ลานโพธิ์ทอง วัดป่าโพธิ์สมภาร
ครูเรืองย่างเท้าเข้ามาจนถึงหน้ากุฏิหลวงพ่อปาน ก่อนจะหยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้า
แอ๊ดดดด……
เสียงเปิดประตูไม้ดังขึ้นก่อนที่ไรเซลจะเดินออกมาพร้อมกับตะเกียงเ้าพายุ
ทั้งสองหยุดนิ่ง ต่างคนต่างจ้องมองกันและกัน
ครูเรืองในตอนนี้ต่างจากในความทรงจำของไรเซลมาก นอกจากาแต่างๆ มากมายแล้ว ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความโอบอ้อมอารี บัดนี้กลายเป็บ้าคลั่งไปแล้ว ทั้งร่างกายส่งกลิ่นอายประหนึ่งสัตว์ป่า ที่พร้อมขย้ำทุกอย่างที่ขว้างหน้า
ในขณะเดียวกันครูเรืองก็รู้สึกแปลกใจ แวบแรกเขาจำได้ทันทีว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือไรเซล เพียงแต่ความสงบและอบอุ่นที่แผ่ออกมาทำให้ครูเรืองต้องลังเลใจไปวูบหนึ่ง
ไรเซลห้อยตะเกียงเ้าพายุไว้ที่เสาหน้าประตูก่อนยกมือสวัสดีครูเรือง
"สวัสดีครับครู.. ผมกลับมาแล้วครับ"
เสียงของไรเซลปลุกครูเรืองให้ตื่นจากภวังค์ เขานั้นเคยคิดว่าไรเซลได้ตายไปจากการรุกรานของพวกต่างดาวแล้ว
"ไหว้พระเถอะลูก.. กลับมาก็ดีแล้ว" ครูเรืองรับไหว้พร้อมยิ้ม บรรยากาศเดิมที่เคยอึดอัดก็กลับมาอบอุ่นเหมือนเช่นในอดีต
พวกเขานั่งลงบนแคร่หน้ากุฏิ
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังก้องทั่วลานโพธิ์ ทั้งสองพูดคุยและไถ่ถามความเป็มาของกันและกัน ไรเซลเล่าเื่ที่เขาไปอยู่ไหนมาตลอดทั้งสามปี ส่วนครูเรืองก็บอกเื่ราวต่างๆ ภายในหมู่บ้าน
"ครูดูโทรมลงมากเลยนะครับ เกิดอะไรขึ้นกับครูงั้นเหรอ" ไรเซลไถ่ถาม สภาพเมื่อแรกเห็นของครูเรืองนั้นพาลให้คนเข้าใจไปต่างๆ นาๆ การที่บุคคลผู้หนึ่งที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีจะเปลี่ยนเป็สัตว์ร้ายได้ มันมาจากเหตุผลแค่ไม่กี่อย่าง
"....."
ครูเรืองเงียบ บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครูเริ่มหนาวเย็นขึ้นมาทันตา สีหน้าเขาเปลี่ยนจากยิ้มแย้มกลายเป็ซึมเศร้าและเกรี้ยวกราด ชัดเจนว่าบางสิ่งที่ไรเซลไม่อยากให้เกิดขึ้น ตอนนี้ได้เกิดขึ้นกับครูเรืองแล้ว
"สงบจิตสงบใจแล้วรู้จักปล่อยวางจะได้ไม่เกิดทุกข์" เสียงของหลวงพ่อปานดังออกมาจากกุฏิ
อารมณ์ที่เคยเกรี้ยวกราดของครูเรืองจึงค่อยๆ เย็นลง พร้อมกับที่หลวงพ่อปานเดินออกมาและนั่งลงที่แคร่ ครูเรืองและไรเซลจึงกลับลงมานั่งพื้นข้างล่าง
.
.
.
.
"อาตมาเคยบอกโยมแล้ว แต่โยมก็ทำใจไม่ได้ เช่นนั้นเมื่อไหร่โยมถึงจะหมดทุกข์" หลวงพ่อปานหันหน้ามาพูดกับครูเรืองพร้อมกับนั่งขัดสมาธิ
"ผมพยายามอยู่ครับพระอาจารย์ แต่ไม่ว่าจะสงบใจแค่ไหนก็ลบภาพนั้นออกจากหัวไม่ได้ซักที" ครูเรืองตอบพร้อมกับยกมือจรดหว่างคิ้ว
"ครูครับคงไม่ใช่ว่า…. " ไรเซลตัดสินใจพูดออกมา เขา้าความกระจ่างไม่ใช่คาดเดาไปเอง
"....."
ครูเรืองเงียบไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ใบหน้ายิ่งมายิ่งเปลี่ยนแปลง
"ทั้งโยมพิมพ์และโยมจันทร์ เสียไปเมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว" หลวงพ่อปานตัดสินใจพูดแทนครูเรือง
พิมพ์ใจเป็เพื่อนในวัยเด็กของไรเซลและเป็ลูกสาวของครูเรือง ทั้งสองคอยสร้างปัญหาให้ชุมชนไม่เว้นแต่ละวันเมื่อตอนยังเด็ก ส่วนแม่จันทร์คอยเลี้ยงดูไรเซลมาตลอด่ที่ไรเซลมาเป็ลูกศิษย์ของครูเรือง เธอรักและเอ็นดูไรเซลไม่ต่างจากลูกตัวเอง เวลาที่ไรเซลทำผิดก็เป็เธอที่คอยห้ามครูเรืองไม่ให้ทำโทษเขา
"แม่……." ไรเซลน้ำตาคลอเบ้า นี่เป็ข่าวที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุด ในบรรดาคนใกล้ตัวของเขา นอกจากครอบครัวของเขาก็มีครอบครัวของครูเรืองและคนอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่เขาเป็ห่วงจริงๆ
ในอดีตไม่ใช่ว่าแม่เขาไม่ดูแล เพียงแต่ไรเซลนั้นเกเรเกินไป ภายหลังจากที่มาอยู่กุฏิหลวงพ่อปานและฝึกมวยกับครูเรือง ไรเซลจึงเปลี่ยนนิสัยของตัวเองได้
"มันเกิดอะไรขึ้นกับแม่และพิมพ์ครับครู" ไรเซลถามโดยที่น้ำตาเริ่มไหลริน
"....." ครูเรืองยังคงเงียบ เขาไม่สามารถพูดมันออกมาได้
"บอกผมครู!!" ไรเซละโเสียงดัง แม้ว่าจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งเพียงไหนเขาก็ยังเป็มนุษย์อยู่ เขายังมีอารมณ์พื้นฐานครบถ้วนทุกประการ
ภายในใจครูเรืองอยากพูดออกมา แต่เขาเองนั้นทำไม่ได้ เขารู้ดีว่าไรเซลรักแม่จันทร์และน้องของเขามากแค่ไหน
วูบ…. ไรเซลไม่เป็ตัวของตัวเองอีกต่อไปแล้ว เขาส่งจิตเข้าไปเพื่อหาความจริงด้วยตัวเอง จิตของครูเรืองตอนนี้อ่อนมาก เนื่องเพราะอารมณ์และความโศกเศร้า
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ หลังไหลเข้ามาภายในเวลาเสี้ยววินาที
"หยุด" เสียงหลวงพ่อปานตวาดออกมา ท่านเตือนสติไรเซลที่ทำผิดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
เสมือนเสียงระฆังที่ดังกังวานในยามเช้าที่เงียบสงบ ความขุ่นหมองในจิตใจของทั้งไรเซลและครูเรืองถูกเป่าหายไปในที่สุด
ไรเซลที่นั่งพับเพียบอยู่ก้มลงกราบครูเรืองโดยทันที "ครูครับ ผมขอโทษ"
เขารู้ตัวว่าตัวเองทำผิดมาก เขาแทบไม่เชื่อตัวเองเลยว่าจะแทรกจิตเข้าไปอ่านความทรงจําของครูเรืองที่เขาเคารพไม่ต่างจากพ่อแท้ๆ
"ไม่เป็ไรลูก.. ครูผิดเองที่ไม่ยอมบอกอะไร" ครูเรืองเอื้อมมือไปลูบหัวของไรเซล
จากนั้นครูเรืองจึงได้เล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในอดีตให้ไรเซลฟัง
************************************
เสียงร่ำไห้เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า เหล่าผู้คนต่างสูญเสียบุคคลอันเป็ที่รัก จากภัยของการรุกรานจากต่างดาว
