ตอน 01
เมื่ออดีตและปัจจุบันมา (1)
“เอ๊า... ชนแก้วกัน เย้!”
เสียงเฮประสานจากเหล่าญาติ เคล้าเสียงแก้วน้ำกระทบกันกลางงานสังสรรค์ แต่ละคนชื่นมื่นเบิกบานเพราะไม่ได้พบหน้ากันเสียนาน เมื่อวิกฤติโรคระบาดเคยกระหน่ำจนต้องแยกย้ายบ้านใครบ้านมันเริ่มคลี่คลาย
เ้าภาพวัยชราผมหงอกกล่าวขอบคุณตะกุกตะกัก ดูประหม่าตื่นเต้นเพราะไม่เคยมีใครจัดงานคล้ายวันเกิดให้แบบนี้ แม้เหล่าญาติต่างติดธุระรวมตัวกันไม่ได้ในวันเกิดแท้จริงจนต้องเลื่อนมาสิบวัน
“ขอบคุณนะ ขอบคุณ มาเยี่ยมบ้านผม บ้าน 'สุขสรวง์' ผมกับลูกสาวลูกเขยดีใจมาก ๆ ขอบคุณ ขอบคุณ”
เมื่อสิ้นเสียงเกริกไกรเ้าของบ้านและเ้าภาพงานวันนี้ ลูกสาวสุรีย์รัตน์และลูกเขยคีรีช่วยเอ่ยเสริมพลางยกมือไหว้
“ขอบคุณมากค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
“ที่เหลือสนุกให้เต็มที่เลยนะ อาหาร เครื่องดื่มยังมีเยอะ” เกริกไกรเชิญชวนแเื่ญาติสนุกสนานกันต่อ
“พ่อเกริกอายุเจ็ดสิบแล้ว ขอให้แข็งแรงอยู่ยืนหมื่นปี” น้ามลเริ่มกล่าวนำก่อนญาติคนอื่น
“อายุยืน แข็งแรง แข็งแรง” น้าอ๊อดช่วยอวยพรอีกแรง
“อยู่กันไปนาน ๆ นะครับ ลุงเกริก” หลานออฟเอ่ยร่วมบ้าง ตามด้วยเสียงเจื้อยแจ้วจากลูกชายวัยเรียนประถมช่วยอวยพร ส่วนลัดดาภรรยาที่มาด้วยก็คอยอุ้มเ้าเด็กกำลังซนให้นั่งบนตัก
เกริกไกรลูบหัวเ้าตัวน้อยเคล้าเอ็นดู “เรียนให้เก่ง ๆ นะ โตไปให้ได้เกียรตินิยมแบบพี่คีรีเลยนะ”
สิ้นคำอวยพรจากคนาุโ คีรีลูกเขยแห่งบ้าน 'สุขสรวง์' พลันยิ้มแก้มปริ ข้างกายยังมี สุรีย์รัตน์ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนก็เบิกแย้มชอบใจ
“เหลือกันแค่นี้เองเนอะ” น้ามลเริ่มถวิลหาความหลัง “เดิมทีมีมากกว่านี้ แม่ภา และยัยไหว”
เกริกไกรบอกให้กำลังใจทุกคน “ใจหายไม่น้อยเลย แต่... เราก็ต้องอยู่กันไปนะ อยู่ให้อายุยืนยาวกัน”
“ที่จริงญาติข้างพ่อเกริกไม่มากันเลย ต่างคนคงไม่ว่างเลยเนอะ” น้าอ๊อดรำพันอย่างเสียดาย
“รวมตัวกันยาก” ชายวัยเพิ่งครบเจ็ดสิบก้มหน้าหมองหม่นเล็กน้อย “จะรวมอีกทีก็กลัวเป็งานไม่มงคล”
“เฮ้อ... ขออย่าแบบนั้นเลย” น้าอ๊อดทอดถอนใจ
ญาติฝ่ายสุภาวดีภรรยาของเกริกไกรล้วนเป็ผู้หญิง น้าอ๊อด และน้ามล เป็น้องสาวร่วมท้องเดียวกัน มีเพียงน้าไสวที่เกิดจากต่างมารดา ยามนี้เหลือกันแค่สองพี่น้องน้ามลและน้าอ๊อด
