โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 69 ความคิดที่แยกออกเป็นสองส่วน

    บทที่ 69 ความคิดที่แยกออกเป็นสองส่วน  

     

     

     

    [สมาธิคู่ขนาน เลเวล 10]

     

    ทันทีที่ทักษะทำงานโลกทั้งใบก็เปลี่ยนไปในพริบตา แสงสีรอบตัวถูกลบเลือนจนกลายเป็นภาพขาวดำความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทุกสิ่ง และไม่นานภาพที่อยู่ตรงหน้าก็ฉีกแยกออกเป็นสองส่วน!

     

    ภาพแรกยังคงเป็นโลกภายนอกที่มองผ่านดวงตาตามปกติทุ่งหญ้าเขียวขจี สายลมพัดเอื่อย และท้องฟ้าที่มีดวงอาทิตย์ฉายแสง

     

    ทว่าในเวลาเดียวกันอีกส่วนกลับจมดิ่งลงสู่ภาพนามธรรมของกระแสมานาที่กำลังไหลเวียนอยู่ในกาย

     

    ผมสัมผัสถึงมันได้แจ่มชัดยิ่งกว่าตอนเพ่งสมาธิปกติเสียอีกทิศทางการไหลเวียน มัดกล้ามเนื้อ หรือแม้แต่รอยบอบช้ำภายในร่าง ล้วนผุดขึ้นมาในหัวของผมทั้งหมด

     

    ทั้งโลกภายนอกและโครงสร้างภายในทุกอย่างถูกวิเคราะห์ไปพร้อมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

     

    บ้าเอ๊ย!

     

    มันทรงพลังจนผมขนลุกซู่ไปทั้งตัวนี่มันไม่ใช่แค่การจดจ่อสองสิ่งพร้อมกันแล้วแต่มันคือการแยกจิตวิญญาณออกเป็นสองตนในร่างเดียวชัดๆ!

     

    ทว่าหลังจากเข้าสู่สมาธิคู่ขนานได้ไม่ถึงนาทีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็จู่โจมผมโดยไม่ทันตั้งตัว

     

    มันเริ่มปวดร้าวลึกจากท้ายทอยลามขึ้นมาที่ขมับก่อนจะแทงทะลุเข้ากระบอกตาทั้งสองข้าง และเพียงไม่กี่อึดใจความเจ็บปวดก็ระเบิดกระจายไปทั่วทั้งหัว ราวกับมีมือยักษ์กำลังบีบขยี้กะโหลกของผมให้แหลกคามือ!

     

    แม้ทักษะสมาธิเลเวล 10จะพยายามทำหน้าที่ของมันด้วยการสะกดความเจ็บปวดเอาไว้แต่ขีดจำกัดของร่างกายกลับส่งสัญญาณเตือนว่าเริ่มรับมือไม่ไหวแล้ว

     

    ภาพตรงหน้าพร่ามัวลงพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลพรากออกมาแม้แต่มุมปากก็เริ่มมีน้ำลายไหลเยิ้มออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

     

    เมื่อรู้ว่าฝืนต่อไปไม่ได้ผมจึงตัดสินใจยุติทักษะสมาธิคู่ขนานลงทันทีแล้วถอยกลับมาคงเหลือไว้เพียงสมาธิเลเวล 10เพื่อยับยั้งความเจ็บปวดรุนแรงที่ยังคงเล่นงานสมองของผม

     

    ผมยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาออกก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับกระแสอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาคงที่

     

    แค่ใช้ไปไม่กี่วินาทีกลับเล่นเอาแทบสลบดูเหมือนว่าสมองของผมในตอนนี้จะยังไม่พร้อมรองรับการประมวลผลที่หนักหน่วงขนาดนี้

     

    แต่ถึงอย่างนั้น รอยยิ้มบางๆ กลับค่อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าของผม

     

    เพราะผมรู้ดีว่า ถ้าวันไหนที่สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์แบบเจ้าสมาธิคู่ขนานนี้ จะกลายเป็นอาวุธที่โกงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

     

    หลังจากนั่งพักนิ่งๆ อยู่ครู่ใหญ่อาการปวดหัวตุบๆ ก็เริ่มทุเลาลงงานนี้คงต้องขอบคุณตัวเองที่ยอมเฉือนแต้มไปลงกับค่าสถานะความทนทาน ไว้ก่อนหน้านี้เพราะมันช่วยได้มากทีเดียว