ประเทศไทยตัดสินใจอพยพเข้าสู่เขตพิเศษเอเชีย หลังจากที่ต้านการรุกรานของต่างดาวมาตลอด 1 ปีเต็ม ตอนนี้อาวุธที่จะใช้ต่อต้านแทบไม่เหลือแล้ว ประชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงการขนส่งของภาครัฐ จำเป็ต้องเดินทางไปด้วยตัวเอง
หมู่บ้านโคกช้างที่ไรเซลเคยอยู่ตัดสินใจเดินทางด้วยทางบกแทนที่จะเป็ทางเรือเหมือนกับคนส่วนใหญ่
จากประชากรที่มีกว่าพันครัวเรือน ตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่ไม่กี่ร้อย ชาวโคกช้างกว่าสี่ร้อยคนใช้รถหกล้อและรถกระบะเพื่อขนย้ายสเบียงและคน พวกเขาเตรียมสิ่งต่างๆ ไว้มากพอที่จะเดินทางไปถึงที่หมาย
"เราจะไม่เป็ไรใช่มั้ยพ่อ" เสียงใสๆ ของพิมพ์ใจถามครูเรืองขณะที่กำลังนั่งอยู่บนรถท้ายขบวน
พิมพ์ใจเป็เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ด้วยการที่ตัดผมสั้นและมีนิสัยซุกซนเธอจึงดูเหมือนเด็กผู้ชายอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ทำให้เธอดูแย่ลงเลยแม้แต่น้อย เื่นี้ต้องขอบคุณพันธุกรรมของแม่เธอที่ทำให้เธอมีหน้าตาสะสวย ไม่เช่นนั้นด้วยความแก่นกะโหลกกะลาของเธอ คงโดนคนไล่กระทืบไม่เว้นแต่ละวันแล้ว พิมพ์ใจนั้นอายุน้อยกว่าไรเซลสามปี
"วางใจเถอะลูก พ่อเขาจะดูแลเราเอง ลืมไปแล้วเหรอว่าพ่อของเราเป็ใคร" แม่จันทร์ปลอบใจลูกสาว แม้ว่าจะอายุ 40 กว่าแล้วแต่หน้าตาเธอก็เหมือนกับคนอายุ 30 ต้นๆ เท่านั้น ในอดีตเธอเคยประกวดนางงามจนกวาดรางวัลมาหลายเวที ถือเป็เื่มหัศจรรย์มากที่สุดแล้วที่ผู้ชายหน้าตาธรรมดาและไม่ได้มีอะไรพิเศษอย่างพ่อของพิมพ์ใจทำให้เธอหลงรักได้
"แม่เลิกอวดซะทีเถอะน่า แม่ไม่เห็นรึไงว่าพ่อหน้าแดงจนไปถึงหูแล้วน่ะ" พิมพ์ใจล้อเลียนพ่อกับแม่ของเธอ เธอรู้สึกหมั่นไส้ในความหวานของทั้งคู่มากนัก
"โอ้ยๆๆๆ พ่ออ… พอแล้วๆๆๆ" เสียงแหลมปรี๊ดดังออกมา พิมพ์ใจที่กำลังล้อครูเรืองเมื่อตะกี้โดนดึงแก้มจนหน้ายาน
"เป็เด็กเป็เล็กชอบแซวผู้ใหญ่ โดนแค่นี้ยังน้อยไป" ครูเรืองพูดพร้อมกับดึงแรงขึ้นอีก
"เจ็บๆๆๆ แม่อย่ามัวแต่มองสิ ห้ามพ่อเร็ว!!" พิมพ์ใจอดไม่ได้ที่ต้องฟ้องแม่ของเธอ คนเดียวที่พอจะหยุดมือมารนี้ได้ก็คงมีแต่แม่ของเธอคนเดียวเท่านั้น
"อย่าแกล้งลูกสิคุณ" แม่จันทร์หันมาตำหนิครูเรืองเบาๆ หลังจากที่กลั้นหัวเราะได้
"ไอ้ลูกแหง่นี่ฟ้องแม่อีกแล้ว ไม่เก่งเหมือนปากเลยนี่หว่า" ครูเรืองล้อพิมพ์ใจพร้อมปล่อยมือจากแก้ม
"อูย…. ช้ำหมดแหล่ว….." พิมพ์ใจถูแก้มเพื่อระบายความเ็ปก่อนจะพูดต่อ "พูดมาได้ไม่อายเลยนะพ่อ ตัวใหญ่อย่างกับหมีควาย จะให้หนูเอาแรงที่ไหนไปสู้" เธอพูดพร้อมขยับออกห่างระยะโจมตีของก้ามปูมาร
"หนอยแน่… ไม่มีความสำนึกอีก กล้าพูดได้ยังไงว่าพ่อเป็หมีควาย" ครูเรืองพูดพร้อมกับหนีบนิ้วแกรบๆ
"อย่ามาขู่ซะให้ยากเลย เดี๋ยวพี่ไรเซลมาหนูจะฟ้องว่าพ่อรังแกหนู" พิมพ์ใจมีนิสัยเสียอย่างมาก ทุกครั้งที่ไปกวนตีนใคร เธอจะเอาไรเซลมาเป็โล่กำบังเสมอ และทุกครั้งจะจบลงด้วยการที่พวกเธอต้องโดนครูเรืองตี
เมื่อพิมพ์ใจพูดชื่อไรเซลออกมา ทุกคนก็เงียบ ไม่มีใครติดต่อเขาได้ั้แ่หนึ่งปีก่อนแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็ยังไงบ้าง
"ไม่เป็ไรหรอกคุณ ไรเซลดวงแข็ง ไม่มีอะไรทำร้ายเขาได้หรอก" แม่จันทร์จับแขนครูเรืองพร้อมกับปลอบ
แม้ว่าจะเข้มงวดอยู่ตลอดเวลา แต่คนที่รักและเป็ห่วงไรเซลมากที่สุดกลับเป็ครูเรือง
"เด็กคนนั้นเอาตัวรอดได้ เขาเป็คนฉลาด ไม่เป็ไรหรอก" ครูเรืองจับมือของภรรยาเอาไว้
"ขอโทษนะพ่อ" พิมพ์ใจผู้แก่นแก้วก็ยังรู้ตัวว่าตัวเองมีความผิด เธอพูดพร้อมกับเอาคางมาเกยไหล่ของครูเรือง
หมับ….
"ก้ามปูมารร!!" ครูเรืองหนีบแก้มของพิมพ์ใจเอาไว้ก่อนที่จะบิดอีกครั้ง นี่คือวิธีการแสดงความรักของพ่อลูกบ้านนี้
"อ๊ากกก…….!! เจ็บอะ ปล่อยยยยยย!! " พิมพ์ใจทั้งร้องลั่นและตีมือของครูเรืองอย่างแรง
ทั้งหมดพากันเดินทางด้วยรอยยิ้ม
.
..
ขับรถมาตามเส้นทางเกือบครึ่งเดือนในที่สุดก็มองเห็นจุดหมาย ระหว่างทางนั้นราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาไม่เจออุปสรรคใดๆ เลยแม้กระทั่งโจร
ในยุคโกลาหลแบบนี้ พวกโจรดูเหมือนจะน่ากลัวยิ่งกลัวมนุษย์ต่างดาวซะอีก นั่นเพราะว่าเราไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าใครบ้างจะเข้ามาอย่างเป็มิตรหรือเป็ศัตรู
"หูยยยย.. กำแพงใหญ่จัง" พิมพ์ใจตื่นตากับกำแพงใหญ่โตนี้เหลือเกิน ไม่รู้ว่าฐานทัพเอเชียสร้างของพวกนี้ขึ้นมาในเวลา 1 ปีได้ยังไง
ขบวนรถขับไปกว่าครึ่งชั่วโมงก่อนจะมาถึงหน้าประตูทางเข้า ครูเรืองและคนอีกสองสามคนเดินเข้าไปเพื่อส่งเอกสารยืนยันและพูดคุยกับทหาร
"พวกคุณมาเร็วกันมากเลยนะครับ ส่วนอื่นๆ ยังเดินทางมาไม่ถึงเลย" ทหารพูดอย่างชื่นชม ในเวลาที่โลกกำลังมีภัย การมีกำลังคนมากขึ้นแม้เพียงนิดเดียวก็ทำให้พวกเขามีความสุข
ทหารยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้คนข้างในเปิดประตู
"ทางมาที่นี่มันราบรื่นมาก นั่นเป็สาเหตุที่พวกเรามาถึงไวกว่าที่อื่น" ชาวบ้านที่มาพร้อมกับครูเรืองพูดขึ้น
"คุณล้อผมเล่นแล้ว ทางมาที่นี่มีโจรชุกชุมมาก เป็ไปไม่ได้หรอกที่จะไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น" ทหารทั้งพูดทั้งยิ้ม เขายอมใจกับมุขของคนพวกนี้จริงๆ เพียงแต่เมื่อมองหน้าตาสับสนของอีกฝ่ายเขาก็รู้ทันทีว่านี่ไม่ได้โกหก ลางสังหรณ์ของเขาบอกได้เลยว่ากำลังจะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น
"เตรียมพร้อมรบ ทุกคนเข้าประจำที่!! " ทหารหน้าประตูะโลั่น
ฉับพลันครูเรืองเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีเขาะโสั่งชาวบ้าน "ทิ้งสัมภาระแล้วรีบเข้าไปในประตูเดี๋ยวนี้!!"
