กะดึก..นึกหลอน

    ห้องพักรายวันชั้น 13 ตอนที่ 1 : ห้องที่ไม่มีในระบบ

    "ห้าหมื่นบาท"


    ตัวเลขบนใบสั่งงานไม่ได้ใหญ่ไปกว่าตัวหนังสือบรรทัดอื่น แต่สายตาของฉันกลับมองเห็นมันก่อนทุกอย่าง เหมือนหมึกดำตรงนั้นมีน้ำหนักมากกว่ากระดาษทั้งแผ่น ฉันยืนอยู่ในห้องพักพนักงานของโรงแรมศิริราตรี มือหนึ่งถือใบงาน อีกมือยังค้างอยู่เหนือกระเป๋าอุปกรณ์ทำความสะอาดที่เปิดอ้าไว้ กลิ่นน้ำยาถูพื้น กลิ่นผ้าเช็ดโต๊ะที่ตากไม่แห้งสนิท และกลิ่นอับของตึกเก่าผสมกันจนเป็นกลิ่นประจำกะดึกที่ฉันคุ้นเคยดี แต่คืนนี้มันเหม็นกว่าเดิม เหมือนมีบางอย่างเน่าอยู่หลังผนังปูนแล้วค่อย ๆ ซึมออกมา


    ห้าหมื่นบาทสำหรับการเคลียร์ห้องหนึ่งห้อง ตั้งแต่สี่ทุ่มถึงหกโมงเช้า


    ถ้าเป็นคนอื่นคงหัวเราะแล้วโยนกระดาษทิ้ง ถ้าเป็นฉันเมื่อหนึ่งเดือนก่อนก็คงทำแบบนั้นเหมือนกัน แต่นั่นเป็นก่อนที่เจ้าหนี้จะมาดักรอหน้าปากซอย ก่อนที่พี่สะใภ้ของฉันจะถูกซ้อมจนซี่โครงร้าวเพราะค้างดอกไม่กี่พัน และก่อนที่เสียงผู้ชายคนหนึ่งจะกระซิบข้างหูฉันเมื่อวานว่า ถ้าพรุ่งนี้เก้าโมงไม่มีเงินคืน พวกมันจะพาฉันไปคุยในที่ที่ไม่มีใครได้ยินเสียงร้อง


    "เมย์ พรุ่งนี้อย่าให้ต้องตามนะ" เสียงนั้นยังติดอยู่ในหัวฉัน ชัดกว่าทุกเสียงในห้องพักพนักงาน "พี่โต้งไม่ชอบคนผิดสัญญา"


    ฉันพับใบสั่งงานช้า ๆ แล้วคลี่มันออกใหม่ เหมือนถ้าทำซ้ำอีกครั้ง ตัวเลขอาจเปลี่ยนเป็นยอดที่สมเหตุสมผลกว่านี้ แต่มันยังอยู่ที่เดิม ด้านบนระบุว่าเป็นงานด่วนพิเศษจากระบบกะดึกของโรงแรม ชั้น 13 ห้อง 1301 ให้เคลียร์ห้องหลังผู้เข้าพักออก โดยมีค่าจ้างจ่ายสดหลังจบงาน ไม่มีชื่อหัวหน้า ไม่มีลายเซ็นผู้จัดการ มีเพียงตราประทับสีแดงเข้มตรงมุมล่าง ลายของมันเหมือนวงกลมซ้อนกันหลายชั้น ถ้ามองผ่าน ๆ ก็คล้ายตราบริษัท แต่พอมองนานขึ้นกลับเหมือนรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดถูกกดทับซ้ำ ๆ


    "ห้อง 1301..." ฉันพึมพำ


    ฉันทำงานที่ศิริราตรีมาสามปี รู้ว่าลิฟต์ตัวไหนชอบค้าง รู้ว่าห้องไหนลูกค้าชอบลืมกุญแจไว้ใต้หมอน รู้ว่าชั้นสิบสองมีกลิ่นท่อน้ำแรงหลังฝนตก และรู้ดีว่าโรงแรมนี้ไม่มีชั้นสิบสามบนปุ่มลิฟต์ ฝรั่งบางคนขำเรื่องความเชื่อ คนไทยบางคนไม่พูดถึงมันเลย ทางโรงแรมจึงข้ามจาก 12 ไป 14 ตั้งแต่เปิดกิจการมา แต่ใบสั่งงานในมือฉันเขียนตัวเลข 13 ชัดเจนเกินกว่าจะบอกว่าเครื่องพิมพ์ผิด


