บทที่ 9 ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่เขตแดนแห่งเทพ
ไม่นานหลังจากนั้น ดวงดาวนับไม่ถ้วนท่ามกลางท้องฟ้ารัตติกาลก็หายไป ขอบนภาเริ่มสว่างเป็สีขาวนวล หนึ่งราตรีพ้นผ่านไปในพริบตา
ณ ยอดเขาตี้ ตำหนักเทียน
เซียวอวิ๋นที่ลอยอยู่กลางเวหา บัดนี้ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองทั่วร่าง ประหนึ่งรูปปั้นทองคำที่เปล่งประกายสุกสกาว
ตี้เทียนจ้องมองเซียวอวิ๋นด้วยความฉงน ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตะลึง "รัศมีทองจากร่างกาย นี่คือสัญลักษณ์ของการบรรลุขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุด!"
ลุงฝูที่กำลังดูเตาหลอมอยู่ข้าง ๆ ได้ยินดังนั้นก็ชะงัก ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจ "เช่นนั้น หมายความว่านายน้อยได้สร้างรากฐานอันสูงส่งแล้ว ไม่จำเป็ต้องใช้น้ำยาสร้างรากฐานอีกต่อไปใช่หรือไม่?"
ตี้เทียนพยักหน้า ก่อนเอ่ยด้วยความเหลือเชื่อว่า "เก้าขั้นในหนึ่งวัน ช่างเป็พร์ที่มิอาจหาสิ่งใดเปรียบได้จริง ๆ เพียงแค่การดูดซับปราณฟ้าดิน และการหล่อหลอมร่างกายด้วยพลังดวงดาว ก็ผลักดันร่างกายของเขาไปถึงขีดสุดแห่งขั้นหลอมกายาแล้ว ไม่จำเป็ต้องผ่านการขัดเกลาด้วยน้ำยาสร้างรากฐานอีก"
ลุงฝูได้ยินดังนั้นก็อดที่จะมองไปยังเตาหลอมด้วยสีหน้าหงุดหงิดไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "เช่นนั้น ข้าก็เสียเวลาไปทั้งคืนโดยเปล่าประโยชน์น่ะสิ?"
เขาใช้เวลากระตุ้นเพลิงแท้สามภพเพื่อหลอมกายาให้นายน้อยอยู่นาน ทว่าทั้งหมดนี้กลับสูญเปล่า
ตี้เทียนยิ้มบาง ๆ ก่อนกล่าวว่า "น้ำยาสร้างรากฐานนี้ จะเทียบกับรากฐานอันสูงส่งที่ถูกหล่อหลอมจากปราณฟ้าดินได้อย่างไร ด้วยรากฐานเช่นนี้ อนาคตของเซียวอวิ๋นช่างมิอาจคาดเดาได้เลย!"
ลุงฝูมองน้ำยาสร้างรากฐานที่หลอมเสร็จแล้วตรงหน้า ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มขื่น "สมุนไพรวิเศษในนี้ ล้วนเป็ของที่ท่านใช้เวลาร้อยปีเตรียมการ นับเป็สมบัติล้ำค่า จะปล่อยให้สูญเปล่าเช่นนี้หรือ?"
"เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์!" ตี้เทียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นดวงตาของเขาก็เป็ประกาย ก่อนยิ้มพลางกล่าวว่า "ข้ามอบให้เ้า อายุขัยของเ้าก็เหลือไม่มากแล้ว ไฉนไม่รับศิษย์สักคน พอดีจะได้เป็สหายเซียวอวิ๋น"
ลุงฝูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกซาบซึ้ง เขาก็เหมือนกับตี้เทียนที่ถึงขีดจำกัดของอายุขัยแล้ว ที่จริงก็มีความคิดจะรับศิษย์มานานแล้ว
ผู้ฝึกตนทั้งหลายก็เช่นกัน เมื่อใกล้สิ้นอายุขัย ต่างก็อยากรับศิษย์ หวังจะถ่ายทอดวิชาความรู้ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตให้สืบต่อไป ถือเป็ที่พึ่งทางใจอย่างหนึ่ง
"ก็ดีเหมือนกัน!"
ลุงฝูเงียบไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าหากน้ำยาสร้างรากฐานที่ดีเช่นนี้จะต้องสูญเปล่า ก็ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ดังนั้นจึงพยักหน้าและกล่าวว่า "พอดีคราวนี้สำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นเปิดรับศิษย์ใหม่ ข้าจะไปเลือกสักคนก็แล้วกัน!"
ตี้เทียนพยักหน้า
ลุงฝูจึงเหยียบเมฆาออกจากยอดเขาตี้ไป
ในขณะนั้น เซียวอวิ๋นเพิ่งลืมตาขึ้น มองดูลุงฝูที่จากไป อดสงสัยไม่ได้ จึงถามว่า "ท่านอาจารย์ ท่านลุงฝูไปไหนหรือขอรับ?"