ฟิ้วว…. ตูมมมมมมมมมมม
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ตั้งตัว จรวดขนาดเล็กก็พุ่งออกมาจากท้องฟ้าที่ว่างเปล่า มันปะทะเข้ากับกำแพง้าประตู ส่งผลให้เศษกำแพงะเิถล่มลงมาข้างล่าง แรงะเิทำให้ครูเรืองและคนอื่นๆ กระเด็นออกไป
" พ่อ! " พิมพ์ใจเป็คนที่ปฏิกิริยาตอบสนองไวที่สุด เธอะโลั่นพร้อมกับลากแขนแม่ของเธอวิ่งออกไป
บนท้องฟ้าปรากฏเป็ยานบินทรงจันทร์เสี้ยวสองลำ ค่อยๆ เด่นชัดออกมา พวกมันยิงกระหน่ำเปิดฉากโจมตีเข้าไปภายในประตู
ตูมๆๆๆๆๆ เสียงะเิดังไปทุกหย่อมหญ้า เป็ไปไม่ได้เลยที่จะเข้าไปข้างในหากพวกต่างดาวยังยิงอยู่แบบนี้
สาเหตุที่ทางมาฐานทัพโล่งขนาดนี้ก็เป็เพราะพวกมันเก็บกวาดโจรไปหมดแล้วนี่เอง
เสียงกรีดร้องดังระงม ทั้งชาวบ้านและทหารภายในกำแพงหนีตายกันจ้าละหวั่น พื้นที่ที่เคยสงบสุขกลับกลายเป็ลานสังหารในชั่วพริบตา ยานบินปล่อยสายระยางออกมาเพื่อจับคนที่อยู่ด้านล่าง
"ไม่นะลูกแม่"
"ช่วยด้วยยย!"
"ฮือๆๆ…"
ทั้งเสียงร้องขอความช่วยเหลือและเสียงร่ำไห้ดังไปทั่วลาน พวกต่างดาวนั้นเดิมทีตั้งใจมาจับคนอยู่แล้ว เพียงแต่พวกมันคิดที่จะถล่มฐานทหารก่อนกลับเป็ของแถม
วี๊ดดด… บรึ้มมมมม!
มิสไซส์ถูกส่งออกมาจากกำแพงก่อนจะปะทะกับสนามแม่เหล็กด้านนอกยาน แรงะเิทำให้ยานหนึ่งลำด้านล่างเสียหลักจนลดระดับลงมา
"ป้าแตง!! จับมือหนูไว้" เสียงของพิมพ์ใจดังขึ้น แทนที่จะหนีออกไปเธอกลับวิ่งมาช่วยคนอื่น
เธอใช้เศษเหล็กแทงเข้าไปที่รอยต่อของสายระยางเพื่อให้มันคลายตัวคนออก
"ไม่!! หนีไปไม่ต้องช่วยป้า" ป้าแตงตวาดลั่น แม้พิมพ์ใจจะแสบซนแค่ไหนแต่เธอก็เป็เด็กดี เธอคอยช่วยเหลือคนแก่ทำงานต่างๆ เป็ประจำ นี่ทำให้ทุกคนรักเธอมาก
"ไม่ได้.. หนูจะช่วยป้า" พิมพ์ใจทั้งพูดทั้งใช้เหล็กแทงสายระยางอย่างไม่ลดละ
สายระยางรัดแน่นขึ้นก่อนจะดึงป้าแตงหลุดออกจากเธอไป
"ป้าแตงงงงงง!" พิมพ์ใจะโตามดังลั่น
"พิมพ์กลับมา" เสียงของแม่จันทร์ดังออกมาทันทีที่เธอสังเกตุเห็นสายระยางที่มีเป้าหมายมาที่ลูกสาวของเธอ เธอวิ่งโดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้างเพื่อเข้าไปช่วย
"อ๊าาา…" พิมพ์ใจะโด้วยความใ เธอให้แท่งเหล็กกันสายระยางที่เข้ามาหาเอาไว้
แต่ว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก สายระยางที่ตรงมาหาเธอไม่ได้มีแค่เส้นเดียวแต่มากถึง 5 เส้น
พวกมันรัดพิมพ์ใจเอาไว้ก่อนจะดึงเธอเข้าไปในยาน
ในระหว่างที่สายระยางค่อยๆ ถูกลากกลับไปแม่จันทร์ก็มาถึงตัวลูกสาว เธอรู้ดีว่าช่วยลูกสาวออกมาไม่ได้ แต่กระนั้นเธอจะไม่ยอมปล่อยให้ลูกสาวของเธอต้องโดดเดี่ยว เธอกอดพิมพ์ใจเอาไว้แน่นพร้อมกับหันหน้าไปมองครูเรืองเป็อีกครั้ง
"ไม่นะ.. แม่ปล่อยหนู!!" พิมพ์ใจพูดทั้งน้ำตา เธอไม่้าให้แม่ของเธอเป็อะไรไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็เพราะเธอหุนหันพลันแล่นเอง
จันทร์กอดลูกสาวไว้แน่น "ไม่เป็ไรลูก พวกเราจะอยู่ด้วยกัน.." มีเพียงเสียงปลอบประโลมเบาๆ เท่านั้นที่เธอบอกต่อลูกสาว
พิมพ์ใจร่ำไห้ นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เธอเ็ปใจขนาดนี้
"ขอโทษนะคะที่ไม่ได้อยู่เป็เพื่อน" เสียงในใจของแม่จันทร์ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอหันมามองร่างของสามีเป็ครั้งสุดท้าย แม้จะไม่ได้เห็นใกล้ๆ แต่เธอมั่นใจว่าครูเรืองยังปลอดภัยแน่นอน
สายระยางพันสองแม่ลูกเอาไว้พร้อมกับที่ดึงทั้งสองเข้าไปอย่างช้าๆ
.
.
.
*******************************
ผ่านไปเนิ่นนานในที่สุดก็ขับไล่ยานบินออกไปได้ คนกว่าสี่ร้อยของบ้านโคกช้างเหลือเพียงสองร้อยเท่านั้นที่ยังมีชีวิต บ้างก็ล้มตาย บ้างก็ถูกจับไป คนที่เหลือต่างเดินไปช่วยเหลือคนอื่นๆ ผู้ที่ทำใจไม่ได้ก็ร้องไห้ระงม
ภาพเหล่านี้ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน….
ทหารสองคนที่เดินมาถึงซากกำแพงตอนนี้กำลังยกเศษกำแพงออกจากตัวของคนๆ หนึ่ง ทั้งตัวของเขามีแต่รอยแผล แรงะเิและเศษหินทำให้เขาขยับตัวไม่ได้แม้เพียงปลายนิ้ว แต่กระนั้นสติของเขาก็ไม่ได้ดับลง
"อาการสาหัสมาก รีบพาเข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้" ทหาร
ร่างกายของครูเรืองมีหลายส่วนที่หัก และาแเล็กใหญ่ก็มีทั่วทั้งตัว เพียงแต่สิ่งนั้นไม่ได้ทำให้เขาเ็ปเลยแม้แต่น้อย เืยังคงไหลออกจากตาทั้งสองข้างและจมูกเป็สาย
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากาแหรือแรงะเิ มันมาจากน้ำตาแห่งการสูญเสียโดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เขาทำได้เพียงนอนมองดูร่างของภรรยาและลูกสาวที่ค่อยๆ ห่างออกไป.. .พร้อมกับเสียงร่ำไห้ของคนที่เขารักและน้ำตาที่เป็สายเืของตัวเขาเอง….
.
.
.
ดวงตาที่อาลัยอาวรณ์ของภรรยายามที่เขาได้สบตานั้น... มันบาดลึกลงไปภายในจิตใจของครูเรืองตลอดกาล…
.
.
.
.