    โรงแรมศิริราตรีไม่ใช่โรงแรมหรู มันเป็นตึกเก่าสิบสี่ชั้นที่เคยรุ่งเรืองเมื่อยี่สิบปีก่อน ก่อนถนนเส้นใหม่จะพานักท่องเที่ยวไปพักฝั่งแม่น้ำแทน ที่นี่เหลือแขกประจำไม่กี่ประเภท เซลส์ต่างจังหวัด คนขับรถทัวร์ที่ต้องนอนรอรอบเช้า คู่รักที่ไม่อยากให้ใครจำหน้าได้ และคนเมาที่เดินเข้ามาถามราคาห้องหลังผับปิด ตึกนี้มีเสียงของมันเอง ท่อน้ำครางตอนตีสอง ลิฟต์ส่งของกระตุกตอนตีสาม ประตูห้อง 806 ชอบเปิดเองถ้าไม่ได้ลงกลอนสองชั้น เรื่องพวกนี้พนักงานรู้กันหมด และเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันเหมือนอยู่กับคราบสนิมบนก๊อกน้ำ


    แต่ไม่มีใครพูดถึงชั้นสิบสามอย่างจริงจัง พนักงานเก่าบางคนบอกว่าเป็นแค่เลขที่ถูกตัดออกเพราะเจ้าของเดิมถือเคล็ด บางคนบอกว่าชั้นนั้นเคยเป็นห้องพักรายวันราคาถูกที่สุด ก่อนเกิดเรื่องจนต้องปิดตาย หัวหน้าแม่บ้านคนก่อนชื่อป้าจันทร์เคยเตือนฉันตอนเริ่มงานใหม่ ๆ ว่าถ้าลิฟต์ขึ้นผิดชั้นกลางดึก ให้ก้มหน้าแล้วกดปิดประตูทันที อย่าดูหมายเลขห้อง อย่าฟังเสียงคนเรียก และอย่าเดินตามกลิ่นน้ำอบไทยไปเด็ดขาด ตอนนั้นฉันคิดว่าป้าจันทร์แค่ขู่เด็กใหม่ให้ไม่เถลไถลในกะดึก


    สองเดือนหลังจากนั้น ป้าจันทร์ลาออกโดยไม่รับเงินเดือนงวดสุดท้าย


    หลังป้าจันทร์ไป ห้องพักพนักงานก็เงียบลง ทุกคนทำเหมือนคำเตือนของแกเป็นเรื่องเพี้ยนของคนแก่ แต่เวลาผ่านชั้นสิบสองหลังเที่ยงคืน ไม่มีใครหยอกล้อกันเสียงดัง ไม่มีใครกดลิฟต์เล่น และไม่มีใครรับงานพิเศษถ้าใบงานไม่มีชื่อหัวหน้ากะ


    ยกเว้นคืนนี้


    เครื่องพิมพ์หัวเข็มตรงมุมห้องดังแก๊กขึ้นมาเบา ๆ ทั้งที่ไฟสถานะดับไปแล้ว ฉันสะดุ้ง หันไปมอง มันนิ่งเหมือนเดิม กระดาษค้างอยู่ตรงปากเครื่องเพียงครึ่งแผ่น ฉันยื่นมือไปแตะ ขอบกระดาษเย็นจัดราวกับเพิ่งเอาออกจากช่องแช่แข็ง


    ด้านหลังใบสั่งงานมีข้อความเล็ก ๆ เพิ่มอยู่ ทั้งที่เมื่อครู่ฉันมั่นใจว่ามันยังว่างเปล่า


    "หมายเหตุ: ชั้น 13 ไม่มีในระบบลิฟต์ หากจำเป็นต้องขึ้นไปทำความสะอาดห้อง 1301 โปรดใช้บันไดหนีไฟข้างลิฟต์ขนของฝั่งซ้ายสุดเท่านั้น และห้ามใช้ลิฟต์เด็ดขาดหลังเที่ยงคืน"


    ฉันอ่านจนจบแล้วเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนเหนือประตู ห้องพักพนักงานเงียบจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีเดิน เวลา 22.07 น. ยังไม่ถึงเที่ยงคืน ฉันยังมีเวลาถอย ยังมีเวลาฉีกใบงานแล้วบอกตัวเองว่าห้าหมื่นบาทที่มาง่ายเกินไปย่อมไม่ใช่เงินของคนเป็น