ตี้เทียนมองเซียวอวิ๋นด้วยสีหน้ายินดี ตอบยิ้ม ๆ ว่า "ศิษย์รัก เ้าใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ฝึกฝนคัมภีร์ฮุ่นตุ้นถึงขั้นที่เก้าแล้ว ใช้ปราณฟ้าดินบรรลุถึงขีดสุดของขอบเขตหลอมกายา จึงไม่จำเป็ต้องใช้น้ำยาสร้างรากฐานเหล่านี้แล้ว
ส่วนลุงฝูรู้สึกเสียดายหากจะต้องทิ้งน้ำยาสร้างรากฐานเหล่านี้ไป จึงเตรียมไปเลือกศิษย์สักคนจากบรรดาศิษย์ใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา เพื่อสืบทอดวิชาความรู้ทั้งชีวิตของเขา"
เซียวอวิ๋นได้ฟังก็เข้าใจทันที แต่เมื่อก้มมองร่างกายของตัวเอง ในใจก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
ข้าบรรลุถึงขีดสุดของขอบเขตหลอมกายาแล้วหรือ?
จากที่ท่านอาจารย์กล่าว เมื่อบรรลุถึงขีดสุดของขั้นหลอมกายา ก็จะมีพลังถึงหนึ่งแสนจิน*[1]
ยามนี้ข้ามีพลังมากเพียงนั้นแล้วหรือ?
เซียวอวิ๋นอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
นี่ข้ากลายเป็ยอดมนุษย์ภายในวันเดียวเลยนี่นา
บัดนี้ เขารู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลในร่างกาย ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
ตี้เทียนไม่รู้ว่าเซียวอวิ๋นกำลังคิดอะไรอยู่ จึงกล่าวต่อว่า "ศิษย์ข้า บัดนี้เ้าบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุดแล้ว ต่อไปก็คือการฝึกฝนคัมภีร์ฮุ่นตุ้นขั้นที่สิบ เริ่มดูดซับปราณฟ้าดินอย่างตั้งใจ ก้าวเข้าสู่ขั้นการฝึกฝนถัดไป… ขอบเขตรวมปราณ!"
เซียวอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ยิ้มน้อย ๆ กล่าวอย่างมั่นใจว่า "ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ไม่ถึงสามวัน ศิษย์จะต้องเข้าใจคัมภีร์ฮุ่นตุ้นขั้นที่สิบได้แน่!"
ยามนี้เขายังมีโอกาสรู้แจ้งอีกสี่ครั้ง เพียงพอที่จะฝึกฝนคัมภีร์ฮุ่นตุ้นถึงขั้นที่สิบสามแล้ว
ตี้เทียน "..."
เมื่อมองไปยังเซียวอวิ๋นที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจตรงหน้า ตี้เทียนก็รู้สึกอึ้งในใจ เขาใช้เวลาถึงห้าสิบปีกว่าจะฝึกฝนคัมภีร์ฮุ่นตุ้นถึงขั้นที่สิบ ทว่าอีกฝ่ายกลับคิดจะทำให้สำเร็จภายในสามวัน...
แน่นอน หลังจากได้เห็นเซียวอวิ๋นรู้แจ้งถึงเก้าขั้นในวันเดียว ตี้เทียนก็จำต้องเชื่อในความมั่นใจนี้ของเซียวอวิ๋น
อย่างไรก็ตาม ตี้เทียนยังคงส่ายหน้า แล้วกล่าวกับเซียวอวิ๋นด้วยสีหน้าจริงจัง "ศิษย์รัก เ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าหวังให้เ้ากดพลังบำเพ็ญไว้ อย่าเพิ่งรีบร้อนฝึกฝนคัมภีร์ฮุ่นตุ้นขั้นที่สิบ"
"เอ่อ... ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงเป็เช่นนั้นเล่า? ผู้ฝึกตนไม่ควรมุ่งมั่นก้าวหน้าอย่างรวดเร็วหรอกหรือ?" เซียวอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็อดสงสัยมิได้
ตี้เทียนยิ้มขื่น "นั่นเป็คำพูดสำหรับผู้มีพร์น้อย เพื่อให้พวกเขาพยายามฝึกฝน แต่เ้าแตกต่าง อัจฉริยะเช่นเ้าฝึกฝนได้รวดเร็วเกินไป ดังนั้นเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จึงต้องกดระดับพลังบำเพ็ญบ่อย ๆ เพื่อให้ทุกขอบเขตที่เ้าฝึกฝนบรรลุถึงขีดจำกัดทางทฤษฎี"
เซียวอวิ๋นเข้าใจทันที
ก็เพื่อสร้างรากฐานนั่นเอง
เขารีบพยักหน้า "ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะยังไม่ทะลวงขอบเขตต่อไปในยามนี้"
ตี้เทียนได้ยินดังนั้นก็พูดไม่ออก
ศิษย์ของข้าช่างมั่นใจเหลือเกิน เมื่อเทียบกันแล้ว ทำให้ข้ารู้สึกอยากตายเสียจริง ๆ
เขากล่าวกับเซียวอวิ๋นว่า "ศิษย์รัก แม้จะกดระดับพลังบำเพ็ญไว้ชั่วคราว แต่เ้าสามารถฝึกทักษะยุทธ์ได้ ขุดลึกศักยภาพของร่างกายต่อไป เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด เข้าสู่ขอบเขตต้องห้ามในตำนาน"
"ก้าวข้ามขีดจำกัด? ขอบเขตต้องห้าม?" เซียวอวิ๋นได้ยินแล้วพลันตกตะลึง จากนั้นก็ถามอย่างงุนงงว่า "ท่านอาจารย์ ขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุดยังมิใช่ขีดจำกัดหรอกหรือ ยังสามารถขัดเกลาต่อไปได้อีกหรือ แล้วขอบเขตต้องห้ามนี้คืออะไรขอรับ"
ตี้เทียนอธิบาย "พละกำลังหนึ่งแสนจินเป็เพียงขีดจำกัดทางทฤษฎีของขอบเขตหลอมกายา และเป็ขีดจำกัดที่อัจฉริยะระดับสูงสุดสามารถบรรลุได้ ทว่าผู้มีร่างกายพิเศษบางคนยังสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ได้ ไปถึงระดับพละกำลังหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นจิน หนึ่งแสนสองหมื่นจิน หรือแม้แต่สูงกว่านั้น นี่คือขอบเขตต้องห้าม"
เซียวอวิ๋นได้ยินแล้วถามอย่างอยากรู้อยากเห็น "ท่านอาจารย์ ในประวัติศาสตร์ของเหล่าผู้ฝึกตน ขีดจำกัดสูงสุดของการฝึกร่างกายสามารถมีพละกำลังได้กี่จินกันแน่?"
ตี้เทียนยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าว "หนึ่งแสนจินคือขีดจำกัด เพิ่มขึ้นเท่าตัวคือขอบเขตต้องห้าม หนึ่งขอบเขตต้องห้ามคือหนึ่งทวีคูณ เก้าขอบเขตต้องห้ามคือเทพ ท่านบรรพจารย์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นของพวกเรา จักรพรรดิฮุ่นตุ้นเคยบรรลุถึงระดับพละกำลังหนึ่งล้านจินในขอบเขตหลอมกายา ก้าวเข้าสู่ขอบเขตต้องห้ามขั้นที่เก้า ขั้นนี้ยังถูกเรียกว่าเขตแดนแห่งเทพ หมายความว่าเป็ขอบเขตที่มีเพียงเทพ เท่านั้นที่สามารถก้าวเข้าไปได้"
เซียวอวิ๋นได้ยินแล้วก็อึ้งงัน
ที่แท้การฝึกร่างกายยังสามารถไปถึงพละกำลังหนึ่งล้านจินได้ ตอนนี้ข้าเพิ่งทำได้หนึ่งในหนึ่งในสิบเท่านั้น ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดอีกมาก
เขาไม่รู้ว่าหากคนทั่วไปฝึกฝนร่างกายจนมีพละกำลังเจ็ดถึงแปดหมื่นจินก็สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวมปราณได้แล้ว และอัจฉริยะระดับสูงสุดก็เพียงฝึกฝนถึงขีดจำกัดหนึ่งแสนจินเท่านั้น
มีเพียงผู้มีกายาพิเศษเท่านั้นที่สามารถััขอบเขตต้องห้ามได้
ยิ่งไปกว่านั้น ขอบเขตหลอมกายาเป็เพียงขอบเขตแรกของผู้ฝึกตนเท่านั้น ไม่มีผู้ใด้าเสียเวลามากเกินไปในขอบเขตนี้
ทว่าเมื่อเซียวอวิ๋นรู้เื่นี้แล้ว เขาก็จะต้องก้าวไปสู่จุดสูงสุดของขอบเขตหลอมกายาให้ได้
ในยามนี้ เซียวอวิ๋นมองตี้เทียนด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว แล้วกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ในเมื่อท่านบรรพจารย์สามารถทำได้ ข้าก็ต้องทำได้เช่นกัน แต่ต่อจากนี้ข้าควรเพิ่มพูนพละกำลังอย่างไรต่อไปขอรับ"
ตี้เทียนยิ้มน้อย ๆ เขาพึงพอใจในความมุ่งมั่นของเซียวอวิ๋นยิ่งนัก แม้เขาจะไม่คิดว่าเซียวอวิ๋นจะไปถึงระดับของจักรพรรดิฮุ่นตุ้นได้ แต่การก้าวข้ามขีดจำกัดคงไม่ใช่ปัญหา
ดังนั้น ตี้เทียนจึงยิ้มพลางกล่าวว่า "หากเ้า้าเพิ่มพูนพลังกายต่อไป การฝึกฝนวิชาพลังภายในอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ นี่คือขีดจำกัดแล้ว มีเพียงการฝึกฝนทักษะยุทธ์เท่านั้นที่จะช่วยให้เ้าดึงศักยภาพของตนเองได้ต่อไป อีกทั้งพละกำลังทั้งหมดในตัวเ้ายามนี้ก็เป็แค่พละกำลังเท่านั้น มีเพียงผ่านการฝึกฝนทักษะยุทธ์เท่านั้นที่จะช่วยเปลี่ยนพละกำลังของเ้าให้กลายเป็พลังในการต่อสู้ได้"
[1] หนึ่งจิน = 500 กรัม