     

    เมื่ออาการเริ่มคงที่ ผมก็ค่อยๆถอนตัวออกจากสมาธิชั้นลึก พลางสะบัดความคิดเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมาตรงหน้าเพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงและทักษะทั้งหมดที่ได้รับมาจากการเลือกอาชีพในครั้งนี้

     

    [ชื่อ: เนเทล วิน]

     

    ระดับความยาก: นรก

     

    ชั้น: 2 อาณาจักรผสานมานา

     

    เวลาที่เหลือก่อนถูกบังคับส่งกลับ: 4 ปี334 วัน 21 ชั่วโมง 36 นาที 02 วินาที

     

    ลักษณะเฉพาะ (1/3): วงจรมานา (ติดตัว)

     

    เลเวล: 24

     

    ความแข็งแกร่ง: 13

     

    ความว่องไว: 12

     

    ความทนทาน: 38

     

    มานา: 62

     

    อาชีพหลัก: ผู้ถ่ายเทมานา

     

    อาชีพรอง: ยังไม่เปิดใช้งาน

     

    ทักษะใช้งาน: สมาธิ (สมาธิคู่ขนาน) -เลเวล 10

     

    การควบคุมมานา - เลเวล 10

     

    การรับรู้มานา - เลเวล 9

     

    การสั่นพ้อง - เลเวล 6

     

    การจัดสรรพลังงานจลน์ - เลเวล 8

     

    อาวุธมานา - เลเวล 3

     

    มานาปะทุ - เลเวล 1

     

    ทักษะติดตัว: กระแสมานา (หายาก)

     

    [แต้มทักษะ: 1]

     

    [แต้มสถานะ: 0]

     

    ตอนนี้ทักษะใหม่ถูกอัปเดตลงในหน้าต่างสถานะเรียบร้อยแล้วผมมองดูสมาธิคู่ขนาน และกระแสมานา พลางหวังลึกๆว่าพวกมันจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผมมากกว่าเดิม

     

    หลังตรวจสอบค่าสถานะจนครบถ้วน ผมก็เปิดไปดูหมวดถัดไปทันทีเพราะอยากรู้ว่าไอ้ระบบเฮงซวยนี่มันเตรียมเควสบ้าบออะไรไว้ต้อนรับพวกเราในชั้นที่2 นี้บ้าง

     

    แต่ทันทีที่รายละเอียดของเควสปรากฏขึ้นคิ้วของผมก็ขมวดเข้าหากันแน่น!

     

    [เควสหลักประจำชั้น:ร่วมเป็นสักขีพยานในวันสิ้นโลก]

     

    รางวัล: โทเคนอัปเกรดทักษะ,แต้มสถานะ 20 แต้ม, เพิ่มขีดจำกัดเวลาใช้งานคอมมูนิตี้ต่อวัน,โทเคนเปลี่ยนระดับความยากของบททดสอบ

     

    [เควสรอง: บรรลุเลเวล 50]

     

    รางวัล: โทเคนเสริมแกร่งลักษณะเฉพาะ

     

    "วันสิ้นโลกบ้าบออะไรของมันเนี่ย?!"

     

    ผมอดสบถออกมาไม่ได้

     

    รางวัลล่อใจก็จริงแต่เนื้อหาเควสมันหลุดโลกเกินไป คำว่าวันสิ้นโลก มันหมายถึงมหันตภัยที่ดวงดาวดับสูญไม่ใช่หรือไง?

     

    แล้วการสั่งให้ไปร่วมเป็นสักขีพยาน มันต่างอะไรกับการส่งไปตายเขียนตรงๆ ว่าเควสบังคับตาย ยังจะดีกว่า ไม่เห็นต้องใช้คำหรูหราให้เสียเวลาเลย

     

    ไอ้ระบบเวรนี่มันต้องการอะไรกันแน่?