    แต่พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าก็ยังรออยู่เหมือนกัน


    ฉันหยิบไฟฉายเหล็กที่หัวหน้ากะเคยบอกว่าใช้เฉพาะเวลาขึ้นชั้นเก็บของ มันหนักกว่าปกติในมือคืนนี้ กระเป๋าอุปกรณ์ทำความสะอาดถูกจัดเรียบร้อยตามนิสัย น้ำยาเช็ดกระจก แปรงขัดห้องน้ำ ผ้าขาว ผ้าดำ ถุงขยะหนา ไม้กวาดพับได้ และถุงมือยางสองคู่ ฉันเช็กของทีละชิ้นเพื่อให้มือไม่สั่นเกินไป งานแม่บ้านมีข้อดีอย่างหนึ่ง ต่อให้กลัวแค่ไหน ถ้ายังไล่เช็กรายการได้ แปลว่าสติยังไม่หลุดไปหมด


    ฉันเคยคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานโรงแรม เพราะเป็นคนกลัวคนมากกว่ากลัวผี กลัวแขกเปิดประตูมาโวย กลัวถูกหัวหน้าด่าต่อหน้าคนอื่น กลัวทำของหายแล้วถูกหักเงิน แต่พอทำไปนาน ๆ ฉันพบว่างานแม่บ้านให้ที่หลบอย่างหนึ่ง เราเข้าไปในห้องตอนแขกไม่อยู่ เราจัดระเบียบความสกปรกโดยไม่ต้องสนทนากับใครมาก เรารู้ว่าคราบไหนใช้น้ำยาอะไร ผ้าแบบไหนต้องแยกซัก ของตกค้างแบบไหนต้องใส่ซองส่งแผนกต้อนรับ ทุกอย่างมีขั้นตอน และขั้นตอนทำให้คนจน ๆ อย่างฉันรู้สึกว่าชีวิตยังพอควบคุมได้บ้าง


    คืนนั้นฉันจึงจัดกระเป๋าอย่างละเอียดเกินจำเป็น ใส่ผ้าขาวเพิ่มอีกห้าผืน ใส่ถุงมือสำรอง ใส่สเปรย์ดับกลิ่น แม้ใบงานไม่ได้บอกว่าจะต้องเจออะไร ฉันยังหยิบซองพลาสติกสำหรับเก็บของตกค้างติดไปด้วย ตามกฎของโรงแรม ถ้าเจอของแขกลืมไว้ต้องใส่ซอง เขียนหมายเลขห้อง วัน เวลา และชื่อพนักงานผู้พบ ส่งล็อบบี้ก่อนเลิกกะ ไม่ว่าจะเป็นแหวนทอง โทรศัพท์ หรือถุงยาแปลก ๆ ที่ไม่มีใครอยากระบุชื่อ


    ฉันไม่รู้เลยว่าของตกค้างในห้อง 1301 จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันออกไปได้


    ทางเดินหลังบ้านของโรงแรมสว่างด้วยไฟหลอดยาวที่กะพริบเป็นช่วง ๆ ผนังสองข้างมีคราบน้ำเก่าเหมือนรอยแผนที่สีน้ำตาล ฉันเดินผ่านห้องซักผ้าที่มีเครื่องอบผ้าหมุนช้า ๆ อยู่ด้านใน ทั้งที่คืนนี้ไม่มีใครส่งผ้าเข้ารอบแล้ว เสียงผ้ากระทบถังอบดังตุบ ตุบ เบา ๆ เหมือนใครเคาะจากข้างใน ฉันไม่หยุดดู


    ลิฟต์ส่งของรออยู่สุดทางเดิน ประตูเหล็กเปิดออกหลังฉันกดปุ่มเรียกเพียงครั้งเดียว กลิ่นน้ำมันเครื่องกับสนิมเก่าพุ่งออกมารับหน้า ฉันก้าวเข้าไปโดยไม่ตั้งใจจะใช้มันขึ้นชั้นสิบสาม แค่อยากดูให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้จำผิด


    แผงปุ่มมี 10, 11, 12 แล้วข้ามไป 14 จริง ๆ


    ช่องว่างระหว่างเลข 12 กับ 14 สะอาดเกินไป ไม่มีรอยแกะ ไม่มีรอยปิดทับ ไม่มีแม้แต่ฝุ่นจับเหมือนปุ่มอื่น ๆ ราวกับตั้งแต่แรกมันไม่เคยมีที่ว่างให้เลข 13 อยู่ตรงนั้น ฉันแตะปลายนิ้วลงบนช่องว่างนั้นเบา ๆ ความเย็นแล่นขึ้นมาตามข้อแขนจนต้องชักมือกลับ


    ประตูลิฟต์เริ่มเลื่อนปิดเอง


    ฉันรีบถอยออกมา หัวใจเต้นแรงขึ้นทั้งที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง เสียงประตูลิฟต์ปิดดังครืดช้า ๆ เหมือนกำลังเคี้ยวความเงียบในปาก ทันทีที่ประตูสนิท ตัวเลขเหนือประตูกะพริบขึ้นมาเอง


