 8-12 ปี เป็๲สาวใช้ขั้น 3 ไว้ช่วยทำงานทั่วไป ส่วนเจียงมามาก็ยังคงตำแหน่งเป็๲แม่นมดังเดิม


            เมื่อจัดการเ๱ื่๵๹สาวใช้เสร็จ จิวฮวาก็ถูกเดินนำไปตามทาง เมื่อเข้ามาสู่จวนชั้นใน จิวฮวาก็พบอาคารหลายหลังสร้างแยกกันเป็๲สัดส่วนอยู่ภายในพื้นที่ แลคล้ายบ้านจัดสรร หากแต่ละเรือนก็มีลัษณะแตกต่างกันไป ทั้งขนาด และการจัดวาง


            เรือนแรกที่เป็๲เรือนใหญ่ที่สุด ติดกับจวนด้านนอก คือเรือนของนายท่านผู้เฒ่า และฮูหยินผู้เฒ่า เนื่องจากนายท่านผู้เฒ่าไม่มีอนุ จึงอาศัยอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่า ฝั่งตรงข้ามเรือนฮูหยินผู้เฒ่า เป็๲สวนหย่อมเล็กๆ ไม่ไกลจากนั้นมีเรือนอีกหลัง เป็๲ของสีจิ้นหง หลานชายคนโต ด้านข้างเรือนฮูหยินผู้เฒ่าเป็๲บริเวณเรือนของสีหลวนเคอและภรรยา


            เนื่องด้วยในโลกนี้ นั้นถึงจะยังมีวัฒนธรรมเ๱ื่๵๹รักนวลสงวนตัวคล้ายสมัยจีนโบราณ หากแต่เ๱ื่๵๹การแบ่งชายหญิงภายในครอบครัวกับเข้มงวดไม่เท่า เช่นวัฒนธรรมที่ว่า ชายหญิงเมื่ออายุมากกว่า 7 ขวบต้องแยกโต๊ะทานข้าว แต่ที่โลกนี้นั้นไม่มีวัฒนธรรมนี้ แต่กลับมีวัฒนธรรมที่ครอบครัวต้องทานข้าวพร้อมกันขึ้นมาแทน


            หากแต่ในกรณีที่มีแขกมาเยือน หรือมาพักอาศัย โดยผู้มาเยือนนั้นไม่ได้มีสายเ๣ื๵๪ใกล้ชิดกับคนภายในจวน เช่นนั้นจะต้องมีการแบ่งโต๊ะเป็๲ชายหญิง เช่นหากหลานสาวของสะใภ้มา เช่นนั้นก็ทานข้าวร่วมกับชายในตระกูลสีไม่ได้เป็๲ต้น


            แต่สำหรับจิวฮวานั้น เป็๲ลูกของสีเหมยเจียง ซึ่งถือว่าเป็๲น้าของรุ่นที่สามในตระกูล สายเ๣ื๵๪ยังถือว่าใกล้ชิด แม้แต่กฏหมายเองก็ระบุ ผู้ที่สายเ๣ื๵๪ใกล้ชิดเช่น บุตรสาว บุตรชายของลุง ป้า น้า อา จากพ่อ หรือแม่เดียวกัน  ไม่สามารถแต่งงานกันได้ ถือว่าผิดกฏหมาย แต่ถ้าในอนาคต ลูกสาวของเธอ เกิดอยากแต่งงานกับลูกชายของสีจิ้นหง อย่างนี้ถือว่าทำได้ ไม่ผิดกฏหมาย แต่ก็ไม่เป็๲ที่นิยมของชาวฟู่หรงนัก อย่างน้อยมักจะอนุโลมในกรณีหลานของเธอ เกิดอยากแต่งงานกับหลานของสีจิ้นหงเสียมากกว่า


            เดินตามถนนระหว่างกลุ่มเรือนของนายท่านสี และฮูหยินผู้เฒ่าไปด้านหลัง มีบึงน้ำเล็กปรากฏให้เห็น ภายในบ่อเลี้ยงปลาคราฟหลากสีสวยงาม ด้านข้างนั้นเป็๲ภูผาจำลอง ที่ใช้พลังงานเวทย์มนต์ช่วยในการผันน้ำ ก่อให้เกิดเป็๲น้ำตกสายน้อยๆลงมา ด้านข้างนั้นมีศาลาหลังน้อย เดินเลยไปไม่ไกล มีเรือนหลังเล็กตั้งอยู่ ด้านข้างเรือนหลังน้อยมีต้นเหมยต้นใหญ่ถูกปลูกเอาไว้ ซึ่งบัดนี้ดอกเหมยสีแดงกำลังบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมฟุ้งออกมา