     

    ก่อนที่อารมณ์จะเตลิดผมรีบเปิดใช้งานทักษะสมาธิชั้นลึกเพื่อดึงสติและสะกดความเกรี้ยวกราดลงทันควันจากนั้นจึงเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลอย่างใจเย็น

     

    ผมเชื่อว่าถ้านี่เป็นภารกิจที่ไม่มีทางสำเร็จระบบคงไม่ตั้งมันเป็นเควสหลัก แม้การเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกจะฟังดูสิ้นหวังแต่บางทีมันอาจมีกลไกซ่อนเร้น ที่ช่วยให้รอดไปได้เหมือนอย่างเครื่องรางเรียกหมีเถ้าถ่านในชั้นก่อน

     

    ฉะนั้นหลังจากนี้ผมจะประมาทไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียวคงต้องรอบคอบ และคอยสังเกตทุกอย่างรอบตัวให้ดีที่สุด

     

    เมื่อจิตใจกลับมานิ่งสงบผมก็เลื่อนหน้าจอลงเพื่อตรวจสอบรายการที่เหลือ

     

    รางวัลอื่นดูดีทีเดียวแต่ไม่มีอันไหนสะดุดตาเท่าโทเคนเปลี่ยนระดับความยากของบททดสอบ สิ่งนี้มันคืออะไรกันแน่?

     

    มันอาจจะช่วยให้ผมเปลี่ยนจากระดับนรก ไปเป็นระดับง่ายเพื่อเอาตัวรอด หรือในทางกลับกันมันอาจมีไว้ใช้ลากพวกระดับง่ายลงมาจมกองเลือดในระดับนรกนี้ก็เป็นได้

     

    หืม...ถ้าเป็นอย่างหลังก็น่าสนใจไม่เลวแฮะ แต่คิดไปตอนนี้ก็คงยังไม่ได้คำตอบอยู่ดี

     

    ส่วนเควสรองที่สั่งให้บรรลุเลเวล 50แม้เป้าหมายจะดูห่างไกล แต่ของรางวัลอย่างโทเคนเสริมแกร่งลักษณะเฉพาะกลับเย้ายวนใจไม่เบา

     

    ผมพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะปิดหน้าต่างระบบลงแล้วเบนสายตามองสำรวจไปรอบตัว

     

    ห่างออกไปไม่ไกลนักผมเห็นลิลลี่นั่งแยกตัวอยู่คนเดียว โดยมีเจ้าบิสกิตคอยวิ่งวนเวียนอยู่รอบๆพลางส่งเสียงเห่าเบาๆ

     

    ดูเหมือนเจ้าหมาจอมกะล่อนตัวนี้กำลังงัดทุกกลเม็ดเด็ดพรายทั้งการโบกสะบัดรยางค์มานาข่มขู่ไปจนถึงการส่งสายตาอ้อนวอนสุดชีวิตเพื่อตื๊อขอของกินจากเธอให้ได้

     

    "เจ้าจอมตะกละเอ้ย"

     

    ผมบ่นพึมพำพลางยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้าไปหาหวังจะช่วยดึงเจ้าตัวแสบออกห่างจากลิลลี่ที่กำลังทำตัวไม่ถูก

     

    เธอพยายามล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อควานหาอะไรบางอย่างให้มันแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีอะไรที่พอจะใช้เป็นอาหารได้เลย

     

    เจ้าคอร์กี้เห็นท่าไม่ดีจึงเริ่มครางหงิงๆทำหน้าละห้อยไม่ยอมเลิกรา

     

    "บิสกิต!มานี่เลยเจ้าหมูอ้วนจอมตะกละ"

     

    ผมส่งเสียงเรียกพลางหย่อนตัวลงนั่งข้างลิลลี่

     

    เจ้าหมาหันขวับมามองผมทันทีมันแสร้งทำตาละห้อยใส่ผมอีกรอบ พร้อมกับกระแสโทรจิตที่เด้งเข้ามาในหัวสั้นๆ

     

    (อาหาร!)

     

    ผมลูบหัวมันเบาๆก่อนจะใช้นิ้วดีดจมูกที่กำลังดมฟุดฟิดนั่นไปทีหนึ่ง

     

    "ตอนนี้ไม่มีใครมีของกินให้แกหรอกไว้หลังจากนี้จะไปหามาให้"

     

    มันทำหน้าผิดหวังซ้ำสองแต่สุดท้ายก็ยอมสงบลงดูทรงแล้วเจ้าหมาตัวนี้คงตระเวนไปเดินสายขออาหารจากคนอื่นมาจนครบทุกคนแล้วแน่ๆพอไม่มีใครให้ มันถึงได้ยอมถอดใจง่ายๆ แบบนี้

     

    "เอาน่า เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว"

     

    ผมปลอบพลางลูบหัวมันอีกครั้งเจ้าบิสกิตครางหงิงๆก่อนจะทิ้งตัวนอนหมอบลงข้างขาผมแล้วพ่นลมหายใจออกทางจมูกยาวเหยียด