    13


    มันขึ้นอยู่ไม่ถึงวินาที แล้วดับหายไป


    "ไม่เอาน่า..." ฉันบอกตัวเอง เสียงเบาจนเหมือนพูดกับผนังมากกว่าพูดกับตัวเอง "ไฟเก่า ระบบเก่า แค่นั้นแหละ"


    ประตูบันไดหนีไฟอยู่ทางซ้ายสุดตามที่ใบงานบอก ป้ายเขียวเหนือประตูส่องแสงซีด ๆ คำว่า EXIT ลอกไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงตัว E กับ T เหมือนป้ายบอกทางที่ไม่อยากให้ใครใช้จริง ฉันผลักประตูเข้าไป เสียงบานพับดังยาวแหลมจนเสียวฟัน ลมเย็นจากช่องบันไดพุ่งมาชนหน้า มีกลิ่นฝุ่นหนา กลิ่นปูนเปียก และกลิ่นอับของพื้นที่ที่ไม่มีคนเดินผ่านนานเกินไป


    บันไดปูนเปลือยทอดขึ้นไปในความมืด แสงฉุกเฉินสีส้มติดอยู่เป็นพัก ๆ บางดวงสว่าง บางดวงดับ บางดวงกะพริบเหมือนใกล้หมดแรง ฉันเปิดไฟฉายของตัวเอง แสงสีแดงเข้มตัดผ่านฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ พอเห็นสีของมัน ฉันก็เพิ่งรู้ว่าไฟฉายกระบอกนี้ไม่ใช่ไฟฉายธรรมดา เลนส์ด้านหน้าถูกครอบด้วยฟิลเตอร์สีแดงหนา ราวกับถูกเตรียมไว้สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ


    ฉันเริ่มเดินขึ้นบันได นับชั้นในใจเพื่อไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน


    หนึ่ง


    สอง


    สาม


    พอถึงชั้นสี่ ฉันเริ่มสังเกตว่าประตูหนีไฟแต่ละชั้นมีรอยต่างกัน ชั้นสี่มีรอยขีดจากรถเข็นผ้า ชั้นห้ามีคราบมือเปื้อนน้ำมันตรงแผงผลัก ชั้นหกมีกระดาษเตือนห้ามสูบบุหรี่ติดเอียง ๆ ทุกอย่างยังอยู่ในโลกที่ฉันรู้จัก แต่หลังชั้นแปดขึ้นไป ร่องรอยพวกนั้นเริ่มหายไป ผนังสะอาดเกินกว่าช่องบันไดเก่าควรจะเป็น ไม่มีฝุ่น ไม่มีขยะ ไม่มีคราบรองเท้า มีเพียงกลิ่นอับเย็นและรอยน้ำยาว ๆ ที่ไหลลงจากขั้นบนเหมือนมีใครเพิ่งถูพื้นไว้ก่อนฉันมาถึง


    ฉันหยุดที่ชั้นเก้าเพื่อพักหายใจ แล้วพบว่าป้ายเลขชั้นบนประตูไม่ได้เขียนว่า 9 มันเป็นแผ่นเหล็กว่างเปล่า สีลอกตรงกลางเป็นวงเหมือนตัวเลขถูกขูดออก ฉันยกไฟฉายเข้าไปใกล้ เห็นรอยขูดเล็ก ๆ ซ้อนกันหลายชั้น บางรอยใหม่ บางรอยเก่า ราวกับมีคนพยายามลบหมายเลขชั้นออกซ้ำ ๆ ตลอดหลายปี


    โทรศัพท์ในกระเป๋ากระโปรงสั่นขึ้นหนึ่งครั้ง


    ฉันสะดุ้งจนเกือบทำไฟฉายหล่น ข้อความจากเบอร์ไม่รู้จักขึ้นบนหน้าจอ ไม่มีชื่อ ไม่มีรูปโปรไฟล์ มีเพียงประโยคสั้น ๆ


    อย่านับชั้นผิด


    ฉันยืนมองข้อความนั้นอยู่นานกว่าที่ควร ลมหายใจติดอยู่กลางอก ก่อนที่หน้าจอจะดับไปเอง เมื่อเปิดอีกครั้ง ข้อความหายไปแล้ว เหลือเพียงเวลาบนหน้าจอ 23.41 น. อีกสิบเก้านาทีก่อนเที่ยงคืน


