ตกดึกคืนนั้นเสียงเครื่องยนต์เคลื่อนดังเข้ามาในเขตบ้านพัก หมอหนุ่มที่อาบน้ำเสร็จกำลังเช็ดผม ถึงรู้ว่าเ้าหน้าที่ทยอยกลับกันมาแล้ว กระนั้นเขาก็ไม่ได้ออกไปดูแต่อย่างใด แม้แต่หน้าต่างก็ไม่คิดเปิดรับลมเช่นคืนวาน เผื่อเ้าแมวตัวโตย้อนกลับมาอีก แล้วมันหิวขึ้นมา เขาจะได้กลายเป็อาหารอันโอชะของมันเสีย
เสียงใบไม้กลางคืนเสียดสีฟังวังเวงแว่ว ฐาไม่ได้ให้ความสำคัญกับบรรยากาศนัก เขาเปิดเพลงคลอ พร้อมกับอ่านข้อมูลที่จดมาในตอนกลางวัน ก่อนจะบันทึกพร้อมโน้ตถึงสิ่งที่จะทำต่อไปในวันรุ่งขึ้น เสร็จจากตรงนี้ก็พร้อมเข้านอน
กลิ่นดอกไม้ยามราตรีแพร่ผ่านเข้ามากระทบปลายนาสิก ทั้งที่ปิดหน้าต่างสนิทดีแล้ว มันหอมหวน ยวนใจและชวนให้เคลิบเคลิ้ม นายแพทย์หนุ่มปิดไฟเมื่อถึงเวลาเข้านอน
ตกดึก เสียงฝนตกกระทบหลังคาก็ดังแว่วเข้ามา กลิ่นดินจากไอฝนชวนให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายลง คุณหมอกระชับผ้าห่มพลิกตัวนอนหันไปอีกด้าน จังหวะที่ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรารมณ์นั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ปลุกให้เขาสะดุ้งตื่นจากอาการเคลิ้มฝัน
“ครับ สักครู่นะครับ” เอ่ยบอกทั้งงุนงง
เสียงเคาะหยุดลง ร่างสูงถลกผ้าห่มเปิดมุ้ง ก้าวลงเตียงเพื่อไปเปิดประตูให้ผู้มาเยือน โดยลืมนึกถึงคำเตือนของเ้าหน้าที่ป่าไม้ไปเสียสนิท สายฝนที่โปรยปรายลงมาในหน้าร้อน สาดกระเซ็นต้องแก้มสาก คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของบานประตู ผิดคาด ไม่ใช่เ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่งที่เขารู้จัก
ดวงตากลมโตใสแจ๋วจับจ้องดวงตาคมนิ่ง มือสองข้างกอดรัดร่างเปล่าเปลือยที่เปียกปอนของตัวเองสั่นเทา สัตวแพทย์หนุ่มกวาดสายตามองร่างแบบบางตรงหน้า พิจารณาั้แ่หัวจรดปลายเท้า ก่อนจะดึงสายตากลับมายังจุดที่ถูกที่ควร
ดวงหน้าของผู้เยี่ยมเยียนยามวิกาล งดงามมีเสน่ห์ ผิวพรรณผ่องใส แม้จะเปรอะเปื้อนไปด้วยคลาบโคลน ทว่าดวงตากลมโตยังมีประกายไร้เดียงสา มันแวววาวดึงดูดจนยากจะถอนสายตา จมูกมนเชิดขึ้นรับกับหน้าผาก ปากแดงระเรื่ออวบอิ่ม งดงามเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็คำพูด แปลก ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้
