42.ได้เห็นอยู่ไกลๆ
“ซื่อจื่อพ่ะย่ะค่ะอีกไม่นานก็จึงถึงแผ่นดินแคว้นฉีแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”จิ้งหรูองครักษ์คนสนิทที่ติดตามไปดูแลเสวี่ยซีชาง ทั้งยังเติบโตมาด้วยกันเอ่ยบอกเจ้านายตนเองเพื่อให้ทราบ
“อืม เช่นนั้นก็เตรียมตัวเถิด” ร่างสูงก้าวขายาวๆเพื่อเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เป็นเสื้อผ้าของคนแคว้นฉีทันทีโดยมีบ่าวรับใช้มาช่วยกันเปลี่ยนให้อย่างรวดเร็ว ปกติตอนอยู่แคว้นฉี เสวี่ยซีชางมักจะสวมผ้าคลุมตัวยาวที่มีหมวกเพื่อป้องกันผู้คนเห็นสีผมของตนเองแต่ครั้งนี้เขาไม่แม้แต่จะปิดบังสายตาใครทั้งยังเปิดเผยให้ผู้คนได้เห็นสีผมและสีตาของเขาอย่างชัดเจนอีกด้วย
‘มีอันใดต้องปิดบังกันในเมื่อสิ่งที่เขาเป็นไม่ใช่สิ่งที่ผิดอีกทั้งหากมีวาสนาได้เจอเด็กน้อยอีก นางจะได้จำเขาได้ง่ายขึ้นอย่างไร’
เมื่อเตรียมตัวเรียบร้อยเรือเข้าเทียบฝั่งท่าเรือเมืองโจวเจียงเรียบร้อยกลุ่มคนที่เดินลงจากเรือลงมาโดยผู้ที่เดินนำหน้าเป็นบุรุษที่โดดเด่นมีผมสีเงินอีกทั้งยังมีองครักษ์เดินตามมาไม่ต่ำกว่า20 คนเรียกสายตาของชาวเมืองที่อยู่บริเวณท่าเรือได้เป็นอย่างดี
“ถวายบังคมซื่อจื่อพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมเว่ยหลงได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องให้มาคุ้มกันซื่อจื่อขณะเดินทางกลับตำหนักหยกเหมันต์พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ซีชางเอ่ยเสียงนิ่งๆแววตาไร้อารมณ์ตอบพร้อมกับเริ่มเดินไปยังรถม้าคันหรูที่ถูกเตรียมมาทันที
อีกด้านหนึ่งวันนี้หมิงเยว่ขอตามท่านพ่อกับพี่ใหญ่มาที่ตลาดท่าเรือเพื่อพูดคุยเรื่องการลงชื่อจองเพื่อซื้อร้านค้าที่ทางการจะเปิดขายวันนี้คนจึงเยอะมากเพราะมีแต่คนสนใจ แต่ก็ต้องมีเงินทุนเยอะมากเช่นกันและเมื่อจัดการธุระเรียบร้อยแล้วหมิงเยว่จึงขอท่านพ่อมาเดินดูสินค้าต่างๆต่อเพื่อว่าจะเจอสิ่งใดน่าสนใจ
“เอ๋ เรือลำนั้นใหญ่มากๆ เลยนะพี่ผิงผิง”
“จริงด้วยเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่มากไม่เคยเห็นเรือลำใหญ่เพียงนี้มาก่อนเลยนะเจ้าค่ะ”
“อืม คงจะเป็นเรือของคหบดีของแคว้น ไม่ก็ขุนนางราชสำนัก”หมิงเยว่ตอบรับพร้อมกับคิดในใจว่าเรือของใครกันนะเมื่อมองจากจุดที่นางยืนอยู่นั้นเห็นคนเดินจากเรือขึ้นมาบนแผ่นดินกันเป็นขบวนเหมือนคอยอารักขาใครเลย