            เหนือประตูเรือนมีลายเส้นสลวยถูกเขียนเอาไว้ ว่าเรือนดอกเหมย ลายเส้นนั้นบ่งบอกได้ว่าผู้เขียนเป็๲ผู้ที่มีความอ่อนหวาน และอ่อนโยนยิ่งนัก “นั่นคือลายมือของคุณหนูเหมยเจียงเ๽้าค่ะ” เจียงมามากล่าวอธิบาย เมื่อเห็นสายตาของจิวฮวา


            จิวฮวาจ้องมองลายมือนั้นด้วยความคนึงหา แม่ที่เธอได้เห็นหน้าเพียงไม่นานก็จากไป เรือนนี้นั้น เป็๲เรือนหลังเล็ก มีเพียง 2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น และถือว่าเป็๲ห้องรับแขกไปในตัว และ 1 ห้องครัวเล็ก โดยปกตินั้นเรือนแต่ละหลังจะทานอาหารร่วมกันที่เรือนใหญ่ด้านหน้า หากแต่สีเหมยเจียงนั้นชอบทำอาหาร เรือนของเธอจึงมีห้องครัวเล็กด้วย


             ด้านหลังเรือนเป็๲เรือนหลังเล็ก มี 4 ห้อง จิวฮวาให้เจียงมามาอยู่ 1 ห้อง อีก 2 ห้อง ให้สาวใช้ขั้น 1 และ 2 แบ่งกันอยู่ ส่วนห้อง ที่ใหญ่ที่สุดให้สาวใช้เล็กอยู่ด้วยกัน


    ในยุคสมัยนี้เ๱ื่๵๹สุขอนามัยเริ่มเกิดขึ้นแล้ว เพราะมีกระทรวงวิจัยเวทย์มนต์ ที่ไม่ได้ทำเพียงวิจัยเวทย์มนต์ แต่ภายในกระทรวงยังมีหน่วยวิจัยแยกออกไปอีกหลายหน่วย หนึ่งในนั้นคือหน่วยสุขภาพ ที่จะวิจัยเ๱ื่๵๹โรค การรักษา และสาเหตุของโรคต่างๆ คล้ายๆกระทรวงสาธารณสุข + กับองค์กรอนามัยโลก มาทำงานร่วมกันภายในหน่วยงานเดียว


    ซึ่งหนึ่งในผลงานอันเ๱ื่๵๹ชื่อของกระทรวงนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนก็คือห้องน้ำ! ดังนั้นในยุคของจิวฮวาจึงมีห้องน้ำ ที่มีโถ่แบบนั่งยอง และมีถังเก็บของเสียแยก ยังไม่มีการทำระบบกดน้ำแบบชักโครกในปัจจุบัน จึงยังต้องใช้ขันราดน้ำไปก่อนแต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าในนิยายที่ต้องถ่ายใส่กระโทน แล้วเอาไปทิ้งที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ รวมถึงภายในห้องน้ำยังนิยมแบ่งส่วนไว้เป็๲ห้องอาบน้ำด้วย โดยจะเป็๲อ่างอาบน้ำและขัน ยังไม่มีการวิจัยถึงขั้นทำฝักบัวได้ เพราะฉะนั้นในเรือนดอกเหมย ภายในห้องนอนใหญ่จะมีห้องน้ำ 1 ห้อง และที่ห้องรับแขกอีก 1 ห้อง ส่วนภายในเรือนคนใช้ จะมีห้องน้ำเป็๲ ห้องสำหรับถ่าย 2 ห้อง และห้องสำหรับอาบ 2 ห้อง ไว้ใช้ร่วมกันทั้งหมด


    และเนื่องจากวันนี้เป็๲การที่สีจิ้นหง สีจิ้นเหอ และจิวฮวาเพิ่งเดินทางมาถึง ฮูหยินผู้เฒ่าจึงให้บ่าวเดินมาแจ้งว่าไม่จำเป็๲ต้องไปทานอาหารร่วมกันที่เรือนใหญ่ด้านหน้า แต่ให้ทานอาหารที่เรือนของตนเองได้เลย


    ด้วยความที่จิวฮวาที่แทบจะเดินทางมายังฟู่หรงตัวป่าว มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด และเครื่องประดับไม่กี่ชิ้นเท่านั้น จึงไม่ต้องจัดห้องให้ยุ่งยากมากมาย ดังนั้นหลังจากที่จิวฮวาทานอาหารเย็นเสร็จ ก็หลับยาว๻ั้๹แ๻่ยามอิ่ว(17.00-18.59) ไปจนถึงยามเหม่า(5.00-6.59)ของอีกวันทันที