“หนูหนาว ขอเข้าไปได้ไหม” เสียงใสเอ่ยแ่ปลายเสียงสั่น
ฐาเบี่ยงตัวให้อีกฝ่ายอย่างง่ายดาย ทว่าตาใสแจ๋วกลับยังจ้องมองเขาปริบๆ ไม่มีวี่แววจะก้าวผ่านบานประตูเข้ามา
“เข้ามาสิ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ย
ตอนนั้นเองคนตรงหน้าถึงก้าวเข้ามาในตัวบ้าน เท้าเปื้อนโคลนเหยียบย่ำเข้ามาหยุดนิ่งห่างจากประตูไม่เท่าไหร่ ฐาเห็นอย่างนั้นก็คว้าเอาผ้าขนหนูมายื่นให้ หวังให้ใช้ปกปิดเรือนร่าง ทว่าฝั่งนั้นกลับรับมาถือไว้เฉยๆ ดวงตากลมโตจับจ้องเขาไม่วางตา แปลกคน ใจคิด
ในบรรยากาศยามค่ำคืน กลิ่นดอกไม้ราตรีอวลไปทั้งห้อง เสียงพระพิรุณโปรยปราย กับเรือนร่างยั่วยวนกิเลสตัณหา หากเป็ชายอื่นไม่ใช่เขา เ้าของปากแดงกร่ำคงไม่พ้นเงื้อมมือั้แ่หน้าประตู
แม้จะสงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงความผิดปกตินั้นออกไป ไม่ซักไซร้ถึงสาเหตุที่มาเคาะประตูห้องเขา
“บ้านอยู่ไหน “เอ่ยถามพร้อมยื่นเสื้อผ้าให้
ชุดเขามีไม่มาก อย่างน้อยมีอะไรปิดบังตัวเองหน่อยก็ยังดี คำถามไม่ได้ถูกตอบ สายตาคนถูกถามลอกแลกไปมา เหมือนเด็กกระทำความผิดมาอย่างไรอย่างนั้น
“ถ้าฝนหยุดแล้ว ฉันจะไปหาคนมาช่วย หลงมาใช่ไหม ไปล้างตัวก่อนไป”
ปากแดงฉ่ำอ้าเล็กน้อยคล้ายจะเอ่ยอะไร แต่ก็ตัดใจหุบลงและเดินไปยังห้องน้ำ ไม่คิดแม้แต่จะปิดประตู มือน้อยวักน้ำในถังเล่น ใช้มือตีอยู่สองสามทีจนน้ำกระฉอก ฐาย่นคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่คิ้วเข้มจะเลิกขึ้นเพราะพฤติกรรมซึ่งประหลาดเกินคนทั่วไป ขาเปื้อนโคลนก้าวลงถังไปทั้งตัว
เ้าเด็กประหลาดแช่ตัวลงในถังจนเหลือแค่ลูกกะตา เ้าเด็กนั่นมองเขาอยู่นาน ก่อนจะพ่นน้ำออกมา บ้าหรือเปล่าวะเนี่ย ยังดีที่ตัวกระจ้อย แถมมาตัวเปล่าไม่มีพิษมีภัย ไม่อย่างนั้นเขาคงหาทางหนีทีไล่ ไม่รู้ว่าลูกเต้าเหล่าใคร คงหลุดออกมาจากในหมู่บ้าน
เ้าเด็กบ้ามุดน้ำผุบโผล่อยู่นาน ฐาไม่อยากถือสา หรือจ้องมองอีกฝ่ายเหมือนพวกโรคจิต เพราะจากที่จะมีคนบ้าอยู่คนเดียว จะได้กลายเป็คนประสาทสองคนเสีย เขาหันมาหยิบผ้าขี้ริ้วถูทำความสะอาดคลาบตามพื้น เสร็จแล้วสายตาจึงเหลือบไปมองในห้องน้ำอีกที
“ขึ้นมาได้แล้ว” เอ่ยบอกเ้าเด็กที่ผลุบหัวอยู่ในน้ำ และไม่น่าจะได้ยินเสียงทุ้มเอ่ย