     

    ผมได้แต่ส่ายหัว ตอนนี้แม้ตัวผมจะพอเดินเหินได้แต่จะให้ไปสำรวจหาอาหารคงจะลำบาก ส่วนคนอื่นๆ ก็คงกำลังเคร่งเครียดกับข้อมูลของชั้นที่2 ที่ประเดประดังเข้ามาจนหัวหมุน

     

    คงต้องให้เวลาทุกคนได้ตั้งสติ และปรับตัวกันอีกสักพักใหญ่ๆก่อนที่พวกเราจะเริ่มออกเดินเท้าเพื่อสำรวจหาแหล่งน้ำและเสบียงในดินแดนแห่งนี้

     

    ผมละมือออกจากหัวของเจ้าบิสกิตแล้วเบนสายตามองลิลลี่ใบหน้าของเธอยังคงดูว่างเปล่าและซูบซีดจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาเนิ่นนาน

     

    "อาจจะต้องรออีกสักหน่อยนะ...กว่ามานาของฉันจะฟื้นคืนกลับมา"

     

    เธอเอ่ยทำลายความเงียบพยายามฝืนยิ้มให้ผมอย่างยากลำบาก

     

    ผมส่ายหัวเบาๆแทนคำตอบพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ

     

    ความรู้สึกผิด ความโศกเศร้าและความโดดเดี่ยวกำลังสะท้อนออกมาจากแววตาคู่นั้น

     

    ตะกอนอารมณ์อันหลากหลายเหล่านั้น มันทำให้เธอดูเปราะบางราวกับเศษแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

     

    ผมรู้ดีว่าตัวเองในตอนนี้คงช่วยเยียวยาอะไรเธอไม่ได้มากนักแต่ในฐานะเพื่อนร่วมทีมผมก็ควรจะทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบแทนความช่วยเหลือของเธอที่ผ่านมา

     

    "ลิลลี่"

     

    ผมเรียกเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงแต่สายตายังคงไม่ละไปไหน

     

    "ถ้ามีอะไรที่อยากระบาย...ระบายมันออกมาเถอะ ฉันจะรับฟังเธอเอง"

     

    ลิลลี่ชะงักไปด้วยความประหลาดใจแววตาของเธอสั่นไหว และเต็มไปด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะพยายามส่ายหัวปฏิเสธ

     

    "ฉันไม่เป็น..."

     

    ทว่ายังไม่ทันสิ้นประโยคเสียงของเธอก็ตีบตันและขาดห้วงไปอย่างกะทันหัน

     

    หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงเผาะตามมาด้วยเสียงสะอื้นไห้ที่ไม่อาจกักเก็บได้อีกต่อไป

     

    ลิลลี่ก้มหน้าลงก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทามาจับชายเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งของผมไว้แน่นเธอโน้มตัวลงมาจนหน้าผากชิดกับแผ่นอกของผมแล้วระเบิดเสียงร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดกลั้น

     

    ผมทำอะไรไม่ถูกชั่วขณะสุดท้ายจึงทำได้เพียงยกมือขวาขึ้น ค่อยๆ ลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นสะท้านของเธอเบาๆ

     

    ผมกับเธอนั้นแตกต่างกันมาก เดิมทีผมก็เติบโตมากับความโดดเดี่ยวอยู่แล้วยิ่งทักษะสมาธิพัฒนาขึ้นมันก็ยิ่งทำหน้าที่กัดกร่อนและเจือจางความรู้สึกนึกคิดของผมให้ด้านชาลงไปเรื่อยๆ

     

    ความตายของเควินหรือความยากลำบากเจียนตายที่ผ่านมาแทบไม่ได้หลงเหลือตะกอนอารมณ์ใดๆ ไว้ในใจผมเลยมันเป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำหน้าหนึ่งที่รู้ว่าเคยผ่านมันมา ก็แค่นั้น

     

    ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่สามารถหาคำปลอบโยนที่จริงใจให้เธอได้และสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันก็แค่การเสแสร้งแสดงความเห็นใจเท่านั้น

     

    ใช่... ความอ่อนโยนของผมมันคือของปลอม

     

    แต่มันจะสำคัญอะไรล่ะ?

     

    ในเมื่อหน้ากากชิ้นนี้มันช่วยประคับประคองให้เธอมีแรงก้าวเดินต่อไปได้...แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน