นวนิยายเื่นี้แต่งขึ้นตามจินตนาการเท่านั้นมิได้กล่าวอ้างถึงประวัติศาสตร์ชองชาติใดทั้งสิ้นอีกทั้งทุกตัวละครล้วนแต่งขึ้นทั้งหมดไม่มีอยู่จริง หวังใจว่ารีดฯทุกท่านจะสนุกไปกับทุกตัวอักษรที่ไรต์ตั้งใจร้อยเรียงขึ้นมานะคะ เพราะความรู้ยังอ่อนด้อยหากผิดพลาดไปก็ช่วยแนะนำตักเตือนกันบ้างนะคะ
...โศกนาฏกรรมแห่งหุบเขาเถ้าั...
...หุบเขาเถ้าั...
ขุนเขาซึ่งกั้นขวางเป็เขตแบ่งระหว่างสองสำนักศึกษาใหญ่และเป็รอยต่อระหว่างสองแคว้นคือ ‘จ้าว’ กับแคว้น ‘ฉู่’ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของดินแดนอาณาจักรใหญ่เทียนจินโดยมีองค์จักรพระนามว่าหยวนเจี่ยนเหยา ซึ่งดินแดนแห่งนี้ ผู้มีพลังปราณล้วนเป็ชนชั้นสูง นอกจากเหล่าขุนนางในราชสำนักแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ล้วนได้รับการยอมรับนับถือมากกว่าเหล่าพ่อค้าและคหบดีใหญ่ เรียกว่าบ้านใดจวนใดให้กำเนิดบุตรหรือธิดาที่มีพลังปราณธาตุบริสุทธิ์ นับได้ว่ามีค่ากว่าขุดได้ทองคำเสียอีก
ส่วนผู้ที่ไร้พลังปราณธาตุหากมุ่งหวังให้ชีวิตเบื้องหน้าได้สุขสบายก็มีเพียงต้องสอบแข่งขันเข้าศึกษายังสำนักโอสถที่มากมายกฎระเบียบอีกทั้งหากมิใช่ว่าฐานะทางครอบครัวร่ำรวยย่อมยากจะเข้าเป็ศิษย์โดยง่าย
เช่นนี้ทั่วทั้งใต้หล้าทั้งในและนอกอาณาจักรจึงต่างมีสำนักศึกษาสำหรับร่ำเรียนฝึกฝนพลังปราณธาตุให้กล้าแกร่งและสำนักโอสถอบรมศิษย์ออกมาเป็เซียนปรุงยาและเซียนหมอมาแต่ครั้งโบราณสืบต่อ จวบจนยามนี้สำนักที่เก่าแก่และขึ้นชื่อว่าฝึกฝนผู้เป็เ้าพลังยุทธ์ออกมามากมายคงยากจะมิมีผู้ใดรู้จักนั้นก็คือ หนึ่ง สำนักกระบี่จูเซวี่ย ซึ่งนามนี้มีเ้าสำนักหรือท่านประมุขผู้นำสำนักศึกษาเทพกระบี่แห่งนี้ก็คือ ‘หวงหนิงเฟิ่ง’ ผู้ซึ่งได้รับ่สืบต่อมาแต่บิดาผู้วายชนม์และสองนั่นก็คือสำนักจอมดาบเฮยหลงมีเ้าสำนักนามว่า ‘จ้าวเมิ่งห้าว’ ที่เพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งเช่นกัน
แต่เมื่อมีฝ่ายขาวก็ย่อมมีหนทางสายดำให้ผู้มีปราณธาตุได้เลือกเดินเช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีพรรคฝ่ายธรรมะจึงย่อมต้องมีพรรคฝ่ายอธรรมคอยเคียงคู่และเฉกเช่นเดียวกันในเมื่อมีสำนักศึกษาโอสถเทพล้วนย่อมมีสำนักหมื่นพิษที่ให้กำเนิดเหล่าผู้ปรุงพิษแขนงต่างๆ ที่เหล่าฝ่ายธรรมะให้สมญานามพวกเขาว่าเหล่าสำนักศึกษาวิชามารแต่ทว่าพรรคมารนี้มิได้เปิดเผยจึงพบเจอได้น้อยยิ่งกว่าน้อย ในใต้หล้านี้มีเพียงหนึ่งเดียวนั้นก็คือสำนักเสวี่ยคงที่ตั้งของสำนักดังกล่าวอยู่ยังหุบเขากระดูกพยัคฆ์ที่ห่างไกล และมากมายไปด้วยอันตรายกว่าจะเข้าไปฝากตนเป็ศิษย์ได้
ทว่าน่าแปลกใจยิ่งนักทั้งที่อันตรายและยากเข็ญแต่ในทุกฤดูหนาวกลับมีเหล่าผู้อยากฝากตนเป็ศิษย์มากล้นมุ่งหน้าขึ้นเขาไปจบชีวิตหาน้อยไม่คงสมดังคำกล่าวที่ว่าการทำดียากเย็นดังเช่นแบกหินขึ้นขุนเขาทว่าความชั่วร้ายกลับลงมือง่ายเพียงพลิกฝ่ามือนั้นเลยทีเดียว
หากแต่บัดนี้ท้องนภายังหน้าลานกว้างของสำนักเซียนดาบเฮยหลงซึ่งเป็ฝ่ายธรรมะกลับมืดครึ้มเต็มไปด้วยกลิ่นอายเข่นฆ่าและควันไฟกับกองเพลิงซึ่งยังคงกำลังลุกโหมอย่างหนักจากศึกของทั้งสองพรรคใหญ่นั้นก็คือจูเซวี่ยนำคนบุกเข้ามา่ชิงตัวเ้าสาวของเ้าสำนักเซียนดาบเฮยหลง ยามที่แลเห็นจากภายนอกด้วยสายตาทั้งพื้นพสุธากลับปรากฏเนืองนองอาบย้อมไปด้วยสีโลหิตขุ่นข้นส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งอย่างรุนแรงรวมถึงกองซากศพของศิษย์ของทั้งสองสำนักที่นอนทับถมยากจะนับได้ว่ากี่สิบหรืออาจมากกว่าร้อยก็สุดรู้
ทั้งสิ้นนี้ล้วนบังเกิดขึ้นมาจากสตรีเพียงหนึ่งเดียวจริงแท้ เห็นแล้วนายน้อยแห่งพรรคเทพกระบี่จูเซวี่ยซึ่งเพิ่งติดตามมาทันก็พลันบังเกิดความอนาถใจถาโถมอย่างรุนแรงจนจุกแน่นไปทั้งหัวใจ
ที่นี่คือดินแดนของฝ่ายธรรมะโดยแท้ หาใช่พรรคมารทว่ากลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารเข่นฆ่าดังนรกภูมิแห่งแดนปีศาจก็มิปาน 'หวงอิ่งลั่ว' นายน้อยของดินแดนหุบเขาฝั่งบูรพาบัดนี้กำลังพาร่างเล็กในอาภรณ์สีแดงสดสอดส่ายสายตาคู่คมมองหาสองร่างที่นางเจนตาคุ้นใจอย่างมิย่อท้อ การต่อสู้ที่แสนดุร้ายของศึกชิงนางทำให้ผู้ที่มีชีวิตเร้นกายอยู่อย่างสงบสุขมาสิบเจ็ดหนาวในพรรคเทพกระบี่จูเซวี่ยผู้รักชีวิตสันโดษอย่างที่สุดแลเห็นภาพทั้งสิ้นแล้วก็มีเพียงความสะท้อนหัวใจมากมายท่วมท้น
ทั้งหมดนี้บังเกิดขึ้นเพราะความรักโง่งมทั้งสิ้นศิษย์เหล่านี้จึงต้องมาสระสิ้นชีพโดยไร้เกียรติเช่นนี้ ศพแล้วศพเล่าที่นางก้าวผ่านต่างมาสังเวยจบสิ้นลงโดยไร้ค่าเช่นนี้ช่างไม่คุ้มเลย
...ไม่คุ้มโดยแท้...
"ต้าเกอ...เมิ่งห้าว...พวกท่านอยู่ที่ใด...เมิ่งห้าว...ต้าเกอ...พวกท่านได้โปรดอย่าต่อสู้กันอีกเลย"
นี่คือศึกระหว่างคนสองคนไยจึงต้องนำอีกหลายชีวิตซึ่งมิเกี่ยวข้องมาสังเวยด้วยเล่า
ตลอดมาพรรคเทพกระบี่จูเซวี่ยและจอมดาบเฮยหลงล้วนปรองดองกันมาหลายร้อยปี ด้วยความสัมพันธ์เกี่ยวโยงเป็เครือญาติกันอยู่หลายชั้นจนมาถึงรุ่นของนางและ ‘จ้าวเมิ่งห้าว’ ประมุขพรรควัยสามสิบหนาวซึ่งมีสัญญาหมั้นหมายั้แ่นางเพิ่งพ้นครรภ์มารดา ทว่าว่ามันกับะเิขึ้นเพียงเพราะสตรีสองใจไร้ยางอายเพียงหนึ่งนางเดียวนั่นก็คือบุตรีแห่งดินแดนหุบเขาร้อยบุปผานามว่า'หลานหลิงจู'ของตำหนักโอสถทิพย์ของแคว้นเว่ยเพียงนางเท่านั้น
ท่ามกลางกระแสปราณเพลิงอัคคีของประมุขพรรคสำนักกระบี่จูเซวี่ยกำลังพุ่งเข้าปะทะดุเดือดรุนแรงกับสายของปราณธาตุน้ำของประมุขพรรคจอมดาบเฮยหลง จนบังเกิดความะเืไปทั้งหุบเขาเถ้าัท้องฟ้าแปรปรวนลมพายุหมุนวนรุนแรงจนสรรพชีวิตทั่วหุบเขาพากันแตกตื่นเสียขวัญเป็ยิ่งแลเห็นได้แต่เพียงความวุ่ยวายไปจนทั่วเขตแนวป่าของขุนเขานั่นเองที่หวงอิ่งลั่วแลเห็นกายของทั้งสองบุรุษที่นางเฝ้าเพียรตามหาพวกเขาต่างกำลังมุ่งร้ายหมายเอาชีวิตต่อกันชนิดบ้าคลั่งอย่างยิ่ง!
"ต้าเกอเกอ! ...เมิ่งห้าว...หยุดนะ! ...พวกท่านช่วยหยุดสู้กันเถอะ ได้โปรดจงหยุดเถิด"
นางหมายจะเข้าไปขัดขวางพวกเขาทั้งสองด้วยหนึ่งคือบุรุษหนุ่มวัยสามสิบสามหนาวนามคือ'หวงหนิงเฟิ่ง'ผู้เป็พี่ชายแท้ๆ กับอีกหนึ่งก็คือจ้าวเมิ่งห้าวคู่หมั้นหนุ่มต่อให้นางมิเคยมีใจรักอีกฝ่ายอย่างชายหญิงแต่ก็สนิทดังเป็อาจารย์คนที่สอง เช่นนี้ให้นางตัดสินใจหันปลายคมกระบี่จื่อลู่ของตนเองเข้าหาผู้ใดล้วนทำใจได้ยากยิ่งนัก
"พวกท่านเสียสติกันไปหมดแล้วเช่นนั้นหรือหยุดนะ! อย่าสู้กันอีกเลยได้โปรดหยุดก่อน...อย่าสู้กันอีกเลยพอสักทีเถิด หยุดสิ! ต้าเกอเกอ...เมิ่งห้าว"
หวงอิ่งลั่ว ะโออกไปทั้งน้ำตาแห่งความเ็ปและเสียใจหนึ่งคือสายเือีกหนึ่งคือคู่หมายต่างมุ่งร้ายคิดเข้าสังหารกันเพียงสตรีนางเดียวที่มิใช่จะควรค่าความรักไยจึงทำให้ผู้เคยฉลาดหลักแหลมจึงกลับสิ้นสติเลอะเลือนจนกลายเป็คนทั้งบ้าและโง่งมไปจนสิ้นเสียแล้ว...
ด้วยว่าเช่นไรทั้งสองบุรุษตรงหน้านางนั้นคุ้นเคยมาั้แ่ยังเพิ่งเริ่มรู้ความผู้หนึ่งนั้นก็คือพี่ชายหนึ่งเดียวที่เคยดูแลสั่งสอนนางให้หัดก้าวเดินฝึกให้อาบน้ำฝึกให้นางกินข้าวด้วยสองมือ สุดท้ายแม้แต่เพลงกระบี่ก็เป็มิต่างจากบิดาเช่นหวงหนิงเฟิ่งที่เขานั้นล้วนสั่งสอนและเฝ้าฝึกฝนนางจนกล้าแกร่งกับอีกหนึ่งก็คือจ้าวเมิ่งห้าวบุรุษที่คอยช่วยเหลือดูแลนางอย่างดีเสมือนเป็ทั้งสหายเป็อาจารย์และคล้ายเป็พี่ชายอีกคนทว่ายามนี้บุรุษซึ่งเคยเป็สหายร่วมเป็ร่วมตายมาด้วยกันหลายสิบหลายร้อยครั้งกลับกำลังหันคมดาบและคมกระบี่เข้าห้ำหั่นกันอย่างบ้าคลั่งเพียงสตรีไร้ยางอายหนึ่งนางเดียว!
นี่มันเื่บ้าบอโดยแท้
...หากมิกล่าวว่าบุรุษทั้งสองบ้าบอก็คงต้องกล่าวเพียงไร้สมองโง่งม!!! ...
หวงอิ่งลั่วคิดด้วยความคับแค้นละเ็ปที่ต้องมาพบเห็นศิษย์พี่น้องร่วมสำนักมาตายลงด้วยต้นเหตุแสนไร้แก่นสารเป็อย่างยิ่ง
"แม่นางหลานท่านช่วยห้ามพวกเขาทีเถิด...ได้โปรด... จงช่วยห้ามพวกเขาด้วยเถิดข้าขอร้อง”
แต่สุดท้ายผู้มิเคยก้มศีรษะให้ใครจำต้องทรุดลงวอนขอสตรีในอาภรณ์เ้าสาวงดงามตรงหน้าเพียงหวังให้” ต้นเหตุ” ช่วยคลี่คลายจบความสูญเสียลงโดยเร็วที่สุดเพราะนางมิอาจตัดใจลงมือเข้าขวางต่อผู้ใดได้เพราะคมกระบี่นั้นไร้ตายสะบัดออกไปมีเพียงต้องดื่มเืสังเวยชีวิตนางมิอาจทำเช่นนั้นได้ ทว่าเปล่าเลย...สตรีผู้เป็ต้นตอแห่งความแตกหักของสองสำนักใหญ่บัดนี้ กลับนิ่งเฉยดังผู้ไร้หัวใจ มองชมดูชายที่หลงใหลเสน่หาต่อตนเองและต่างทุ่มเทหัวใจมอบชีวาให้แก่นางเองดังกับพบเห็นเพียงสิ่งของสิ่งไร้ค่าเป็อย่างยิ่งก็มิปาน
จิตใจของนางช่างโเี้เกินไปจริงแท้
...หลานหลิงจูช่างเป็เซียนโอสถที่จิตใจอำมหิตเกินไป! ...
พลันนั้นความโกรธจึงเข้าถาโถมกายน้อยของหวงอิ่งลั่ว อย่างมิเคยบังเกิดมาก่อนตลอดการถือกำเนิดมาจนตราบได้เข้าวัยสิบเจ็ดหนาว
การนี้เพื่อนางแล้วศิษย์ทั้งสองสำนักต้องตายตกดังกับใบไม่ร่วง พื้นพสุธาแดงฉานไปด้วยโลหิต ลานกว้างของสำนักจอมดาบเฮยหลงยามนี้ทุกตารางนิ้วล้วนกลายเป็สีแดงขุ่นข้นผสานด้วยกลิ่นของคาวเืคละคลุ้งจู่โจมรุนแรงชวนคลื่นเหียน ทว่าสตรีนางนี้ช่างมากมีแต่เพียงจิตใจโหดร้ายเหี้ยมหาญเฝ้ายืนดูชมนิ่งเฉยดังไร้หัวจิตหัวใจซึ่งมิสมควรมีอยู่ในกายของผู้ที่เป็ถึงเซียนโอสถผู้รักษาชีพคนชั้นเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย
...นางช่างน่าตายยิ่งนัก! ...
จริงแท้นางช่างสมควรตาย เมื่อคิดตกแววตาซึ่งปกติแสนอ่อนโยนก็พลันแข็งกร้าวอย่างมิเคยบังเกิดมาก่อน
‘เช่นนั้นหากนางหญิงแพศยาเช่นเซียนโอสถแห่งหุบเขาร้อยบุปผาผู้นี้ตายลงไปเสียเกรงว่าคงสิ้นศึกสังหารชีพของสำนักเป็แน่แค่เพียงสังหารนางหนึ่งเดียวทุกอย่างย่อมสงบลง’
ยามจับจ้องกายงดงามตรงหน้าหวงอิ่งลั่วมีเพียงกลิ่นอายสังหารแผ่กำจาย
“ในเมื่อต้นเหตุมันเริ่มจากเ้าเช่นนั้นคงต้องให้จบที่เ้าเสียแล้วแม่นางหลานหึ...หึ...หึ...ชีพของแม่นางหลานนั้นส่งมอบให้แก่เปิ่นกูเหนียงเถิดหนาเพราะสิ้นสตรีไร้ยางอายเช่นเ้าเสียอีกหลายชีวิตของทั้งสองสำนักก็จะมิต้องเสียอีกต่อไป...”
แลเห็นสีหน้าจริงจังของหญิงสาวรุ่นน้อง หลานหลิงจูก็เริ่มหายใจติดขัดเพราะย่อมรู้ต่อให้กายตรงหน้าเล็กบางด้วยความเป็สตรีแต่พลังปราณธาตุแท้จริงของนายน้อยแห่งจูเซวี่ยนั้นหาน้อยไม่ ผู้เป็พี่ชายร้ายกาจเท่าใดบางที่หวงอิ่งลั่วผู้ชมชอบเก็บตัวอาจมีมากกว่าด้วยซ้ำที่ผิดไปก็ด้วยนางเป็สตรีหาไม่แล้วตำแหน่งประมุขของจูเซวี่ยอาจตกเป็ของนายน้อยผู้นี้เสียก็เป็ไปได้
“หากแม่นางจะมิใจดำถึงเพียงนี้เปิ่นกูเหนียงคงมิคิดลงมือโหดร้ายต่อเ้าทว่านี่...เซียนโอสถเช่นแม่นางหลานกลับแล้งน้ำใจและไร้เมตตาธรรมยิ่งนัก เช่นนั้นก็อย่ามาโทษว่าเปิ่นกูเหนียงเหี้ยมโหดเลยหนาเพียงแม่นางหลานสิ้นใจศึกชิงนางระหว่างต้าเกอเกอกับเมิ่งห้าวคู่หมั้นของตัวเปิ่นกูเหนียงก็จะจบลงได้เสียที อีกทั้งเหล่าศิษย์ของทั้งสองสำนักก็มิต้องตกตายอีกต่อไปแล้ว”
ในขณะที่สองประมุขกำลังมุ่งมั่นหวังเอาชีวิตของกันและกันหวงอิ่งลั่วก็หันกายหมายมุ่งสังหารเสียให้สิ้นต้นตอหน่อร้าย ของสตรีผู้มากรักหลายหัวใจอีกทั้งยังคงมีจิตโเี้ขาดซึ่งความละอายต่อบาปโดยสิ้นเชิงเช่นเซียนโอสถตรงหน้า
ดวงไฟสีฟ้าจนคล้ายม่วงครามเจิดจรัสค่อยๆ ก่อเกิดขึ้นที่ใจกลางฝ่ามือน้อยทั้งข้างซ้ายเป็รูปร่างคล้ายกงจักรเล็กๆ แล้วขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับทีละน้อย...และทีละน้อย ชั่วชีวิตของนายน้อยแห่งสำนักเทพกระบี่จูเซวี่ยที่แม้แต่อาหารนางยังกินเพียงพืชผักและผลไม้จึงมิต้องกล่าวถึงว่าจะคิดสังหารใคร หากแต่วันนี้ถึงแม้จะต้องตกสู่นรกภูมิชั้นลึกสุดนางก็มิหวั่นไหวขอเพียงกำจัดให้สิ้นต้นตอของาระหว่างสองพรรคลงให้จงได้ ให้นางต้องพบเจอความเลวร้ายหมื่นแสนทั้งสิ้นหญิงสาวตัวน้อยเช่นนางก็พร้อมเผชิญแล้วโดยสิ้นเชิง!
ดวงไฟปราณธาตุถูกประสานเข้ากับกระบี่จื่อลู่ยังมือขวารวมเป็หนึ่งผนึกแน่น
หวงอิ่งลั่วนั้นนางมีมารดาเป็ชาวดินแดนทะเลทรายและบิดาเป็ชาวจงหงวนเช่นเดียวกับผู้เป็พี่ชายก็จริง ซึ่งหวงหนิงเฟิ่งนั้นมีแก่นปราณเซียนเป็ธาตุไฟบริสุทธิ์เช่นฝ่ายบิดาจึงมีเปลวอัคนีเป็พลังปราณยามร่ายรำเพลงกระบี่ ทว่าตัวของนางคงได้สายเืฝ่ายมารดามาเต็มที่ซึ่งน้อยแสนน้อยที่คนในแผ่นดินชาวจงหงวนจะมีพลังปราณธาตุเช่นคนนอกด่านเผ่ากลางทะเลทรายด้วยแก่นของปราณบริสุทธิ์ของนางก็คือปราณไฟโลกันตร์* (เป็ไฟเย็นแต่พิษร้ายแรงกว่าไฟทั่วไปถึงสามเท่าสามารถเผาทำลายคู่ต่อสู้ให้ตายโดยร่างกลายเป็เถ้าได้เลย) พิสุทธิ์ซึ่งนอกจากคนในครอบครัวสกุลหวงก็คงมีเพียงจ้าวเมิ่งห้าวเท่านั้นที่ทราบความพิเศษนี้ของหวงอิ่งลั่วด้วยว่าปราณนี้คล้ายพลังปราณสายดำของพรรคมารหากสำแดงออกมาย่อมหาใช่สิ่งดีต่อนางทั้งสิ้น
ซึ่งไฟโลกันตร์แม้แต่สัตว์นรกยังต้องหวาดผวา เกรงว่าสตรีไร้ยางอายผู้อ่อนแอเช่นเซียนโอสถซึ่งหามีปราณธาตุพิเศษปกป้องคุ้มภัยเพียงถูกไปหนึ่งฝ่ามือก็คงร่างกายแตกสลายกลายเป็เพียงผงเถ้ากระดูกให้บุรุษผู้โง่งมทั้งสองได้แบ่งกันเก็บไว้ดูต่างหน้าเป็แน่
"อย่านะอิ่งลั่ว! ..."
จ้าวเมิ่งห้าวผู้มีสายตาฉับไวทันได้แลเห็นคู่หมั้นแห่งตนนางเตรียม” ลงมือ” ผลาญผู้ภรรยา ก็เร่งะโก้องจนแผ่นดินยังสะท้าน ทว่ายามนี้หวงอิ่งลั่วนางตัดสินใจแน่วแน่ลงไปแล้วมีหรือจะหยุดยั้งหนึ่งฝ่ามือซ้ายผสานกับกำมือซึ่งมีด้ามกระบี่สะบัดเอาเปลวเพลิงโลกันตร์ทุ่มออกไปสุดกำลัง
เห็นเช่นนั้นจ้าวเมิ่งห้าวจึงพุ่งกายผลักเอาภรรยาตนซึ่งยังมิทันร่วมห้องหอให้พ้นไปได้อย่างฉิวเฉียด
...โครม...
ส่วนหวงหนิงเฟิ่งนั้นย่อมรู้ดีเกินใครว่าเพลิงโลกันตร์สายนี้นั้นของน้องสาวตนหากพุ่งซ้ำเข้าหาสตรีที่เขาหมายมั่นย่อมยากจะรอดไปได้ และเกินกว่าใครจะคาดถึง...
..ฉึก! ...
นายน้อยแห่งพรรคจูเซวี่ยหวงอิ่งลั่ว กะพริบดวงตาเรียวสวยคล้ายมึนงงไปชั่วครู่ ด้วยความเจ็บหนึบค่อยๆ แผ่ขยายวงกว้างขึ้นทีละน้อย...ทีละน้อยยังตำแหน่งของหัวใจตนเอง
เปลวเพลิงในมือค่อยๆ สงบลง กายเล็กในอาภรณ์สีแดงสดค่อยๆ หันกลับไปมองยังต้นตอแห่งความเ็ปที่ค่อยๆ แล่นไปทั่วกายเล็ก
“ต้าเกอ...เกอ”
ยามที่สายตาของหวงอิ่งลั่วปะทะเข้ากับ’ ผู้ลงมือ’ กลับเ็ปเสียยิ่งกว่าาแยังหัวใจ ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวที่รู้แจ้งว่าตำแหน่งหัวใจของนายน้อยแห่งสำนักเทพกระบี่จูเซวี่ยนั้นอยู่ด้านขวาหาใช่ด้านซ้ายเช่นผู้คนอื่นๆ ทั่วไปนั้นยอมมีเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงมีชีวิตคงอยู่นั่นก็คือประมุขพรรคหนุ่มเท่านั้นซึ่งแน่แท้เขาคือพี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนั่นนางเอง
“ทำไม? ...ต้าเกอเกอ...ทำไมจึงลงมือกับข้า”
มันเป็คำถามแสนโง่งมทว่าผู้ใกล้สิ้นใจเช่นนางคิดได้เพียงเท่านั้นและอยากจะถามให้กระจ่างหัวใจก่อนไปปรโลกว่าเหตุใดพี่ชายที่เปรียบดังบิดาจึงหันคมกระบี่เข้าสังหารตนเองเพียงแค่หวังช่วยสตรีไร้ยางอาย
“ต้าเกอ...ไยจึงลงมือโเี้ต่ออิ่งลั่วถึงเพียงนี้...ทำไม? ...ท่าน...”
ในความรู้สึกของหวงอิ่งลั่วนางนั้นรับรู้ว่าตนเองหลั่งน้ำตา ทว่าภาพที่ทั้งสามชีวิตแลเห็นที่หลั่งรินหาใช่น้ำตาทว่าเป็โลหิต!
ใช่แล้วที่กำลังไหลอาบแก้มขาวกลับเป็โลหิตสีข้น ทุกผู้ที่แลเห็นจึงเริ่มแจ้งใจว่าเ้าของร่างน้อยซึ่งค่อยๆ ทรุดลงนั้นกำลังเ็ปมากกว่าาแมากมายเพียงใดและยามนี้มันคงบาดลึกเข้าถึงปราณธาตุเสียแล้วเป็แน่
แท้
“เพียงนาง...เพียงนาง...ที่เป็แค่สตรีมากหัวใจ...และเพราะนางซึ่งไร้ยางอาย...ท่านถึงกับ...ถึงกับลงมือ...ลงมือสังหารสายเืเดียวกันกับตนเอง...หวงหนิงเฟิ่ง...ท่านมัน...ท่านมัน...โสมมยิ่งนัก! ...”
รีดเค้นทุกความเจ็บแค้นออกได้เพียงนั้นนางก็สำลักเอาโลหิตสีคล้ำออกมาหลายคำ
แสงสีฟ้าครามผสมด้วยประกายทองระยิบระยับค่อยๆ เข้าปกคลุมกายเล็กในอาภรณ์สีแดงมากขึ้นและมากขึ้น
“อิ่งลั่ว!”
ต่อให้จ้าวเมิ่งห้าวมิได้รักนางเช่นที่ตนมีใจให้แก่สตรีเช่นหลานหลิงจูผู้ภรรยาทว่าก็เห็นนางนั้นมาแต่เพิ่งพ้นครรภ์มารดาย่อมผูกพันมิอาจเท่าสายเืหากแต่ก็ในฐานะของศิษย์และอาจารย์ ย่อมมิอาจทานทนเห็นว่านางกำลังจะตายสิ้นใจลงไปได้เขาจึงยิ่งกว่าตื่นใ กายสูงใหญ่ละจากร่างของหลานหลิงจูโถมกายเข้าไปรับร่างที่ใกล้จะสลายไปกับอากาศ เพราะคมกระบี่ของผู้เป็พี่ชายแท้ๆ ของตน
“พวกท่าน...ข้า...เกลียดยิ่งนัก...เกลียดบุรุษโง่งม...โง่งมเช่นพวกท่าน!”
นางเอ่ยทุกคำออกมาจากหัวใจก่อนที่ภาพตรงหน้าจะค่อยๆ มืดสนิทลงทีละน้อยทีละน้อย...
“หนิงเฟิ่งช่วยนาง! ...เร็วเข้าช่วยน้องของเ้าเร็วเข้านางจะสิ้นใจแล้ว!”