น้าทั้งสองชอบเรียกเกริกไกรว่า 'พ่อเกริก' เช่นเดียวกับพี่สาวคนโตสุภาวดีก็เรียกว่า 'แม่ภา' เพราะทั้งคู่าุโสุดเลยเรียกกันง่าย ๆ นำหน้าชื่อด้วยคำว่าพ่อว่าแม่
บ้าน 'สุขสรวง์' เกริกไกรลงทุนปลูกเมื่อสามสิบห้าปีก่อน ตั้งอยู่ในซอยหนึ่งใกล้ถนนรัตนาธิเบศร์แถวบางกระสอ อดีตแรกสร้างดูโดดเด่นกว่าบ้านใกล้เรือนเคียงมาก ทว่ายามนี้ความเจริญพรั่งพรูเข้ามาทั้งขยายถนนทั้งรถไฟฟ้า หมู่บ้านใหม่หลังใหญ่กว่าก็ปลูกแข่งกันไม่หยุด กลบความอลังการเดิมของบ้านแห่งนี้ไปจนหมด
ที่น่าเสียดาย คือเดิมทีเคยมีสมาชิกพร้อมหน้าทั้งสามพ่อแม่ลูก แม่สุภาวดีด่วนจากไปเมื่อสามสิบสามปีก่อน ยังเป็ตอนที่สุรีย์รัตน์ลูกสาวในสายเืเพิ่งทำบัตรประชาชน พ่อเกริกไกรเพียงผู้เดียวจึงเลี้ยงดูฟูมฟักต่อเรื่อยมา จวบจนลูกสาวได้แต่งงานและมีคีรีลูกเขยช่วยดูแลเมื่อพ่อเริ่มชรา
“พวกเราฉีดเข็มสามกันหมดแล้วเนอะ...” น้ามลชักนำสนทนาเื่วัคซีนโควิด
“ก็เหลือแต่เ้าตัวเล็กนี่แหละ เพิ่งเข็มแรก” ออฟชี้ไปยังหัวลูกชายผมเกรียนที่ขยับหยุกหยิกซุกซน “ยังดีที่ลุงน้ารอดกัน มีผมกับแฟนลัดดาติดแต่ลูกชายรอด ดวงมันฉิวเฉียดเ้าตัวน้อย”
“หายป่วยก็บุญแล้ว หลานเอ๊ย...” เกริกไกรเอ่ยไปแย้มยิ้มไป
“เอ้อ พ่อเกริก... ่ที่แม่ภาจากไปใหม่ ๆ อยู่กันแค่สองคนลูกสาวเหงาแย่เลยสิ” น้าอ๊อดชวนเล่าเื่ราววันวานบ้าง
สุรีย์รัตน์กล่าวตอบแทนพ่อ “ไม่เหงาค่ะ เราอยู่กันสาม เอ๊ย... สอง... เอ๊ะ... อ้อ... สองคนสินะ... พ่อดูแลหนูอย่างดีค่ะ”
เกริกไกรชำเลืองมองลูกสาวแสนรัก เมื่อครู่สังเกตถึงอาการละล่ำละลักไร้ที่มาที่ไป พลางกระซิบข้างกาย “เป็อะไรหรอ ลูก...”
“เปล่าค่ะพ่อ ไม่มีอะไร หนูอาจจะมึน ๆ งง ๆ ไปเองค่ะ” สุรีย์รัตน์บอกให้พ่ออย่ากังวล ท่ามกลางใจยังฉงนผิดแปลกที่ไม่รู้ว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น อยู่ดี ๆ ก็สับสนกับตัวเลขสมาชิกร่วมอาศัยร่วมชายคาบ้านแห่งนี้
“เออ... ลืมของจากยัยไหวเลย เพิ่งค้นเจอในห้องเก็บของ” เสียงอุทานจากน้าอ๊อดเพิ่งนึกถึงสิ่งที่ไม่ได้หยิบติดมือมา “ตอนแรกไม่รู้ว่าของใครแต่น่าจะของยัยไหวแหละ เดี๋ยวไปเอามาให้”
“แต่อาจไม่ใช่นะ ยัยไหวตัดแต่ชุดไทยนะ อันนั้นชุดอะไรก็ไม่รู้แปลกมาก ๆ แปลกสุด ๆ เลย” น้ามลที่คล้ายได้เห็นสิ่งนั้นแล้วกลับเห็นต่าง
