บทที่ 25 เขาก็มีความรับผิดชอบ
เลขาจึงเข้าใจได้ในทันที
“ตอนนี้บริษัทลู่ถือว่ากลายเป็ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฉีแล้ว ดังนั้นแทบไม่ต้องพูดถึงการชดเชยราคาหุ้นที่ตกลงมาก่อนหน้านี้เลย แต่อาจจะทำสถิติสูงสุดใหม่ด้วยซ้ำนะครับ”
ฉีส่าวฉิงปิดสมุดบันทึกด้วยแววตาเ้าเล่ห์และมีประกายแห่งความเด็ดขาดในการจัดการเพิ่มขึ้น
“ให้คนจับตาดูเอาไว้ และคอยขัดขวางพวกคนที่คิดจะฉวยโอกาสซื้อหุ้นบริษัทลู่จำนวนมาก”
ไม่ว่าราคาหุ้นของบริษัทลู่จะตกหรือพุ่งขึ้น แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้เป็ประโยชน์กับคนนอก
“เข้าใจแล้วครับ แต่ว่า...”
เมื่อเห็นลูกน้องคนสนิทที่ติดตามเขามาตลอดพูดอึกอักเป็ครั้งแรก เขาจึงเลิกคิ้วเล็กน้อยและมองไปทันที
“หลีเซี่ยน นายอยากจะพูดอะไร?”
“ผมสงสัยมากเลยครับ คือที่คุณช่วยเหลือบริษัทลู่ขนาดนี้ จริง ๆ แล้วเป็เพราะเื่ของครอบครัวลู่ทั้งสามคนหรือเปล่า? หรือว่าเป็เพราะภรรยาของคุณ?”
หลีเซี่ยนรู้สึกเสียใจทันทีที่พูดจบ เพราะเขาเข้าใจดีว่าต้องแยกแยะเื่ส่วนตัวและงานออกจากกัน และยิ่งเ้านายของเขาก็เป็คนที่จะไม่นำเื่ส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับการทำงานอย่างแน่นอน
“เพราะภรรยาของฉันน่ะเหรอ? นายคิดมากไปแล้ว”
คำสองคำที่ว่า ‘ภรรยา’ ทำให้ฉีส่าวฉิงหรี่ตาลงเพียงเล็กน้อย
ผู้หญิงคนนั้นควรจะทำธุรกิจของบริษัทลู่อย่างซื่อสัตย์ และทำหน้าที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฉีให้ดี
แต่ถ้าหากยังมีแรงมาทำให้เขาเสียหน้าอีก เขาจะต้องบีบคอเธอแน่นอน!
...
แน่นอนว่าทุกอย่างเป็ไปตามแผนของฉีส่าวฉิง ใน่ไม่กี่วันต่อมาหุ้นของบริษัทลู่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องและฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนลู่จั่นเหยียนเองก็ยุ่งมากจนแทบไม่เป็อันทำอะไร
ผู้จัดการธนาคารที่เคยปฏิเสธคำขอความช่วยเหลือก่อนหน้านี้ต่างพากันมาหาเธอครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อหารือเื่ความร่วมมือด้านเงินทุนในอนาคต
แน่นอนว่าเธอไม่ปฏิเสธทุกคนที่มาหา อีกทั้งยังลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ ทำให้ธนาคารที่คิดว่าจะโดนปฏิเสธต่างก็ออกจากบริษัทลู่ไปด้วยความปลื้มปีติ
“คุณหนูคะ ถ้าท่านประธานได้เห็นคุณในตอนนี้ ท่านต้องดีใจมากแน่ ๆ เลยค่ะ”
เลขาเก็บเอกสารบนโต๊ะให้เรียบร้อยแล้วพูดอย่างจริงใจออกมา เพราะแต่ก่อนคุณหนูฉลาดมาก ลึก ๆ แล้วก็ยังมีความหยิ่งทะนงที่ไม่ยอมประนีประนอม แต่ตอนนี้เธอยอมประนีประนอมแล้ว…
“อย่างนั้นเหรอ? หลินต้า ต่อไปนี้ฉันจะเป็ประธานบริษัทลู่แล้ว อย่าเรียกว่าคุณหนูอีกนะ”
ลู่จั่นเหยียนพิงร่างบางของตนเองบนเก้าอี้ เพื่อจะใช้เวลาว่างให้ร่างกายที่เหนื่อยล้าได้พักผ่อนเสียบ้าง
“ค่ะ ท่านประธาน บริษัทลู่จะดีขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนค่ะ”
“ขอให้เป็อย่างที่คุณพูดนะคะ ว่าแต่…เื่ที่ติดต่อนักออกแบบหลาย ๆ คนก่อนหน้านี้มีความคืบหน้าหรือยังคะ? พวกเขาเต็มใจมาเป็นักออกแบบหลักของคอลเลกชันใหม่ที่บริษัทลู่ไหม?”
