วันรุ่งขึ้น เฟยเจินตื่นขึ้นมาทำมื้อเช้าในต้นยามเฉิน (07.00-08.59น.) เธอกำลังจะจุดฟืน แต่เห็นว่าที่บ้านเหลือฟืนไม่มากแล้ว เลยคิดที่จะนำฟืนในมิติออกมาผ่าใช้ไปก่อน เธอหันซ้ายขวามองรอบๆ ว่ามีผู้ใดอยู่หรือไม่ ก่อนจะใช้จิตเคลื่อนย้ายฟืนในป่าออกมา เธอกำลังจะเดินไปหยิบขวานแต่เจอพี่ใหญ่เสียก่อน เลยหยุดทักทาย
“เ้ากำลังจะทำอะไรหรือน้องรอง” เฟยเทียนหันไปมองฟืน ด้านหลังกองใหญ่และรู้จุดประสงค์ของน้องสาวตน เขาเดินไปหยิบขวานแทนและเตรียมตัวจะผ่าฟืน
“งั้นข้าไปทำมื้อเช้าก่อนนะเ้าคะ ถ้าเสร็จแล้วจะมาช่วยเ้าค่ะ” เฟยเจินรีบไปจัดเตรียมทำมื้อเช้าด้วยความว่องไว เธอจุดไฟตั้งหม้อ และเห็นว่าข้าวเหลือไม่มากแล้วเช่นกัน เลยนำข้าวที่เหลือทั้งหมดมาทำเป็ข้าวต้มหมูซะเลย หมูก็เหลือทำมื้อเช้าพอดี เธอใช้จิตนำไข่ไก่สามฟองออกมา
ในแต่ละวันไก่ป่าตัวเมียที่เธอเลี้ยงไว้ในมิตินั้นจะออกไข่วันละสามฟอง ซึ่งนับว่ามากมายนัก ที่เป็แบบนี้ก็เพราะมิตินั้นทำให้ไก่เกิดความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง โดยมันทำให้ไก่มีสุขภาพที่แข็งแรงมากๆ และอุดมสมบูรณ์ เฟยเจินเลี้ยงไก่แบบปล่อย เพราะเธอี้เีไปให้อาหารมันทุกวัน เลยเกิดความคิดนี้ขึ้นมา อย่างไรมันก็เป็ไก่ป่าอยู่แล้วคงหากินเองได้ เธอคิด
เมื่อทำข้าวต้มหมูเสร็จ ก็เทใส่ถ้วยสามชาม จากนั้นเธอก็ต้มไข่ต่อ โดยเธอจะทำให้เป็ไข่ออนเซ็น (ไข่ลวก) นั่นเอง เธอจุดไฟอีกรอบ ตั้งหม้อ รอน้ำเดือดได้ที่ ดับไฟ และค่อยๆ ใส่ไข่ลงไปสามฟอง รอประมาณสองจิบชา จากนั้น ตักไข่ขึ้นมาล้างน้ำไหลผ่านจนไข่เย็น สุดท้ายตอกไข่ใส่ถ้วยคนละฟอง ได้ไข่ลวกที่ไข่ขาวสุก ไม่เป็เมือกแต่ไข่แดงเยิ้มๆ น่ากินเป็อย่างมาก
เมื่ออาหารเสร็จแล้ว เฟยเจินก็ะโเรียกพี่ใหญ่กับน้องเล็กให้มากินมื้อเช้าด้วยกัน แต่สำหรับน้องเล็กที่เพิ่งตื่น เธอให้ไปแปรงฟันก่อนโดยใช้เกลือ ในเวลานี้พวกเธอยังไม่มีแปรงสีฟัน เลยต้องใช้มือไปก่อน แต่เฟยเจินคิดว่าหากมีเวลาว่าง เธอจะลองผลิตแปรงสีฟันจากธรรมชาติขึ้นมาเอง ไม่แน่ยังอาจสามารถทำเป็ธุรกิจได้อีกด้วย เพราะในภพก่อนเธอเคยเห็นขั้นตอนกระบวนการผลิตของบริษัทหนึ่ง ที่องค์กรให้เธอไปสืบหาประวัติเกี่ยวกับผู้บริหารมา เพียงอ่านสองสามรอบเธอก็สามารถจำได้แล้วว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