“ลองเอามาดูก่อนมั้ย เผื่อพ่อเกริกกับน้องน้ำจะรู้ น่าจะของยัยไหวนะ ไม่ใช่ค่อยเดากันต่อ” น้าอ๊อดเริ่มอยากจะหยิบออกมาเสียตอนนี้
“เดี๋ยวหนูไปเอามาให้ค่ะ” ลัดดาช่วยออกอาสา
น้าอ๊อดและลัดดาลูกสะใภ้พากันกลับเข้าไปหยิบของในรถที่จอดด้านนอก ทิ้งให้ออฟอุ้มเด็กซนเพียงลำพัง
เสียงกระซิบกระทบข้างหูชายาุโ “พ่อคะ... วันนี้... หนู... รู้สึกแปลก ๆ” ก่อนหันมาชำเลืองจนพบว่าสีหน้าลูกสาวเริ่มซีดเซียว
“ไม่สบายหรือเปล่าลูก...” แววตาพ่อยังส่งห่วงใยพลางถามไถ่
“ไปพักก่อนดีไหม น้ำ เธออาจนอนน้อยนะ” คีรีร้องขอให้ภรรยาอย่าฝืนร่างกาย
“ไม่ใช่อย่างงั้นค่ะ หนูรู้สึก... รู้สึก มีลางสังหรณ์ แปลก ๆ ...” สุรีย์รัตน์ก้มหน้างุด
“ลางอะไรหรอลูก...” พ่อถามเคล้าสงสัย
“ไม่รู้อะค่ะ... อธิบายไม่ได้...” ลูกสาวสูดหายใจลึก “เดี๋ยวรอดูชุดที่พวกเขาจะเอามาให้ดูก่อนค่ะ”
คำบอกจากสุรีย์รัตน์ก็คล้ายกระตุกกลางใจฝ่ายพ่อเล็กน้อย คำว่า 'ชุด' และ 'น้าไหว' ที่พวกญาติสงสัยกัน เหมือนเป็เื่คุ้นเคยมาก่อน
เกริกไกรพลันเผลอสูดหายใจลึก ชุดอะไร ไยต้องตื่นเต้นด้วย
รอเพียงคำตอบที่สองแม่ลูกสะใภ้กำลังหิ้วถุงกระดาษใบใหญ่เดินกลับเข้ามาแล้ว
ลัดดาส่งถุงกระดาษปริศนาให้สุรีย์รัตน์ “ยังไงช่วยดูหน่อยค่ะ ของเก่าเก็บของน้าไหวหรือเปล่า”
มือลูกสาวเริ่มสั่นไร้สาเหตุ ฝ่ายพ่อก็สะกดจ้องมองถุงใบใหญ่ไม่ยอมละ พลางบอกอาสา “พ่อช่วยไหม มีเทปใสติดอยู่ต้องแกะก่อน”
สุรีย์รัตน์ได้แต่พยักหน้าแ่ไร้วาจา
เทปใสหลุดออก ถุงเริ่มเปิดอ้า มือสาววัยสี่สิบแปดล้วงสิ่งซ่อนภายในออกมา
“พ่อคะ... นี่มัน...”
สีหน้าสุรีย์รัตน์พลันแตกตื่นขีดสุด
“น้ำ... นี่มันชุด...”
เกริกไกรอุทานคำโต
สายตาทุกคู่จากเหล่าญาติจดจ้องพร้อมกัน สองพ่อลูกสาวเกิดอะไรไยแตกตื่นหน้าซีดหนัก แม้แต่คีรีก็ยังบ่งบอกสีหน้าฉงนฉงายไม่รู้ต้นตอ
อยู่ดี ๆ หยาดน้ำพลันไหลอาบสองเบ้าตาสุรีย์รัตน์
“พ่อคะ หนู... ไม่ไหวแล้ว...” ลูกสาววางชุดขาวผุดผ่องใส่มือพ่อ ส่งเสียงสะอื้นเคล้ารำพัน “ชุดของน้องสาว... ฮือ...”
“ลูก...” เกริกไกรโอบประโลมลูกสาวที่ก้มซบเข้าหา อยู่ดี ๆ น้ำตาจากผู้ชราสุดในบ้านก็พลันอาบสองแก้มสุดจะกลั้น
“อ้าว... เป็อะไรกันนี่ สองพ่อลูก...” น้าอ๊อดอุทานสุดงวยงง
มิต่างจากน้ามลที่จับต้นชนปลายไม่ถูก “ร้องไห้กันใหญ่เลย... เล่าอะไรออกมาหน่อยสิ งงแล้ว... น้องสาวอะไร... น้ำเคยมีน้องสาวหรอ...”
