นางร้ายถูกเนรทศกับระบบร้านค้าความดี

    บทที่ 33 แต้มความดีหมื่นแต้ม  

    บทที่ 33

    แต้มความดีหมื่นแต้ม
     

    แสงจากตะเกียงสลัวๆ แม่ทับหนุ่มนั่งมองรายงานที่คนสนิทของตนเองส่งมาให้ หวงเจียวลู่แววตาเรียบเฉยมองตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ 

     

    สือหยางยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทางองอาจกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ จะเอาอย่างไรต่อดีขอรับท่านแม่ทัพ? ”

     

    “ หมายถึงเรื่องอะไร? ”

     

    “ มือสังหารผู้นั้นหรือว่าเรื่องของคุณหนูตระกูลซู ” หวงเจียวลู่บนใบหน้ากำลังครุ่นคิด

     

    “ ทั้งสองเรื่องขอรับ ”

     

    “ มือสังหารผู้นั้นโดนพวกเราทรมานจนพวกมันคลายความลับออกมาหมดแล้ว และรายงานที่อยู่ด้านหน้านั่นก็คือคำสารภาพของมัน”

     

    “ มันโดนจ้างวานมาจากคนตระกูลซูที่เมืองหลวง ต้องการให้สังหารคุณหนูตระกูลซู ส่วนเรื่องความเป็นมาหรือว่าพวกมันอยากจะสังหารญาติของตนไปทำอะไรมือสังหารพวกนั้นก็ไม่ร่วง ”

     

    “ พวกมันเป็นเพียงแค่มือสังหารรับจ้างที่รับงานมาเท่านั้น เพราะแบบนั้นจึงสามารถเรียกเน้นข้อมูลออกมาได้เพียงแค่นี้ ”

     

    หวงเจียวลู่พยักหน้า “ คนตระกูลซูลอบสังหารคุณหนูที่โดนเนรเทศ? จะว่าเรื่องนี้เป็นบทที่ใช้ได้หรือไม่ ”

     

    “ ท่านแม่ทัพเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆขอรับ นางโดนลอบสังหาร นั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา แต่ว่านางอยู่กับท่านจึงทำให้ท่านเกิดได้รับบาดเจ็บ ”

     

    “ ถ้ามือสังหารพวกนั้นสามารถสังหารท่านได้มันจะเกิดกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่ข้าพยายามจะสื่อก็คือท่านแม่ทัพควรจะออกห่างคุณหนูซู ” สือหยางเตือนด้วยความหวังดี

     

    ในมุมมองของมันแล้วความปลอดภัยของแม่ทัพมาเป็นอันดับแรก ส่วนคนอื่นๆมันไม่ได้สนใจความปลอดภัหรือแม้แต่น้อย

     

    คุณหนูตระกูลซูผู้นั้นแม้จะเป็นคนมีจิตใจดี แต่ถ้ามีเหตุการณ์ลอบสังหารเกิดขึ้นย่อมเป็นเรื่องของคนสองคน

     

    “ มือสังหารฝีมือต่ำต้อยพวกนั้นอย่างงั้นหรือ เจ้าคิดว่าที่ผ่านมาเกือบสิบปีทั้งตอนที่อยู่ภายในเมืองหลวงและตอนที่อยู่สถานที่แห่งนี้ ข้าพบเจอพวกมือสังหารมากมายขนาดไหน ”

     

    “ ประธานพวกนั้น ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ”

     

    “ ท่านแม่ทัพพูดแบบนั้นหมายความว่าท่านจะเข้าไปช่วยนางจากการลอบสังหารของตระกูลซูงั้นรึขอรับ ” สือหยางใบหน้านิ่งเฉยถามแม่ทัพหนุ่มกลับไป

     

    หวงเจียวลู่แสดงร้อยยิ้มที่มุมปาก วางแผ่นกระดาษในมือของตนเองลง “ อ้าวล่ะข้าจะเดินทางเข้าไปภายในเมืองสักหน่อย  ”

     

    “ พวกเจ้าคุ้มกันอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ ส่วนมือสังหารผู้นั้นถึงแม้ว่าจะปล่อยมันกลับไปมันก็คงโดนสังหารตายอยู่ดี”

     

    “ สังหารมันซะ ” หวงเจียวลู่แสดงใบหน้าจริงจัง

     