“หื้ม นั่นมัน ท่านเทพงดงามหรือไม่ ใช่หรือไม่นะ” ปากจิ้มลิ้มพึมพำเบาๆอยู่คนเดียว นางเห็นบุรุษผมสีเงินไม่ผิดแน่ แต่จะใช่เขาหรือเปล่าเพราะตอนนี้เมืองโจวเจียงเปิดการค้ากับชาวตาฟ้ามากขึ้นกว่าเดิมอีกดังนั้นจึงสามารถพบเห็นคนสีผมและสีตาประหลาดที่นี่ได้ไม่ยากนัก
แต่ถ้าจะพูดถึงผมสีเงินวาวแบบนี้ทั้งชีวิตที่อยู่ที่นี่เห็นทีนางก็เห็นว่ามีเพียงท่านเทพงดงามของนางเท่านั้นเองเพราะชาวตาฟ้าส่วนใหญ่ที่มาที่แค้วนฉีนั้นจะมีผมสีทองไม่ก็สีน้ำตาลเสียส่วนใหญ่
“อา แต่อยู่ไกลกันถึงเพียงนี้จะมองเห็นชัดๆ ได้อย่างไรกันเล่า”
หมิงเยว่มองคนกลุ่มนั้นเดินไปจนลับสายตาโดยที่คนร่างสูงโปร่งไม่ได้รับรู้เลยว่าสิ่งที่ตั้งใจว่าอยากให้สีผมตนเองสะดุดตาและให้เด็กน้อยจำเขาได้นั้นเป็นจริงแล้ว
“มีอันใดหรือเจ้าคะคุณหนู”ผิงผิงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นใบหน้าที่น่ารักนั้นทำหน้าเศร้าเสียดายอะไรบางอย่าง
“ไม่มีอันใดหรอก อาจจะไม่ใช่ก็ได้”เมื่อไม่มีของที่อยากได้หรือสนใจแล้วหมิงเยว่จึงชวนทุกคนกลับบ้านทันที
ยามห้าย (21.00-22.59)ร่างบอบบางนอนไม่หลับยังนั่งเท้าคางชมจันทร์อยู่ที่ริมหน้าต่างสายลมพัดเอื่อยๆ เบาสบาย ข้างกายมีผิงผิงนั่งอยู่ด้านข้างเป็นเพื่อน
“ไปนอนเถิดพี่ผิงผิงไม่ต้องมาอยู่เป็นเพื่อนข้าหรอก”
“แต่ว่า”
“เดี๋ยวข้าก็นอนแล้ว ไปเถิด”
“เจ้าค่ะคุณหนู” ผิงผิงเดินออกไปพร้อมทั้งปิดประตูให้เรียบร้อย
เมื่อได้อยู่ตามลำพังแล้วหมิงเยว่ยังวนเวียนคิดเรื่องเด็กผู้ชายผมสีเงินที่นางแอบเรียกเขาว่าเทพงดงามที่เคยเจอเมื่อครั้งยังเด็กไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมใบหน้านั้นถึงติดตรึงอยู่ในใจตลอดตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรกหรือเพราะได้สบตาคู่นั้น หรือเพราะเคยมอบด้ายถักสีแดงโชคดีเส้นนั้นให้กันนะ
“ท่านจะยังเก็บไว้อยู่หรือไม่นะ ด้ายถักเส้นนั้นน่ะ” ปากจิ้มลิ้มพึมพำเบาๆดวงตายังคงเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่เช่นนั้น
เช้าวันต่อมา…
“หืม จะไปไหว้พระขอพรเช่นนั้นหรือ” หมิงฮุ่ยแปลกใจที่อยู่ๆบุตรสาวก็อยากไปไหว้พระที่อารามจี๋ซิ่งอีกครั้งทั้งที่พึ่งจะไปมาเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง
“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ให้ลูกไปนะเจ้าคะลูกรู้สึกอยากไปไหว้พระที่อารามจี๋ซิ่งเพื่อเสริมสิริมงคลอีกเจ้าค่ะ”
“อืม ก็ได้อยู่หรอกแต่ช่วงนี้พ่อยังยุ่งเกี่ยวกับเรื่องร้านค้าที่ท่าเรือและเรื่องลงแปลงเพาะปลูกด้วยสิ”
“ไม่เป็นไรขอรับท่านพ่อ เช่นนั้นข้าจะพาน้องรองไปเอง” เสียงทุ้มนิ่งๆของหมิงเฟิงบอกกล่าวหมิงฮุ่ยขึ้นมา
“ข้าก็จะไปด้วยขอรับท่านพ่อ” หมิงชุนกล่าวขึ้น
“หลันเอ๋อร์ขอไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะพี่รอง”น้องสาวคนเล็กที่ติดพี่สาวอย่างหมิงเยว่ที่สุดเข้ามากอดแขนอย่างออดอ้อนขอไปด้วยทันที
“ไปได้สิจ๊ะ หลันเอ๋อร์ไปด้วยได้อยู่แล้ว” หมิงเยว่บีบจมูกน้อยๆของน้องสาวคนเล็กอย่างเอ็นดูทันที
“เยว่เยว่คิดว่าจะไปชวนเสี่ยวเหมยด้วยเจ้าค่ะจะพาไปขอพรเรื่องความรักเสียหน่อย” หมิงเยว่เอ่ยไปก็แอบเหล่ตามองคนแถวนี้ไปด้วย
“ขอพรเรื่องความรัก เสี่ยวเหมยน่ะหรือ” ฟางจิงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสนใจ
“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ดูเหมือนท่านลุงโจวกับท่านป้าถงเหยียนจะอยากให้เสี่ยวเหมยหมั้นหมายได้แล้ว แต่เสี่ยวเหมยก็อยากหมั้นหมายและแต่งให้คนที่รักน่ะเจ้าค่ะ ตอนนี้ดูเหมือนจะมีบุรุษในใจอยู่ผู้หนึ่งนะเจ้าคะแต่เห็นว่ายังไม่คืบหน้าเสียทีข้าเลยว่าจะพาไปข้อพรที่อารามจะได้โชคดีในเรื่องความรัก”
หมิงเยว่พยายามพูดเสียงให้ดังฟังให้ชัดเพื่อให้คนใกล้ๆได้ยินอย่างชัดเจนที่สุด แต่ก็ดูจะไร้ผลเพราะคนที่ตั้งใจให้ได้ยินยังคงนิ่งเฉยไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองนอกจากนั่งฟังเฉยๆเพียงเท่านั้น
“เช่นนั้นก็เอาคนไปให้มากหน่อยเถิด แล้วจะไปวันไหนกันเล่า”
“อีกสัก 3 วันค่อยไปเจ้าค่ะ รอเสี่ยวเหมยก่อนช่วงนี้นางก็ยุ่งเรื่องกิจการเหลาอาหารอยู่ แล้วข้าก็อยากจะจัดการเรื่องลงแปลงปลูกเฉ่าเหมยรอบนี้ให้เสร็จก่อนด้วยเจ้าค่ะ”เสียงหวานๆ ยังคงพูดคุยกับท่านพ่อท่านแม่ไปเรื่อยๆ ไม่หยุด
โดยไม่สนใจพี่ชายที่แสนเฉยชาของตนเองอีกแล้ว เย็นชาเข้าไปเถิดนิ่งเฉยเข้าไปเถิด หากสหายนางตัดใจไม่เหลียวแลแล้วหมั้นหมายตบแต่งให้ผู้อื่นไปเมื่อไหร่จะสมน้ำหน้าให้ดูแต่หมิงเยว่หารู้ไม่ว่าภายนอกที่ดูเฉยชานิ่งเฉยของพี่ชายตนเองนั้นภายในใจลุกโหมร้อนดังไฟเผาไหม้มากมายสุมเข้ากลางอกแล้วในยามนี้…..