ตอนที่ 13 ลางแห่งหายนะมาเยือน (2)
เสียงกิ่งไม้หักราบดังสั่นประสาทเสียงร้องคำรามราวกับสัตว์ป่ากำลังต่อสู้คุ้มคลั่ง ทำให้เหล่าชาวบ้านที่อยู่ตรงท่าน้ำพากันทิ้งผ้าที่กำลังซักวิ่งไปอุ้มบุตรวิ่งขึ้นจากน้ำกันจ้าระหวั่น
จ้าวโถวถูกมารดาจูงแขนกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปทางหมู่บ้านนานแล้วแต่เด็กชายยังร้องไม่เลิก “ท่านแม่หลงเกอเข้าไปในป่า ท่านแม่ๆบอกผู้ใหญ่บ้านให้ไปช่วยหลงเกอด้วยเถอะขอรับ”
ไฉ่ซื่อตัวแข็งทื่อ นางอยากหนีเข้าบ้านไปให้เร็วที่สุดแต่เมื่อนึกถึงเด็กคนหนึ่ง ที่นางเห็นเขาเติบโตมาตลอดหากไม่มีเื่ขัดแย้งกับตระกูลจูที่มีผู้ฝึกตนอย่างจูเจิ้น นางก็คงไม่ขัดขวางไม่ให้เด็กทั้งสองไปมาหาสู่กันเช่นนี้หากเพิกเฉยใจนางก็คงไม่สงบ
ไฉ่ซื่อวางถังใส่ผ้าลงข้างทางแล้วหันมาสั่งบุตรชายเสียงขรึม “เ้ารีบวิ่งกลับไปที่บ้านให้เร็วที่สุดแม่จะไปบอกผู้ใหญ่บ้าน เ้าต้องรับปากแม่ห้ามไปไหนโดยพละการเด็ดขาด”
จ้าวโถวพยักหน้าละล่ำละลักพูดด้วยน้ำตานองหน้า“ข้าเชื่อท่านแม่ ครั้งนี้ข้าเชื่อฟังท่านแม่ แต่ท่านต้องตามคนไปช่วยหลงเกอนะ”
ไฉ่ซื่อมองดูบุตรชายวิ่งไปทางบ้านบรรพบุรุษจนลับตาจึงวางใจวิ่งไปทางบ้านผู้ใหญ่บ้าน
เสียงร้องของสตรีออกเรือนดังโหยหวนมาจากด้านหลังปะปนกับเสียงคำรามของหมีั์ ไฉ่ซื่อตื่นใจึงร้องะโบอกชาวบ้านไปตลอดทาง“สัตว์ร้ายบุกเข้าหมู่บ้านมาแล้ว มาช่วยกันเร็ว สัตว์ร้ายบุกเข้ามาทางท่าน้ำแล้ว!”
เสียงสัตว์คำรามทำให้เหล่าบุรุษบ้างก็วิ่งออกมาจากในเรือนบ้างก็ขาเปื้อนโคลนวิ่งถือเคียวขึ้นมาจากแปลงนา พากันไปรวมตัวที่ริมแม่น้ำสวนทางกับเหล่าสตรีที่แบกลูกจูงบุตรวิ่งเข้าหมู่บ้านด้วยสีหน้าซีดขาวหวาดกลัวสุดขีด บางคนล้มลงข้างทางเนื้อตัวถลอกปอกเปิดเืไหลก็มีไม่น้อย
ที่ชายป่าหมีเขี้ยวดำตัวสูงใหญ่ร่างทะมึนแผ่ไอสังหารออกมามันมองไปรอบๆ คล้ายกำลังเลือกอาหารตรงหน้า เหล่าบุรุษที่ถือเคียว จอบมีดพร้าต่างพากันหยุดชะงัก มองความใหญ่โตของสัตว์ที่ไม่เคยพบเห็นด้วยใบหน้าชีดขาวราวขี้เถ้า
จ้าวเซิงเอ่ยเสียงสั่น“หรือว่ามันจะเป็สัตว์อสูรที่เล่าลือกัน ไม่ใช่สัตว์ป่า เราสู้มันไม่ได้หรอก!”