หัวข้อสนทนาถูกเปลี่ยนกลับมาที่เื่งานอีกครั้ง ลู่จั่นเหยียนจึงรีบเหยียดตัวนั่งหลังตรงทันที
อย่างที่รู้ว่าอุตสาหกรรมบันเทิงเป็ส่วนหนึ่งของบริษัทลู่ แต่อีกส่วนหนึ่งคืออัญมณีระดับไฮเอนด์ ทว่าใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาคอลเลกชันใหม่ที่ออกมาไม่ได้รับการยอมรับจากตลาดจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทลู่ด้วย
จนกระทั่งเธอต้องใช้วิธีสกปรกซึ่งก็คือการแย่งคนเก่งจากที่อื่นด้วยค่าจ้างราคาสูง
“ทิฟฟานี่จากเฉิงรุ่ยจิวเวลรี่และหลี่ต้าเหรินจากหวนซีต่างแสดงความเต็มใจที่จะมาพูดคุยด้วยค่ะ”
“จริงเหรอ? งั้นรีบโทรศัพท์นัดเวลากับพวกเขาเลย ยิ่งเร็วยิ่งดี”
ลู่จั่นเหยียนมีสีหน้าดีใจทันที เพราะอย่างน้อยนักออกแบบที่มีความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเองยินดีและเต็มใจที่จะมาพูดคุยกับบริษัทลู่ด้วยก็ถือว่าสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง
“งั้นฉันจะไปติดต่อเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
หลินต้าพูดจบก็ออกจากห้องทำงานทันที และใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบนาทีก็ได้กำหนดตารางเวลานัดหมายเรียบร้อยแล้ว
“ท่านประธาน คุณจะให้รองประธานเฉินไปคุยหรือ…”
เพราะรองประธานเฉินเป็ผู้รับผิดชอบธุรกิจอัญมณี หากให้เขาเป็คนไปพูดคุยจะเหมาะสมที่สุด
“ไม่ ฉันจะไปคุยเองค่ะ”
…
บ่ายสามโมง
ลู่จั่นเหยียนมาถึงห้องรับรองก่อนเวลานัด ไม่นานนักทั้งทิฟฟานี่และหลี่ต้าเหรินก็เดินเข้ามาจากข้างนอกราวกับจับเวลาไว้ แต่เมื่อทั้งสองเห็นว่าลู่จั่นเหยียนมาพบด้วยตัวเองและรออยู่ก่อนแล้ว ทำให้ทิฟฟานี่ยกยิ้มอย่างเป็มิตรขึ้นมาทันที
“ท่านประธานลู่ ขอโทษที่ทำให้คุณต้องรอนานนะคะ”
“ฉันแค่อยากแสดงความจริงใจจากบริษัทลู่ของเราค่ะ เชิญนั่งค่ะ”
หลังจากที่ทั้งสองนั่งลงเรียบร้อยแล้ว หลินต้าก็รีบยื่นกาแฟสองแก้วให้ทันที
“ลาเต้นมสองปั๊มของคุณทิฟฟานี่ และกาแฟบลูเมาน์เทนน้ำตาลครึ่งช้อนของคุณหลี่ต้าเหรินค่ะ”
ทิฟฟานี่ยิ้มเล็กน้อยและคนแก้วกาแฟไปพลาง ๆ ด้วยรูปร่างอวบอิ่มและใบหน้ากลมดูสง่างามมาก อีกทั้งแสงแดดที่ส่องประกายจนเล็บของเธอเปล่งประกายระยิบระยับอย่างมาก
เธอเหลือบมองหลี่ต้าเหรินที่นิสัยแย่เล็กน้อย ทั้งผอมเหมือนลิง ทั้งยังดื่มกาแฟใส่น้ำตาลเพียงครึ่งช้อนและดูเหมือนต้องลดน้ำหนักที่อยู่ข้าง ๆ
‘จะทำเหมือนต้องผอมอะไรนักหนา?’
ด้านหลี่ต้าเหรินก็รู้สึกได้ถึงสายตาจับจ้องมาเช่นกัน เขาจึงจ้องกลับไปทันทีและยังเหลือบมองลาเต้สีขาวนวลในแก้วของหญิงสาวตรงหน้า จากนั้นก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างดูแคลน
‘บางคนก็สมควรอ้วนตายไปซะ!’
ลู่จั่นเหยียนมองเห็นสีหน้าของทั้งสองคนอย่างเงียบงัน แล้วเริ่มพูดถึงหัวข้อในวันนี้ทันที
“ฉันได้ดูผลงานการออกแบบก่อนหน้านี้ของทั้งสองคนอย่างละเอียดแล้วค่ะ ต้องขอบอกว่าผลงานทั้งหมดเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและไม่เคยซ้ำกันเลย ซึ่งนักออกแบบที่ทำได้แบบนี้มีน้อยมาก…”
“ดังนั้นฉันจึงอยากเชิญชวนทั้งสองคนเข้าร่วมบริษัทลู่อย่างจริงใจ และแน่นอนว่าบริษัทลู่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้ทั้งสองคนสร้างสรรค์ผลงานที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นค่ะ”
การคิดค้นสิ่งใหม่ยากกว่าการรักษาสิ่งเก่าเป็ล้านเท่า แต่สิ่งที่ถือเป็คลาสสิกในตลาดปัจจุบันก็มีอยู่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญกว่าคือการคิดค้นสิ่งใหม่
แน่นอนว่าบริษัทลู่เองก็เช่นกัน เพราะขาดการคิดค้นจึงทำให้ธุรกิจตกต่ำลงเรื่อย ๆ
“ประธานลู่ชมเกินไปแล้วครับ ยังไงแล้วนักออกแบบก็ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ”
ด้านทิฟฟานี่ก็ยกยิ้มริมฝีปากสีแดงขึ้นสูงและเธอแสดงออกชัดเจนว่าชอบคำชมของลู่จั่นเหยียนเป็อย่างมาก ส่วนหลี่ต้าเหรินที่อยู่ข้าง ๆ กระตุกยิ้มที่มุมปาก อีกทั้งหนวดแพะที่ตัดแต่งอย่างประณีตทุกเส้นชี้ขึ้นอย่างหยิ่งผยอง
“ประธานลู่ไม่ได้ใช้เงินเดือนและสวัสดิการมาล่อลวงเหมือนนายทุนคนอื่น ๆ เลย ไม่ใช่เื่ง่ายเลยนะครับ”
“คุณหลี่ช่างพูดหยอกล้อจังเลยนะคะ อันที่จริงความจริงใจของบริษัทลู่ไม่ได้มีแค่เงินเดือนและสวัสดิการ และฉันก็เชื่อว่าถ้าคุณทั้งสองยินดีเข้าร่วมบริษัทลู่ก็คงไม่ใช่เพราะเื่เงินเดือน เพราะอย่างไรพวกคุณก็เป็นักออกแบบที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศอยู่แล้ว”
“ประธานลู่พูดเก่งจริง ๆ ก็ใช่ นายทุนมักจะพูดเก่งเสมอ”
หลี่ต้าเหรินพูดพึมพำออกมาเบา ๆ ทำให้บรรยากาศกลายเป็ความอึดอัดขึ้นมาทันที
หลินต้ามองไปที่ลู่จั่นเหยียนอย่างร้อนใจ เพราะเธอเตรียมตัวมาเพื่อรับมือกับทิฟฟานี่ หญิงสาวเ้าเล่ห์แพรวพรรณ
แต่กลับไม่คิดว่าหลี่ต้าเหริน ชายหนุ่มที่ภายนอกดูเงียบขรึมกลับเป็คนที่ยากจะเข้าใจมากกว่า
“นายทุนอะไรกัน? นั่นมันฝีมือต่างหาก ไม่เหมือนบางคนที่รู้จักแต่ความอิจฉาริษยาและเกลียดชัง”
ทิฟฟานี่พูดเยาะเย้ยออกมาทันที แต่กลับถูกหลี่ต้าเหรินถามกลับด้วยสายตาโกรธเคือง
“เธอหมายความว่าฉันไม่มีฝีมืองั้นเหรอ?”