สุรีย์รัตน์เงยหน้า รับกระดาษนุ่มเช็ดน้ำตาจากมือคีรีที่ส่งให้ทั้งสองพ่อลูก
“พ่อคะ... อย่าร้องเลย... หนูเช็ดน้ำตาให้...” ตัวลูกยังมีน้ำตาอาบหน้าแต่ไม่วายยังห่วงใยพ่อแสนรักมากกว่า ยื่นมือซับให้อย่างละมุน
“ไม่เป็ไรลูก ขอบใจ...” เกริกไกรตอบเสียงสั่นเครือ
ชุดขาวสุดแปลกตากลางใจเหล่าญาติยังอยู่บนมือผู้าุโสุด
วงสังสรรค์มื้อค่ำกลางแจ้งกลับเงียบงัน แม้แต่เด็กน้อยวัยซนก็เป็ไปกับพวกเขา
เสียงสะอื้นจากสองพ่อลูกเริ่มผ่อนซา “น่าอายจริง ผม... ร้องไห้เลย ขอโทษทีนะ...” เกริกไกรก้มหน้าพร่ำขออภัยเหล่าญาติ
ยามนี้น้ามลและน้าอ๊อดเอ่ยคำไม่ออก สีหน้าบ่งบอกล้วนยังงงเป็ไก่ตาแตก อยู่ดี ๆ หยิบชุดออกมาแล้วพากันร้องไห้
เสียงหลงคลายปมจากออฟ หนุ่มวัยกลางคนหนึ่งเดียวในวงสังสรรค์ “นึกออกแล้ว... ชุดของสาวฝรั่งคนนั้นแน่เลย ชื่ออะไรนะ...”
“น้อง...” สุรีย์รัตน์ก้มตอบเสียงสั่นพร่า...
“น้อง... ลอริส...”
“เดี๋ยวสิ พ่อเกริกกับน้ำเคยมีลูกสาวฝรั่งหรอ...” น้ามลยิงคำถามยังสงสัยไม่คลาย
คล้ายน้ำตาเจียนไหลออกมาอีก สุรีย์รัตน์รีบยกมือเช็ดก่อนเริ่มพรรณนา
“ชุดน้องสาวหนูเองค่ะ... ชุดจากน้าไหวตัดให้น้องสาว...”
“ชุดของน้อง... ลอริส...” เกริกไกรเล่าบอกเสียงสั่นเพื่อช่วยลูกสาว “ผมกับน้ำเคยรับมาดูแล ลูกสาวจากรัสเซีย...”
“น้องสาวรัสเซียค่ะ... น้าอ๊อด น้ามล...” สุรีย์รัตน์บรรจงเฉลย “น้าไหวไม่ได้บอกหนูกับพ่อว่ายังเหลืออีกชุดที่ยังไม่ได้มอบให้... น้องลอริส...”
ฝ่ายลูกเขยกลับเงียบงัน อันที่จริงเื่ราวน้องสาวของภรรยาตนก็พอรู้มาบ้าง เพียงแต่เกริกไกรและสุรีย์รัตน์ต่างไม่ค่อยเล่าให้ฟัง คงคล้ายอยากเก็บงำภายในครอบครัวมากกว่า
แต่ที่แปลกกลับเป็ออฟ น้าอ๊อดส่งเสียงยิงคำถามใส่ลูกชาย “แล้วออฟจำได้ไง ไม่เล่าให้แม่กับป้ามลฟังเลย... หรือว่า...”
“ตอนนั้นผมเด็กมาก แค่สิบสามกว่ายังไม่สิบสี่เลย” ออฟเริ่มเล่าจากห้วงทรงจำรางเลือน “ผมขอมาอยู่ให้น้าไหวช่วยดูแล เพราะแม่ผมเอง่นั้นไม่สะดวก...”
ออฟก้มหน้าคล้ายเคอะเขิน “ก็เลยรู้ว่าน้าไหวตัดชุดให้น้องสาวพี่น้ำ น้องสาวรัสเซีย... ผมแอบชอบด้วย สาวฝรั่งน่ารักมาก น่ารักสุด ๆ พี่น้ำยังเคยแซวผมเลยว่ายังเด็กไปแก่แดดซะแล้ว...”
คำพูดติดตลกจากออฟพาให้สุรีย์รัตน์ผลิยิ้มน้อย ๆ ได้บ้าง แม้กลางใจยังหม่นเศร้าเมื่อคิดถึงน้องสาวจากรัสเซีย
“อ๋อ พี่มล อ๊อดจำได้แล้ว” น้าอ๊อดตบโต๊ะเบา ๆ หันหน้าสนทนากับน้ามลดั่งคนคุยกันส่วนตัว “ตอนยัยไหวป่วยเหมือนเพ้อไข้ เหมือนได้ยินว่าอยากเจอน้องที่เป็ชื่อฝรั่ง ตอนนั้นพวกเรางงกันมาก ชื่อนั้นก็จำไม่ได้ น่าจะชื่ออะไรนะ... ที่เป็น้องสาวน้ำน่ะแหละ”
“น้องลอริสค่ะ... น้ามล น้าอ๊อด...” สุรีย์รัตน์ตอบแ่
“งั้นแปลว่า ชุดนี้... ของยัยไหวจริง ๆ น่ะสิ” น้ามลช่วยคลายปม “พวกน้าไม่รู้กันเลย ไม่รู้กระทั่งว่ายัยไหวเก็บเื่นี้เป็ความลับ ทำไมหนอ ไม่บอกกันบ้างเลย...”
“หนูขออธิบายสั้น ๆ นะคะ” สุรีย์รัตน์เริ่มพรั่งพรูพรรณนาความหลัง “น้าไหวอาสาอยากตัดชุดให้สาวฝรั่งคนนั้นค่ะ ชุดที่พวกน้าเห็นเลยแปลกมากเพราะน้องฝรั่งใส่แบบนั้นค่ะ... ชุดคุณหนูฝรั่ง...”
สองมือลูกสาวช่วยถือชุดขาวจากมือพ่อ ค่อยแผ่ออกจนเห็นชุดกระโปรงแขนยาวปลายจั๊มตัวใหญ่ ชายกระโปรงลากยาวจรดปลายเท้า กระดุม่อกยังเย็บติดไม่เสร็จ
“อ๋อ ชุดยังเย็บกระดุมไม่ครบ เ้าไหวเลยยังไม่ได้มอบ” น้ามลช่วยเฉลย
ลัดดาเปิดถุงกระดาษช่วยหยิบชุดขาวอีกสองตัวขึ้นมา ส่งใส่มือเกริกไกรที่เริ่มมีริ้วรอยยับย่นบนผิว
“โห... กางเกงจั๊มขายาวพอง ๆ น่ารักจัง” น้ามลอุทานระหว่างผู้าุโแผ่ชุดออกมาให้ดูทีละตัว “เสื้อตัวในแขนระบายผ้าลูกไม้ก็น่ารัก”
“พ่อเกริกเงียบไปเลยอ่า” น้าอ๊อดหันไปสบตาเ้าของบ้าน “ตื้นตันอะไรอยู่ หรือคิดถึงลูกสาวอีกคนหรอ”
เกริกไกรได้แต่พยักหน้าตอบเพียงสั้น “คิดถึง คิดถึงมาก...”
“มีรูปถ่ายไหมคะ อยากเห็นหน้าน้อง...” ลัดดาอยากรู้อยากเห็น
“ก็พอมีค่ะ อยู่บนบ้าน...” สุรีย์รัตน์ก้มหน้าตอบ “ในมือถือ กับกระเป๋าสตางค์หนูก็มีค่ะ แต่มีแค่รูปเดียว ถ้าอยากเห็นมากกว่านี้ต้องไปเอาจากบนบ้านค่ะ”
“มันกี่ปีผ่านมาแล้วอะ...” น้ามลถามซักไม่หยุด
เกริกไกรช่วยตอบแทนลูกสาว “สามสิบแล้วครับ...”
“สามสิบปี!” เสียงน้ามลน้าอ๊อดอุทานคำโตพร้อมกัน แล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่ออฟเล่ามาตอนเขาเพิ่งเข้าสู่วัยรุ่นมันถูกต้องทุกอย่างเลย
เหล่าญาติยังงวยงงมิวายหากนึกถึงน้าไสว เหตุใดไยหนอ หญิงสาวฝรั่งคนนั้นกลับสำคัญไม่ต่างจากคนเครือญาติร่วมสายเื
สองพ่อลูกสาวช่วยเก็บชุดสุดหวงแหนจากฝีมือน้าไสวกลับเข้าถุงกระดาษ
“คิดถึงน้าไหวมาก...” สุรีย์รัตน์อุทานเสียงพร่า “ไม่นึกเลย ไม่นึกเลยว่าน้าคงคิดถึงลอริสมาก ถึงได้อยากเก็บชุดไว้ดูต่างหน้า”
“สงสารน้าไหวจริง ๆ ก่อนตายยังเพ้อไข้เป็น้องลอริส...” เกริกไกรช่วยรำพันความหลังของสองชีวิต
“พ่อคะ ไม่คิดเลย... เวลาเหมือนย้อนกลับอย่างไรอย่างนั้น”
ฝ่ายพ่อพยักหน้าแ่ตอบ มือสาววัยกลางคนเริ่มหยิบภาพถ่ายจากกระเป๋าสตางค์ใบใหญ่สีดำ ภาพถ่ายเคลือบพลาสติกใสยังวางคว่ำคล้ายไม่พร้อมให้เหล่าญาติดู
คีรีช่วยแนะนำ “ในแท็บเล็ตก็มีนะ มีรูปนึง น่าจะอันเดียวกับในมือถือ” ก่อนที่ภรรยาหันมาบอกยืนยัน “ใช่ ใช่แล้ว รูปเดียวกัน”
สุรีย์รัตน์หยิบแท็บเล็ตของพ่อออกมาปลดล็อกหน้าจอ รูปถ่ายที่กำลังค้นหาอยู่ในโฟลเดอร์ลึกมาก ยากยิ่งที่ใครคนนอกจะพบเจอ
เกริกไกรจ้องมองภาพแห่งความหลัง ภาพบนแท็บเล็ตและบนรูปถ่ายใบเล็กที่สุรีย์รัตน์เพิ่งหงายขึ้นมา เทียบแล้วเป็รูปเดียวกันที่เก็บไว้ดูต่างหน้าเพียงรูปเดียว
คนซ้ายคือสุรีย์รัตน์เมื่อสามสิบปีก่อน ยังวัยรุ่นสวมเดรสขาวแขนยาวระบายดูหรูหรา เคียงกายคือหญิงสาวฝรั่งผมน้ำตาลกลาง ๆ ยาวราวกลางหลัง ผมปรกหน้าผากช่างน่ารักดุจตุ๊กตา ชุดสวมใส่เป็เดรสขาวนวลแขนยาวปลายจั๊ม บนศีรษะประดับกิ๊บโบผ้าขาวซ้อนปีกสองชั้น ยิ่งเพิ่มความอ่อนโยนเมื่อได้เห็นถุงมือลูกไม้สีขาวที่สวมใส่
สองชุดจากสองสาวถูกสรรค์สร้างโดยฝีมือน้าไสว สาวไทยใส่ชุดยาวแค่คลุมน่องบน แต่อีกสาวฝรั่งกลับเป็ชุดคลุมถึงข้อเท้า เรียกเป็ชุดคุณหนูฝรั่งก็ไม่ปาน
สองหญิงสาวนั่งเคียงประคองมือ ต่างส่งความห่วงใยต่อกันกลางสวนหย่อมประดับแมกไม้ ที่นั่นคือสวนแห่งอดีตที่เคยมีในบ้านแห่งนี้
คีรีส่งทั้งรูปถ่ายและแท็บเล็ตที่ค้างหน้าจอให้บรรดาญาติ “นี่ครับ รูปเมื่อสามสิบปีก่อน”
“ตายจริง... น่ารักอ่า...” น้าอ๊อดอุทานใหญ่โต “อย่างกับตุ๊กตา...”
“ตอนนั้นน้ำก็น่ารักมาก อีกคน สาวฝรั่ง อย่างกับนางฟ้าเลย” น้ามลช่วยพรรณนา
“ชุดทั้งคู่สวยมากเลยค่ะ” ลัดดาเงยหน้าสบตาสองพ่อลูก เอ่ยชมพลางแย้มยิ้มชื่นอกชอบใจ “อยากเห็นเยอะกว่านี้ค่ะ รบกวนเอาออกมาให้ดูได้ไหมคะ”
“น้า ๆ ก็อยากดูอีกนะ” น้าอ๊อดช่วยรบเร้า
สุรีย์รัตน์ผินมองชายวัยเจ็ดสิบที่พยักหน้าเบาชั่วครู่ บ่งบอกว่าไม่เคยขัดใจญาติ ๆ และน้องสะใภ้ “ได้ค่ะ แต่อาจจะรอนานหน่อยนะคะ”
“อ้าว ทำไมล่ะ ไปเอาแป๊บเดียวเอง” น้ามลถามซักเคล้าสงสัย
“คือว่า...” ลูกสาวหันไปถามพ่ออีกครั้ง “ต้องเปิดห้องลับห้องนั้นใช่ไหมคะ”
เกริกไกรขอตอบแทนลูกสาว “รูปเก็บไว้ในห้องลับ คงต้องใช้เวลาเอาออกมาน่ะครับ ผมกับลูกสาวจะเข้าไปเอามาให้ แต่อาจจะ...”
ชายวัยเจ็ดสิบชะงักคำพูด ก่อนเอ่ยความในใจที่อยากระบาย “อาจจะอยู่ในนั้นสักพัก อยากหวนรำลึกเมื่อสามสิบปีก่อน”
ลูกสาวประคองมือเคียงห่วงหาห่วงใย “พ่อคะ...”
เสียงอ่อนยวบจากน้ามล คล้ายไม่อยากบังคับแต่ก็อยากดูรูปอื่นอีกใจจะขาด “อ้ะ... นานก็รอได้ อยากเห็น ๆ เข้าใจว่าเป็อดีตที่น้า ๆ ก็ไม่เคยรู้มาก่อน ตามสบายนะพ่อลูก”
“พ่อคะ... หนูว่า...” สุรีย์รัตน์สบตาชายผมหงอกที่อาบแววฉายห่วงใยลูกรักเช่นกัน “หนูอยากเก็บถุงของน้าไหวเข้าห้องลับ ให้ชุดของน้อง... น้องลอริสอยู่ด้วยกันทั้งหมด”
เกริกไกรพยักหน้าพลางลูบศีรษะ “ตกลงลูกรัก...”
สองร่างต่างวัยเริ่มเดินจากลาวงสังสรรค์กลับเข้าในบ้าน
ปี 2022... ปี 1992... เวลาผ่านล่วงมาสามสิบปีแล้วหรือนี่...
ดั่งคล้ายห้วงสองกาลเริ่มมากัน จุดพานพบกลับเป็ภาพทรงจำท่วมท้นกลางใจสองพ่อลูก สารพันเื่ราวทั้งอิ่มเอม ทั้งชื่นบาน ทั้งหมองหม่น ทั้งรวดร้าว ผสมปนเปจนแยกไม่ออก หากไม่นับน้าไสวที่จากไปเมื่อสิบปีมานี้ ก็ไม่มีใครซึมซับรับรู้และพรรณนาได้ดีเท่าสองพ่อลูกอีกแล้ว
แต่เกริกไกรและสุรีย์รัตน์กลับไม่ขอปริปากเล่าทันที รู้ดีว่าเื่แบบนี้ช่างเหลือเชื่อเกินไปหากเหล่าญาติได้ยิน แม้แต่น้าไสวก็คงเข้าใจถึงได้เก็บงำอดีตเ่าั้ตราบวันตาย เหลือไว้เพียงเดรสยาวสีขาวในถุงกระดาษที่เป็สิ่งสุดท้ายให้พวกเขาเห็น
ห้องแห่งความหลังใกล้จะถูกเปิดอีกครั้ง เนิ่นนานสิบปีแล้วที่ไม่เคยไขกุญแจเลื่อนประตู เกริกไกรและสุรีย์รัตน์ต่างตื่นเต้นพรรณนาไม่ถูก
สองร่างต่างวัยพากันชะงักเท้าชั่วครู่
“ห้องลับอยู่บนบ้านน่ะค่ะ พ่อคงพร้อมนะคะ” สุรีย์รัตน์ยิ้มถามเพื่อให้แน่ใจ “เราจะย้อนอดีตไปด้วยกัน แล้วนำบางสิ่งจากน้องลอริสกลับมาให้พวกเขาเห็น ให้พวกเขารู้ว่าบ้านเราเคยมี...”
“ตกลง ลูกรัก...” ชายวัยเจ็ดสิบแย้มตอบละมุน
และแล้วมโนภาพแทบทั้งหมดเมื่อสามสิบปีก่อนก็เริ่มฉาย... กลางใจทั้งสอง...
-จบตอน-