“แล้วจะทำเช่นไรดี” ซูอวี้ถามทุกย่างก้าวที่หมีเขี้ยวดำขยับ พวกบุรุษชาวบ้านก็จะถอยกันสองสามก้าวเสมอ
จ้าวเซิงมองหมีั์ เหงื่อกาฬแตกพลักต่อให้กลัวเพียงใดก็ไม่กล้าวิ่งหนีแม้แต่น้อยเพราะด้านหลังเขาคือบิดามารดาและลูกเมีย “สู้ไม่ได้ก็ต้องสู้ ถ่วงเวลาให้ทุกคนหนีไป”
ซูอวี้ใบหน้าหม่นหมองไร้สีเืไม่ต่างกันมือที่ถือเคียวสั่นระริก แต่เขาก็ไม่ได้ทิ้งเคียวแล้วหันหลังวิ่งหนีบุรุษอีกหลายคนกลับเริ่มถอยห่างออกไป พอเห็นผู้ใหญ่บ้านวิ่งมาสมทบบางคนก็ชักเท้าถอยวิ่งกลับเข้าหมู่บ้านไปทันทีเหลือบุรุษร่างกำยำถืออาวุธปักหลักต้านทานอยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้านเพียงไม่กี่คน
“ข้าได้ยินว่าเสี่ยวหลงขึ้นไปทางต้นน้ำเพียงลำพังมีผู้ใดเห็นบ้าง” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามเสียงเครียด
จ้าวเซิงมีสีหน้าใ ซือเฟิงหลงกับจ้าวโถวบุตรชายของเขาเป็เพื่อนเล่นกันมาั้แ่เด็กพอเริ่มรู้ความรู้จักเล่นซนจ้าวโถวก็กลายเป็หางน้อยๆ ตามหลังซือเฟิงหลงตลอดเด็กคนนั้นเขาเองก็เอ็นดูมากเหมือนกัน
หากหายเข้าไปป่านานขนาดนี้ บางที...อาจร้ายมากกว่าดี
จ้าวเซิงกำอาวุธในมือแน่น เสียงตอบแหบแห้ง“ตอนที่ข้ามาถึงก็ไม่เห็นเสี่ยวหลงแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านถอนใจ มือกำดาบใหญ่แน่นไม่มีเวลาให้คิดมากอีกแล้ว เพราะหมีอสูรเขี้ยวดำกำลังวิ่งเข้ามาด้วยจิตสังหารคุกรุ่นเสียงคำรามมาพร้อมพลังกดดันิญญา มือที่ถืออาวุธแต่ละคนแข็งค้างไม่มีแรงแม้แต่จะยกอาวุธต่อต้า
จ้าวเซิงได้แต่เบิกตากว้างมองร่างใหญ่โตเคลื่อนใกล้เข้ามาเหงื่อเย็นๆ ไหลลงมาตามกรอบหน้า เขาอยากหันกลับไปมองทางหมู่บ้าน อยากเห็นภรรยากับลูกก่อนสักเสี้ยวขณะก็ยังดีแต่แรงกดดันนี้ทำให้เขาขยับไม่ได้แม้แต่น้อย “หรือจะต้องตายไปทั้งอย่างนี้จริงๆ”
ซูอวี้กัดริมฝีปากแน่นเืซึมออกมาจากมุมปากทว่าดวงตากลับโชนแสง “ตายก็ตายสิข้าหวังเพียงชาวบ้านจะหนีไปได้มากที่สุด”
“ให้ทุกคนรีบหนีไป!” เสียงะโของผู้ใหญ่บ้านดังก้อง ดวงตาของเขาเบิกกว้างแดงก่ำเขาฝืนยกดาบขึ้นชี้ไปข้างหน้า ใช้แรงเฮือกหนึ่งร้องคำราม “สู้ตาย!”
คล้ายได้รับกำลังใจจากผู้นำหมู่บ้านเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายเหมือนได้ทะลวงลมปราณกู่ร้องออกมาพร้อมชูอาวุธอันเป็เครื่องมือทำมาหากินไปข้างหน้าอย่างห้าวเหิม
“สู้ตาย!”
อสูรหมีเขี้ยวดำเพียงตัวทว่ายามที่มันวิ่งเข้ามาพร้อมพลังสังหาร จนแผ่นดินสั่นะเื ฝุ่นผงปลิวว่อนแรงกดดันถาโถม มนุษย์ธรรมดาตัวกระจ้อยร่อยเมื่อเทียบกับสัตว์อสูรตนหนึ่งต่อให้มีกันห้าหกคนก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันอยู่ดี
ระยะสิบจั้งหมีั์กางกรงเล็บสีดำเมี่ยมส่องประกายคมกริบขึ้นเขี้ยวยาวสีดำสนิทสะท้อนแสงอาทิตย์ หากกัดลงบนร่างผู้ใดก็อย่าหวังว่ากระดูกจะยังคงสภาพเดิมเอาไว้ได้ไม่ถูกมันเคี้ยวกลืนในคำเดียวก็คงอวัยวะขาดสะบั้น
พลังอำนาจน่าครั้นครามที่โถมเข้าปะทะใบหน้าทำให้หลายคนฝืนต้านทานไม่ไหวถูกผลักให้ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว
ยามที่หมีอสูรเขี้ยวดำอยู่ห่างจากเสาหินข้างทางเข้าหมู่บ้านในระยะห้าจั้งอักขระยันต์สีทองบนเสาศิลาก็เปลงแสงเรืองรองอย่างเงียบเชียบแล้วเสาทุกต้นที่ถูกฝังไว้รอบหมู่บ้านก็ค่อยปรากฏอักขระยันต์ขึ้นอย่างต่อเนื่องลำแสงสีทองจากเสาศิลาแต่ละต้นพุ่งขึ้นโอบล้อมทั้งหมู่บ้านไว้ราวกับกลงแสงขนาดั์ทว่าในสายตามนุษย์ธรรมดากลับไม่อาจมองเห็นความอัศจรรย์นี้ได้
จุดที่ลำแสงมารวมตัวกันกำลังก่อเกิดคลื่นพลังสะสมพร้อมที่จะทำการโจมตีเข้าใส่ผู้ที่บุกรุกเข้ามา
เหล่าชายฉกรรจ์ที่มีหัวใจของผู้พิทักษ์กระชับมือที่ถืออาวุธขึ้นต้านกรงเล็บที่เงื้อง่าในระยะไม่ถึงสองจั้งแสงสีขาวสายหนึ่งพลันพุ่งเข้ามาด้วยความแร็ว ส่งเสียงหวีดหวิวปะทะร่างของหมีอสูรจากด้านข้างร่างใหญ่โตของมันถูกแรงกระแทกมหาศาลกระเด็นออกไปกว่าสิบจั้งแน่นิ่งไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลย
เหตุกะทันหันนี้เกิดขึ้นและจบลงรวดเร็วจนมองตามไม่ทันรู้ตัวอีกครั้งหมีั์ก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว แต่ละคนเหมือนิญญาหลุดอออกจากร่างมีสติรู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่ร่างสูงใหญ่สีทองแดงของซือคงปรากฏขึ้นเขาเดินไปยังซากหมีอสูรด้วยใบหน้าเรียบนิ่งดึงเอาค้อนตีเหล็กออกมาจากจากซากร่างของเ้าเดรัจฉานนั้นอย่างง่ายๆ
ทุกคนต่างทรุดร่างลงกับพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรงทั้งร่างเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ราวกับเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ เดินผ่านประตูผีมารอบหนึ่งแต่เก็บชีวิตกลับมาได้ช่างดีเหลือเกิน
ผู้ใหญ่บ้านร้องเรียกด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง“ซือฟู่!”
เขาลุกขึ้นยืนด้วยขาสั่นเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงละอายใจ“เสี่ยวหลง!มีคนเห็นเสี่ยวหลงขึ้นไปทางต้นน้ำแล้วยังไม่กลับมา”
“ข้าจะไปดูเอง ไม่ต้องให้ใครตามมาผู้ใหญ่บ้านดูแลทุกคนให้ดี” กล่าวจบซือคงก็ถือค้อนวิ่งจากไป
เมื่อลับตาชาวบ้านแล้วจึงทะยานลมขึ้นเขาไปอึดใจเดียวก็มาถึงบริเวณที่ซากร่างของหมีอสูรเขี้ยวดำกว่าแปดตัวตายเกลื่อนค้อนในมือหล่นตุบลงพื้นพลังปราณสีแดงแผ่ออกโดยรอบ เขายกปลายนิ้วขึ้นวาดลาดลายอักขณะกลางอากาศอักขระสีทองสว่างวาบพุ่งเข้ากลางหน้าผากหมีอสูรทันใดนั้นภาพเงาเลือนรางคล้ายภาพวาดจากปลายพู่กันสีดำก็ปรากฏขึ้น แสดงภาพเหตุการณ์ย้อนกลับราวกับการย้อนทวนกระแสแห่งกาลเวลา สืบสาวกลับไป จนพบที่มาของสัตว์อสูรฝูงนี้และผู้ที่ส่งมันมาอย่างครบถ้วน
ดวงตาของซือคงแรงโรจน์ดุจเปลวเพลิงริมฝีปากขยับเบาๆ “เป็แค่ปีศาจงูเขียวตัวหนึ่งเท่านั้น! กล้ามาทำตัวเป็เป็ผู้เฒ่าหาปลาที่นี่!”