    ฉันบอกตัวเองว่าอาจเป็นข้อความจากเจ้าหนี้ อาจเป็นคนส่งผิด อาจเป็นระบบโรงแรมรวน ทั้งที่ไม่มีเหตุผลไหนอธิบายได้ว่าทำไมมันรู้ว่าฉันกำลังนับชั้นอยู่


    เสียงรองเท้าผ้าใบของฉันกระทบขั้นปูนดังตึก ตึก สะท้อนกลับมาจากผนังแคบ ๆ จนฟังคล้ายมีคนเดินตามอยู่ข้างหลัง ช่วงแรกฉันบอกตัวเองว่านั่นคือเสียงสะท้อนธรรมดา ช่องบันไดของตึกเก่ามักทำให้เสียงเพี้ยนอยู่แล้ว บางครั้งเสียงก้าวของเราจะย้อนกลับมาช้ากว่าจังหวะจริงนิดหนึ่ง เหมือนมีใครเดินห่างจากเราไปครึ่งก้าว


    แต่พอขึ้นถึงชั้นแปด เสียงนั้นก็เปลี่ยนไป


    มันไม่ได้ดังตึกเหมือนรองเท้าอีกต่อไป แต่เป็นเสียงแปะชื้น ๆ เหมือนฝ่าเท้าเปียกน้ำแตะพื้นปูน


    ฉันหยุดเดิน เสียงนั้นหยุดตาม


    มือที่ถือไฟฉายเริ่มลื่นด้วยเหงื่อ ฉันเอียงหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง ได้ยินเพียงเสียงหลอดไฟฉุกเฉินครางเบา ๆ และเสียงลมหายใจของตัวเองที่สั้นลง ฉันไม่หันกลับไปมอง เพราะไม่รู้ว่าถ้าเห็นอะไรอยู่ด้านล่าง ฉันควรทำยังไงต่อ


    "เสียงสะท้อน" ฉันพูดเบา ๆ "แค่เสียงสะท้อน"


    ฉันก้าวต่อ คราวนี้เร็วขึ้น


    เสียงเปียก ๆ เร่งตามมา


    แปะ แปะ แปะ


    ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มวิ่งตั้งแต่เมื่อไร รู้แค่ว่าขาทั้งสองข้างพาฉันขึ้นบันไดอย่างลนลาน กระเป๋าอุปกรณ์กระแทกสะโพก ไฟฉายสีแดงแกว่งไปมา ผนังสองข้างมีรอยดำเป็นปื้นยาวเหมือนมือเปียกถูกลากผ่านปูน ฉันพยายามไม่มองมัน แต่แสงไฟก็ยังไปแตะโดนเป็นระยะ และทุกครั้งที่เห็น ฉันยิ่งแน่ใจว่ารอยเหล่านั้นลากขึ้นไปทางเดียวกับฉัน


    ชานพักสุดท้ายมีประตูเหล็กตั้งขวางอยู่ บนบานประตูมีตัวเลข 13 พ่นด้วยสีแดงเข้ม เส้นสีหยาบและรีบเหมือนคนเขียนไม่มีเวลาพอ ฉันกระแทกไหล่ใส่ประตู มันเปิดออกพร้อมเสียงดังปัง ร่างฉันถลาเข้าไปในโถงทางเดินแล้วรีบดึงประตูกลับมาปิด


    เสียงเปียก ๆ หยุดลงอีกฝั่งของประตู


    ฉันยืนพิงบานเหล็ก หอบจนเจ็บชายโครง ในโถงทางเดินชั้นสิบสามไม่มีเสียงเครื่องปรับอากาศ ไม่มีเสียงโทรทัศน์จากห้องพัก ไม่มีแม้แต่เสียงไฟฟ้าวิ่งในหลอดนีออน พรมใต้เท้าชื้นจนรองเท้าจมลงเล็กน้อย กลิ่นเน่าอ่อน ๆ ลอยมาจากปลายทางเดิน และตรงนั้นเองมีแสงสีเขียวกะพริบอยู่เหนือประตูไม้บานหนึ่ง


    ป้ายทองเหลืองหน้าห้องสะท้อนแสงขึ้นมาอย่างชัดเจน


    1301


    ฉันยกใบสั่งงานขึ้นดูอีกครั้ง แม้มันไม่จำเป็นแล้ว ห้องนั้นอยู่ตรงหน้า ฉันมาถึงแล้ว และเงินห้าหมื่นบาทก็เหมือนยืนอยู่หลังประตูบานเดียวกันกับสิ่งที่กำลังรอฉันอยู่


    คล้ายกับเรื่องกะดึก..นึกหลอน ที่คุณอ่าน