“นายจะมีฝีมือหรือไม่..งั้นให้ตลาดเป็คนตัดสินก็แล้วกัน!”
ลู่จั่นเหยียนเห็นว่าห้องรับรองกำลังจะกลายเป็สนามรบ เธอจึงขมวดคิ้วและนึกถึงสิ่งที่พ่อเคยพูดเอาไว้
‘สองคนนี้เป็คู่ปรับกันจริง ๆ สินะ’
“งั้น…คุณทั้งสองมาแข่งขันกันในการออกแบบเครื่องประดับชุดใหม่ระดับไฮเอนด์ของบริษัทลู่ภายใต้แบรนด์เดียวกัน คุณภาพเดียวกัน แล้วค่อยให้ตลาดเป็ตัวชี้วัดชัดเจน แบบนี้ดีไหมคะ?”
“ตกลง!”
“ตกลง!”
ถือว่าเป็ครั้งแรกที่ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกันั้แ่เริ่มแรกที่พูดคุยกันมา
ลู่จั่นเหยียนจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและส่งสายตาให้หลินต้า
ไม่นานนักบนโต๊ะก็มีสัญญาสองฉบับวางอยู่ พร้อมกับเปิดไปหน้าเอกสารที่ต้องลงนามเรียบร้อยแล้ว
“ข้อกำหนดในสัญญาอ้างอิงจากสัญญาฉบับก่อนหน้าที่คุณทั้งสองเคยเซ็นกับบริษัท แต่ตอนนี้ค่าตอบแทนจะเพิ่มขึ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ พร้อมให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนทุกอย่างที่คุณทั้งสอง้าในการสร้างสรรค์ผลงาน”
ทั้งสองสบตากันเล็กน้อย จากนั้นก็รีบเซ็นชื่อพร้อมกันทันที
“หวังว่าพวกเราจะร่วมมือกันได้อย่างราบรื่นนะครับ”
แม้ว่ากระบวนการดำเนินงานจะค่อนข้างมีอุปสรรค แต่ผลลัพธ์ก็เป็สิ่งที่ลู่จั่นเหยียน้า
เธอลุกขึ้นยืนและผายมือออกไป ส่วนหลี่ต้าเหรินก็ทำเหมือนไม่เห็นและหันหลังเดินออกไปทันที แต่ทิฟฟานี่กลับจับมือเธอเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ขอให้ความร่วมมือครั้งนี้ราบรื่นนะคะ ฉีอวี้บอกกับฉันว่าการทำงานร่วมกับคุณจะเป็ไปด้วยดีมาก ตอนแรกฉันก็ยังไม่เชื่อและยังคิดว่าคุณอายุน้อยเกินไป แต่ก็ไม่คิดว่าจะราบรื่นขนาดนี้จริง ๆ ด้วยค่ะ”
“ฉีอวี้? คุณรู้จักฉีอวี้ด้วยเหรอคะ?”
เพราะเธอประสบความสำเร็จในการชักชวนนักออกแบบระดับประเทศทั้งสองคน แต่ยังไม่ทันจะดีใจมากก็ชะงักไปกับสิ่งที่ได้ยิน
หรือว่าการเจรจาในวันนี้ประสบความสำเร็จเพราะมีความเกี่ยวข้องกับฉีอวี้หรือเปล่า?