จ้าวเมิ่งห้าวหันไปะโต่อบุรุษซึ่งยื่นสงบนิ่งอยู่ด้านหลังดังคนไร้หัวใจ เติบโตมาด้วยกันเขามิเคยคิดว่าหวงหนิงเฟิ่งจะใจคอเหี้ยมโหดสังหารน้องน้อยที่ตนเองเลี้ยงดูมากับมือได้ลง
“อิ่งลั่วเ้าเร่งเก็บปราณคงไว้ก่อน”
เช่นไรหากพอมีวิธีจ้าวเมิ่งห้าวจะทำเขาผิดต่อนางั้แ่แต่งให้แก่สตรีอื่นยามนี้จะให้นางมาตายลงเพราะเื่ของตนเองเป็เหตุอีกมิได้
ทว่าร่างในอ้อมแขนเขานางกลับกดรอยยิ้มแสนเศร้าสร้อยอย่างที่ตลอดสิบเจ็ดหนาวซึ่งผ่านมาตลอดประมุขพรรคจอมดาบเฮยหลงมิเคยพบพานมาก่อนเลย
“คงปราณไว้หรือ? ...คงไว้เพื่อการใดกันเล่า...คงไว้เพื่อเผชิญกับความจริงที่ว่าแม้แต่พี่ชายโดยแท้...กลับลงมือสังหารข้าได้...เพียงเพื่อสตรีไร้ยางอายผู้หนึ่งเขากลับตัดใจ...สังหารน้องสาวของตนเอง...หากเป็ท่าน...ยังจะยินดีอยากมีชีวิตยืนยาวต่อไปอีกหรือ...”
นางมิได้อธิบายแต่เพียงย้อนคำถามคืนกลับนั่นเองที่ประมุขหนุ่มแห่งสำนักจอมดาบเฮยหลงถึงกับเ็ปไปกับนางด้วย
จริงแท้หากเป็ตัวของเขาเองก็คงยินดีตายตกไปเสียให้สิ้นภพชาติไปคงดีกว่า ให้ฝืนทนอยู่กับความผิดหวังที่ถูกพี่ชายแท้ๆ ลงมือแทงข้างหลังหวังเอาชีวิต เพียงเพราะตนเองจะแตะต้องสตรีอื่นซึ่งเห็นชัดยิ่งกว่าชัดว่าจริงแท้รักหาได้มีให้แก่พี่ชายตนเลยแม้สักน้อยทว่าผู้พี่กลับตามืดบอดลงมือเหี้ยมโหดต่อตนเอง
“ปล่อยให้ข้าได้ไปอยู่กับท่านพ่อ...และท่านแม่...เถิดนะ...เมิ่งห้าว...”
กล่าวจบดวงตาเรียวซึ่งมีหยาดโลหิตหลั่งรินก็ค่อยๆ ปิดลงละอองสีฟ้าครามประกายทองระยิบระยับเริ่มจางหาย
“อิ่งลั่ว!”
จ้าวเมิ่งห้าวมิเคยเสียน้ำตาให้ผู้ใด ทว่าวันนี้ในวัยสามสิบหนาวเขากลับต้องมาหลั่งมันให้แก่คู่หมั้นที่มิเคยมีใจต่อกัน มิได้รักทว่าทั้งสิ้นคือความรู้สึกผิดบาปอย่างสาหัสต่อร่างในอ้อมแขนนี้เหลือเกิน!!!
“ข้าจะคืนให้เ้า...ข้าจ้าวเมิ่งห้าวจะทำทุกหนทางคืนความเป็ธรรมชดเชยให้แก่เ้าเองอิ่งลั่ว”
ชาตินี้มิอาจรักนางได้และยิ่งให้ครองคู่เขาก็มิอาจทรยศต่อใจตนเองได้ แต่เขาก็มิอาจทนต่อความรู้สึกผิดต่อนางได้เช่นกันดังนั้นแล้วชั่วชีวิตที่เหลือเขาจะต้องคืนทุกสิ่งที่ทั้งตนเองและหลานหลิงจู่ชิงมาจากหวงอิ่งลั่วให้จงได้ แต่ให้ต้องหันเหเดินเข้าสู่หนทางสายมืดมนจ้าวเมิ่งห้าวก็จะมิลังเล