สามพี่น้องนั่งกินข้าวเช้าด้วยกันภายในกระท่อมหลังโทรม พอใกล้ต้นยามซื่อ (09.00-10.59น.) เฟยเจินกับเฟยเทียนก็ได้บอกลาน้องเล็กและรีบวิ่งไปทางหน้าหมู่บ้านต้าซู เพื่อขึ้นเกวียนเทียมวัวเข้าเมือง เมื่อพวกเขามาถึงก็พบว่ามีคนขึ้นไปนั่งรออยู่เยอะแยะเลยทีเดียว แต่โชคดีเหมือนจะมีที่เหลืออีกสามที่
“ท่านปู่เกา” เฟยเทียนกับเฟยเจินพูดขึ้นมาพร้อมกัน เด็กชายคนโตส่งยิ้มบาง ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยส่งยิ้มหวาน
“โอ้ เด็กๆ ขึ้นมาๆ นั่งดีๆ ล่ะ เดี๋ยวข้าจะออกแล้ว” ชายชราที่ผมเปลี่ยนเป็สีดอกเลา พูดขึ้นมาด้วยความเอ็นดูและเตรียมจะขี่เกวียนเทียมวัวเข้าเมือง
“รอข้าด้วย รอข้า… แฮก แฮก” เกวียนเทียมวัวออกตัวได้ไม่นาน ก็ได้มีหญิงสาวรูปร่างอวบเล็กน้อยวิ่งตามมาอย่างเหนื่อยหอบ
เฟยเทียนและเฟยเจินหันไปมองก็ใ เพราะหญิงอวบผู้นั้นคือ อาหญิงสี่ของพวกเขานั่นเอง โดยวันนี้เธอสวมเสื้อที่เผยเนินอกเล็กน้อย
“พะ…พวกเ้า” เมื่อเกวียนเทียมวัวได้หยุดลง อาหญิงสี่ก็ขึ้นมานั่งข้างๆ เฟยเจิน ลูกตากลมโต หางตาเชิดขึ้นคล้ายแมวของนางได้เบิกกว้างมองสองพี่น้องด้วยความใและรีบกลับไปเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ นั่งกันดีๆ ล่ะ ข้าจะไม่จอดแล้ว” หลังจากพูดจบ ปู่เกาก็ขี่เกวียนเทียมวัวต่อ
“ชิ” หญิงสาวร่างอวบเล็กน้อยสบถออกมาเบาๆ ด้านข้างเฟยเจิน ซึ่งเฟยเจินได้ยินอย่างชัดเจน เธอไม่ได้หันไปมองและพยายามจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับนาง แต่ก็ไม่เป็ดั่งที่เธอหวัง เพราะอยู่ๆ อาหญิงสี่ก็หันมาสนใจเธอกับพี่ใหญ่
“พวกเ้าจะเข้าเมืองไปทำอะไรกันหรือเด็กๆ” หญิงสาวพูดด้วยเสียงที่นางคิดว่าอ่อนโยนที่สุด แต่สำหรับเฟยเทียนกับเฟยเจินที่พอรู้ธาตุแท้ของนางนั้น ไม่ได้คิดว่าอ่อนโยนเลยสักนิด ถึงแม้เฟยเจินจะไม่อยากตอบแต่ก็ยอมตอบออกไป
“ไปเดินเล่นและหาซื้ออะไรเล็กน้อยเ้าค่ะอาหญิงสี่” เฟยเจินตอบเสียงเรียบอันไพเราะ กับคนที่เธอไม่ชอบ เธอจะไม่ส่งยิ้มให้เด็ดขาด เธอคิด
“พวกเ้ายังมีเงินไปซื้อของในเมืองงั้นหรือ” ดวงตากลมโตของหญิงสาวหรี่ลง คล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“มีไม่มากแล้วเ้าค่ะ พวกเราจะนำเงินที่เหลือไปซื้อข้าวและเมล็ดปลูกผักน่ะเ้าค่ะ”
“ถ้างั้นพวกเ้าให้อาหญิงยืมสัก 1 อีแปะเป็ค่าเดินทางหน่อยได้หรือไม่ พอดีข้าต้องนำไปใช้ในเมืองแต่ขาดไปเล็กน้อย” หญิงสาวแกล้งทำหน้าเศร้าและกำลังจะนำมือนางไปจับมือของเด็กหญิง แต่เฟยเจินนั้นไวกว่า รีบนำมือไปหลบไว้ด้านหลัง เธอมีสัญชาตญาณที่เฉียบแหลมจริงๆ
“ตอนนี้พวกข้ามีไม่ถึง 100 อีแปะเลยนะเ้าคะอาหญิงสี่ แต่ข้าเข้าใจดีเ้าค่ะว่าท่านจำเป็เพียงใด ถ้างั้นพวกข้าจะช่วยอาหญิงสี่จ่ายค่าเดินทาง เป็จำนวน ‘1 อีแปะ’ ให้เองนะเ้าคะ” เฟยเจินพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย และเน้นย้ำตรงจำนวน 1 อีแปะ ชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนเทียมรอบๆ ก็หันมามองและอดที่จะซุบซิบกันมิได้
“แหม กับอีแค่ 1 อีแปะ นางยังไม่ยอมควักมาจ่าย คิดจะปล้นเด็กๆ กันหรือยังไง ตายๆ น่าอับอายจริงๆ” ซูลี่ หญิงชาวบ้านในหมู่บ้านต้าซูที่ไม่ชอบขี้หน้าซูฮวา หรืออาหญิงสี่ของเฟยเจินมานานแล้ว ได้เอ่ยเหน็บแนมขึ้นมา
“ช่างเถอะจ้ะ พวกเ้าเก็บเอาไว้เถิด ข้าคงไปหายืมคนที่รู้จักในเมืองก่อนได้” ซูฮวาปั้นหน้ายิ้มด้วยความอบอุ่น แต่ในใจนางนั้นอยากจะฉีกปากของซูลี่ยิ่งนัก นังเด็กเฟยเจินนี่ก็เหลือเกิน จะพูดเสียงดังทำไม อยากจะทำให้นางอับอายเยี่ยงนั้นหรือ แต่ไม่น่ากระมัง เพราะปกตินังเด็กนี่ก็ไม่ค่อยฉลาดนัก
เฟยเจินเห็นการแสดงของอาหญิงสี่ก็อดที่จะมองบนในใจมิได้ ช่างเป็คนที่หน้าไหว้หลังหลอกโดยแท้ ส่วนเฟยเทียนที่มิได้พูดอะไรเลยนั้น เขาเพียงมองละครนี้เงียบๆ และอยากที่จะยกนิ้วโป้งให้น้องรองยิ่งนัก
ในที่สุดเกวียนเทียมวัวก็ได้มาจอดหน้าทางเข้าเมืองด้วยดี เฟยเทียนนำเงิน 2 อีแปะไปจ่ายให้กับปู่เกาเพื่อเป็ค่าเดินทาง และพยุงน้องรองที่ไม่มีแรงนักลงจากเกวียนเทียม เพราะเฟยเจินนั้นรู้สึกเมารถระหว่างทาง ด้วยเส้นทางที่ขรุขระตลอดทาง ทำให้ตอนนี้เธอจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก และรู้สึกพะอืดพะอมจนต้องรีบวิ่งไปอ้วกข้างทางพงหญ้า เมื่ออาหญิงสี่เห็นดังนั้นก็รีบเดินหนีด้วยความรังเกียจรังงอน
“เ้าไหวหรือไม่แม่หนูน้อย ในเมืองมีโรงหมออยู่ พวกเ้าไปซื้อยาแก้เมาสักหน่อยเถิด” ปู่เกาพูดขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง มองสองพี่น้องที่กำลังพยุงกันเดินเข้าเมือง
“ขอบคุณที่ชี้แนะเ้าค่ะท่านปู่เกา” เฟยเจินหันไปก้มหัวเบาๆ ให้ปู่เกาด้วยหน้าที่ซีดเซียว
“หากพวกเ้าจะกลับหมู่บ้านก็มารอได้ในเวลาต้นยามเว่ย (13.00-14.59น.) และอีกรอบกลางยามเซิน (15.00-16.59น.) อย่าลืมล่ะ” ปู่เกาเตือนเด็กๆ ถึงเื่เวลามารับอีกรอบก่อนจะขี่เกวียนเทียมวัวกลับไปทางเดิม
“เ้าไหวหรือไม่น้องรอง ข้าคิดว่าเ้าควรจะเข้าไปพักในมิติก่อน” เฟยเทียนกระซิบบอกเฟยเจินเบาๆ
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเ้าค่ะพี่ใหญ่ แต่เราต้องหาที่ลับตาคนก่อน” เฟยเจินพูดออกมาด้วยเสียงอันเบา คล้ายจะไม่ไหวเต็มที
“งั้นเราเข้าเมืองกันก่อน จะได้ไม่เป็ที่น่าสงสัย” ตอนนี้เฟยเทียนมีท่าทางร้อนรนมาก เพราะเขาเป็ห่วงน้องสาวยิ่งนัก
“จ่ายเงินค่าผ่านทางคนละ 1 อีแปะ” ทหารที่เฝ้าเมืองพูดขึ้นโดยไม่มองสองพี่น้องและชี้ไปที่กล่องไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะ เฟยเทียนรีบหยอดเหรียญลงไป 2 อีแปะ และรีบพยุงน้องรองเข้าเมืองไปในทันที
หลังจากเข้ามาแล้ว พวกเขาก็มองหาตรอกร้างมืด ที่ไม่มีผู้คน และพยุงกันเดินเข้าไปด้วยความรวดเร็ว เมื่อมองดูแล้วว่าไม่มีผู้ใดอยู่รอบๆ เฟยเทียนก็ส่งสัญญาณให้เฟยเจินโดยการสะกิดเบาๆ จากนั้นเธอก็เข้าไปในมิติพร้อมพี่ใหญ่ สองพี่น้องได้หายวับไปกลางอากาศในตรอกร้างมืดนี้ ถ้ามีผู้ใดเห็นคงจะต้องหวาดผวาเป็แน่
ภายในมิติ เด็กชายคนโตรีบตักน้ำวิเศษในบ่อสำหรับกินขึ้นมาใส่ถ้วย และนำไปยื่นให้เด็กหญิงที่หลับตานั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความเพลีย เฟยเจินลืมตาขึ้นมาช้าๆ และค่อยๆ จิบน้ำทีละคำ เมื่อได้ดื่มน้ำวิเศษเข้าไปในปริมาณหนึ่ง เธอก็มีสีหน้าที่ดีขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่แทบจะล้มพับไป
“ข้าว่าน้ำวิเศษนี้คงได้ผลดีกว่ายาแก้เมาแน่ๆ เ้าค่ะ” เฟยเจินยืนขึ้นช้าๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเปลี่ยนเป็คนละคน เธอได้มีสีหน้าที่ดีและสดชื่นตามปกติแล้ว
“ดีแล้วน้องรอง ก่อนนั่งเกวียนเทียม เ้าก็เตรียมน้ำไว้ดื่มระหว่างทางเถิด” พี่ใหญ่ลูบหัวน้องสาวตนเบาๆ ด้วยใจที่คลายกังวลลงอย่างเห็นได้ชัด
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่ใหญ่ หากข้ามาคนเดียว ก็คงไม่รู้จะทำอย่างไรดีจริงๆ เพราะตอนนั้นข้าไม่มีแม้แต่แรงจะเดินด้วยซ้ำ” เธอรู้สึกโชคดีที่พี่ใหญ่ได้ขอติดตามมาด้วย ไม่อย่างนั้นหากเกิดอะไรขึ้นก็ไม่อยากที่จะคิด…
“เรารีบออกไปกันเถอะน้องรอง จะได้รีบไปรีบกลับไปหาน้องเล็ก” อีกใจเขาก็กังวลเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าน้องเล็กจะเล่นจนลืมกินหรือคิดถึงพวกเขาจนร้องไห้หรือไม่
“ข้าจะให้เสี่ยวฮว่าออกไปดูต้นทางให้ก่อนแล้วกันเ้าค่ะ” หลังจากเ้าจิ้งจอกน้อยออกไป มันก็ดูรอบๆ เมื่อััไม่ได้ถึงสิ่งมีชีวิตในบริเวณนี้ มันก็บอกเฟยเจินให้ออกมา