ฐาส่ายหน้า เขาจำต้องเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะใช้มือสองข้างช้อนใต้วงแขนคนเด็กกว่าขึ้นมา ตัวเบากว่าที่คาด เ้าเด็กไม่มีท่าทางใ ส่วนคนที่ใกลายเป็ฐาเสียเอง เมื่อคนตัวนุ่มนิ่มสะบัดหัวไปมาคล้ายสลัดน้ำ เปียก เปียกหมด อะไรวะเนี่ย
“หยุด หยุดก่อน”
ไม่ฟัง ไม่ฟังกันสักนิด ให้ตาย
เปียกปอนกันไปทั้งตัว ผิวเนียนลื่นแนบชิด ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้ใช้เครื่องประทินโฉมหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดใด ทว่ากลิ่นหอมยวนใจกลับชัดเจนขึ้นมา จังหวะการเต้นของหัวใจผ่านหน้าอกหนัดแน่นทำให้เ้าของดวงตากลมโตหยุดชะงัก มือน้อยแตะลงบนหน้าอกเขาก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
เป็อะไรขึ้นมาอีก หมอหนุ่มคิด บทจะนิ่งก็นิ่งเสียจนน่าระแวง เขาวางร่างนวลลงกับพื้น ทว่าร่างเปลือยเปล่ากับพุ่งเขาหาเขาเอาหูแนบอกเขาเสียอย่างนั้น ร่างหนาถอยหนี
“หยุด” สั่งเสียงเข้ม แต่มีหรือคนสติไม่สมประกอบในสายตาคุณหมอนั้นจะฟัง
“ลูกเต้าเหล่าใครวะเนี่ย” สบถออกมาเบาๆ อย่างเสียไม่ได้ เสียงฝนข้างนอกก็ไม่มีท่าทีว่าจะซา ทำไมหนอจึงเป็ประตูบ้านเขาแทนที่เ้าหน้าที่คนอื่น
สุดท้ายก็เป็เขาที่ต้องจับอีกฝ่ายแต่งตัวเหมือนเด็กๆ จับเ้าตัวเล็กนั่งบนเตียง มองดูาแที่ขาแล้วถอนหายใจ น่าจะหนีออกจากบ้านมา รองเท้าหรือก็ไม่มี าแรอยข่วนเต็มไปหมด ยาที่เขาพกติดตัวนั้นมีไม่กี่ตัว ทำแผลง่ายๆ ให้เท่านี้ก็เรียบร้อย
ดวงตาใสแป๋วยังคงจ้องมองคุณหมอหนุ่มทุกการกระทำ ก่อนจะทำจมูกฟุดฟิด ดวงตาคมมองสบเมื่อััได้ถึงพฤติกรรมประหลาด
“มีอะไร” เสียงทุ้มเอ่ยถาม
“หิว” เสียงหวานเอ่ยเบา
“ฉันมีโจ้กซอง เดี๋ยวต้มให้”
หมอหนุ่มเอ่ยจบ ยังไม่ทันได้ลุกไปไหน ร่างขาวนวลกลับโน้มตัวลงมาฝังรอยเขี้ยวบนไหล่หนา มันไม่รู้สึกเจ็บสักนิด ออกจะจักจี้ และปลุกปั่นความรู้สึกที่ไม่สมควรขึ้นมา
“กินได้ไหม” คำถามคล้ายแว่วอยู่ข้างหู กลิ่นหอมหวานอบอวล ชวนให้รู้สึกคล้ายอยู่ในความฝัน
“หนูหิว หนูกินได้ไหม” มือน้อยแตะที่ข้างแก้มสาก ดวงตากลมโตเปลี่ยนเป็สีเหลืองประกายทอง
คุณหมอหนุ่มคล้ายตกอยู่ในมนต์สะกดชั่วขณะ ร่างกายชะงักค้าง ริมฝีปากนุ่มแตะััลงมา ปลายลิ้นเรียวเลียกลีบปากเขา ก่อนจะสอดแทรกลิ้นเรียวเข้าหาอย่างไม่ประสา
ตบะแตก มือหนาบีบปลายคางเ้าเด็กช่างยั่ว ก่อนจะแทรกเรียวลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดดูดดึงจนเกิดเสียงดัง อารมณ์หวามไหวถูกปลุกขึ้นมา และร่างเล็กก็ช่างเข้าใจล่อลวงกันเสียเหลือเกิน เ้าเด็กเปลี่ยนท่าทาง มือเรียวจับมืออีกข้างของเขาให้ลูบไล้สะโพกที่โยกยกขึ้น
ไฟราคะพัดโหม ร่างหนาดันอีกฝ่ายให้นอนราบไปกับเตียง ก่อนที่ตนจะตามไปทาบทับ ขาเรียวแหวกกว้าง ส่วนอ่อนไหวของคนตัวน้อยถูกยกขึ้นเสียดสีกับของเขา คล้ายเรียกร้องให้ชำเราตนเสียที
มือหนาบีบเค้นก้อนนุ่มนิ่มอย่างมันมือ ปลายนิ้วไล้วนช่องทางสวาทซึ่งตอนนี้เปียกชื้นลื่นมือ คุณหมอหนุ่มจากเมืองกรุงโดนล่อให้ตกลงในบ่วงกามารมณ์ เสียงครางหวานข้างหูทำให้ใจเต้นหนักหน่วง
เขาถอนจูบออก ตอนที่เห็นแก้มใสขึ้นสีของคนใต้ร่าง แม้ยั่วยวนสักเพียงใดแต่ก็คล้ายว่าจะมีสติยั้งคิดอยู่บ้าง
“เราอายุเท่าไหร่” เป็ใครคงไม่มีแก่ใจจะถาม
ใบหน้านวลไม่ได้มีท่าทางขัดใจ ยกมือโชว์นิ้วชี้สองข้าง
“สิบเอ็ด?” คิ้วขมวดขึ้นมาทันที จริงหรือ แต่เด็กสมัยนี้โตวัยพอรู้ มือที่สอดแทรกปนเปรอช่องทางสวาทให้คนตัวน้อยชะงักกึก ขนลุกเกลียวขึ้นมา แม้อยากขนาดไหน ทว่าก็ไม่อาจหน้ามืดตามัวจนไม่สนใจผิดชอบชั่วดีได้
ขณะที่เขาจะถอนมือออก ใบหน้าหวานก็สั่นหน้าหวือก่อนจะชูนิ้วชี้และนิ้วโป้งของมือข้างเดียวกันขึ้นมาแทน
“สอง”
“สิบสอง”
“หนูหมายถึงสอง สอง”
คุณหมอหลุดขำ เ้าเด็กตัวนิ่มกำลังใบ้หวยเขาอยู่หรือเปล่า น่าจะหมายถึงยี่สิบสอง กระนั้นก็ยังดูเด็กเกินวัยอยู่ดี สงสัยว่าตนกำลังจะถูกหลอก
นอกจากนี้หากไม่คำนึงถึงอายุ เด็กตรงหน้าก็ดูท่าจะมีปัญหากับกระบวนการคิดซึ่งไม่สมวัย จะเรียกว่าวิกลจริตคงพูดได้ไม่เต็มปาก เอาเป็ว่าดูท่าทางไร้ความสามารถ ต้องมีผู้ปกครองคอยดูแล เขาทำอะไรลงไปแม้อีกฝ่ายสมยอม ก็ยังดูเห็นแก่ตัวอยู่ดี ในเมื่อเขานั้นมีสติเต็มร้อย รู้อะไรควรไม่ควร ศีลธรรมมันค้ำคอ ร่างหนาเลยถอนนิ้วออกจากช่องทางรักอีกฝ่าย
เ้าตัวเล็กตาแดงวาบขึ้นมา รู้ได้โดยสันชาตญาณว่าเหยื่อไม่ตกหลุมพลางอีกต่อไป มนตราที่ทุ่มเทไป ใช้ไม่ได้ผล
“ทำต่อนะ หนูขอ” อ้อนพร้อมฉุดมือของร่างหนาไว้ แถมยังส่ายก้นไปมาอีก
“ฉันขอโทษ” เอ่ยและลุกหนี
เ้าตัวน้อยถลาตามในท่าคลานสี่ขาอยู่บนเตียง ฐาก้าวเท้าห่างออกมา ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เสียงฝนตกกระทบหลังคายังคงดังสะท้อนเข้ามา แก้มก้นขาวเนียนโก่งส่ายดุ๊กดิ๊กล่อตา ทำท่าจะคลานเข้าหา พฤติกรรมคนตรงหน้าชวนให้คิดถึงแมว่ติดสัดอย่างไรอย่างนั้น ไม่รู้ว่าถูกเลี้ยงมากับแมวหรือเปล่า จึงลอกเลียนกันมา
“แต่งตัวให้ดีแล้วนอนบนเตียงนั่นแหละ” ส่วนเขาเข้าห้องน้ำและคงนั่งฟุบหลับที่โต๊ะรอเช้า พรุ่งนี้คงรู้ว่าเด็กช่างยั่วบนเตียงเป็ลูกเต้าเหล่าใคร
กระนั้นเลยใครอีกคนซึ่งมีปณิธานแรงกล้า หรือจะปล่อยเหยื่อหอมหวานให้รอดพ้นไปง่ายๆ มนตราคาถาไม่ได้ผล ยั่วยวนหรือก็ทำเต็มที่ เห็นทีมีแต่ต้องใช้กำลังกันเท่านั้น
คุณหมอฐาไม่คิดว่า ตัวขาวๆ แว้บเดียวจะะโเป็กระรอกบินเข้าหาเขา ทำเอาคนตัวโตอึ้งทึ่งหมดคำจะพูด เขาคว้ารับไว้ตามสัญชาตญาณ และเ้าตัวแสนวิกลนี่ก็เกาะเป็ลูกลิง เลียคาง ขบเบาๆ กระตุ้นอารมณ์กัน แน่นอนว่ามันได้ผล แต่ฐาไม่คิดจะทำ เขาตั้งใจจะวางร่างนวลไว้บนเตียง ทว่าพอถูกเกาะติดแน่น จึงล้มลงบนเตียงด้วยกัน
“ทำไมแรงเยอะขนาดนี้นะ” แรงเยอะไม่เข้ากับตัวสักนิด
สุดท้ายคุณหมอหนุ่มก็ต้องยอมแพ้ นอนมันด้วยกันบนเตียงนี่แหละ นึกถึงพรุ่งนี้เช้าคงเป็เื่ใหญ่น่าดู เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตกและหลับตาลง ท่องในใจ ยุบหนอ พองหนอ คุกหนอ
ร่างเล็กยุกยิกอย่างไม่ลดละความพยายาม แม้แรงจะเยอะสักแค่ไหน แต่พอมาอยู่ในท่าทางที่เป็รอง ก็ไม่อาจดื้อรั้นต่อไปได้อีก ร่างหนารวบกอดเ้าของกลิ่นหอมยวนใจแนบชิดจนจมอก ร่างนั้นดิ้นขลุกขลักอยู่พักใหญ่ก่อนจะหยุดไปเอง ในตอนนั้นฐาจึงเคลื่อนมือหนาลูบผมคลึงศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ ให้ผ่อนคลายลง ดูเหมือนพอจะได้ผลอยู่บ้าง ฝั่งนั้นนิ่งลงแล้ว
ตะวันเคลื่อนเดือนคล้อย กลุ่มเมฆหมอกหนาที่เคยบดบังแสงจันทร์อันตรธานหายไป เสียงฝนที่เคยตกกระทบหลังคาเองก็หยุดลง ดวงตาสีทองวาววับขึ้นมาก่อนรุ่งสาง พลันแสงสีทองก็เคลื่อนจากอ้อมแขนคุณหมอหนุ่มพุ่งทะลุผ่านประตูเข้าไปยังพงไพร
สำหรับคุณหมอ คืนนี้อาจเปรียบได้กับฝันตื่นหนึ่งเท่านั้นเอง