    มือสังหารผู้นั้นทำงานผิดพลาด ถ้าปล่อยตัวมันกลับไปแน่นอนว่ามันเองก็คงจะต้องโดนสังหารตายอยู่ดี

     

    เพราะแบบนั้นให้มันโดนสังหารตายภายในสถานที่แห่งนี้น่าจะสบายกับมันมากกว่า นี่คือความปรานีที่หวงเจียวลู่มอบให้กับมือสังหารผู้นั้น

     

    …

     

    ซูฉีนั่งอยู่ภายในบ้าน ในยามนี้ท้องนภาด้านนอกนั้นมืดมิด เพราะว่าโรงสุราต้องปิดชั่วขณะเลยทำให้นางนั้นว่างงาน

     

    ยามนี้นั่งอยู่ภายในบ้านกำลังนั่งสมาธิอยู่ นางเข้าไปอยู่ภายในห้วงภวังค์สมาธิของตนเอง 

     

    [ ปลดล็อคกระเป๋ามิติระดับสอง ]

     

    [ กระเป๋ามิติของท่านสามารถรับน้ำหนักได้ห้าสิบกิโล ]

     

    [ แต้มความดีคงเหลือสามร้อยแต้ม ]

     

    ร่างจิตของซูฉียืนอยู่ท่ามกลางความมืด ด้านหน้าคือตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นมา ในตอนนี้หลังจากเก็บรวบรวมแต้มความดี นางได้ปลดล็อคกระเป๋ามิติระดับสองเรียบร้อยแล้ว

     

    มันเป็นของที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก แน่นอนว่าใช้งานได้หลากหลายอย่าง นางสามารถเรียกของที่เก็บอยู่ภายในนั้น แถมมันยังปลอดภัย ทำไมต้องกลัวว่าจะถูกขโมยหรือกลัวว่าผู้ใดจะมองเห็น

     

    “ สำเร็จปลดล็อคระดับสองแล้วน้ำหนักเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว ในตอนนี้โรงสุราคงต้องปิดไปชั่วขณะ”

     

    “ แล้วจะทำอะไรดีล่ะที่ดินอย่างงั้นหรอ? ” นางก้มหน้าคิด

     

    เป็นช่วงเวลายามว่างในขณะที่โรงสุรานั้นปิด ซูฉีมีความคิดว่าตนเองอาจจะใช้เวลาว่างในส่วนนี้ไปหาเงิน นางมีที่ดินอยู่หนึ่งพื้นที่ได้มาจากการซื้อขาย

     

    แต่นางกำลังคิดไม่ตกว่าจะนำเอาที่ดินผืนนั้นไปทำอะไรดี 

     

    [ ฟังก์ชั่นใหม่ปรากฏ ]

     

    [ ระบบร้านค้า ]

     

    [ ท่านต้องการปลดล็อกระบบร้านค้าจำเป็นจะต้องใช้แต้มความดีหนึ่งหมื่นแต้ม ]

     

    เห็นข้อความที่อยู่เบื้องหน้า ซูฉีได้แต่อ้าปากค้างแสดงแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง นี่มันบ้าไปแล้วหนึ่งหมื่นแต้ม

     

    นางจำเป็นจะต้องใช้งานพวกแต้มความดีในการแปรเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณ เพื่อใช้พลังวิญญาณพวกนั้นในการหาเงิน

     

    ถึงแม้ว่าจะมีแต้มความดีที่ได้จากบ่อน้ำ แต่ในบ่อน้ำแต่ละวันนางก็ได้แต้มความดีเพียงแค่ประมาณสามถึงสี่ร้อยแต้มความดี

     

    ถ้าเกิดว่าหักลบจากการที่นางใช้แต้มความดีในการเปลี่ยนเป็นพลัง นางจะเหลือแต้มความดีต่อวันเพียงแค่ประมาณหนึ่งร้อยเท่านั้น

     

    ขนาดการพัฒนากระเป๋าเป็นระดับสองนางยังต้องใช้เวลาเก็บนับสิบวัน แต่ในตอนนี้แต้มเบื้องหน้ามันหนึ่งหมื่นแต้ม

     

    มันน่าตกตะลึงจนนางพูดไม่ออก แต่ในขณะที่ซูฉีกำลังขบขันอยู่ภายในห้วงภวังค์ เสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านนอก

     

    ตรึง!!! ซูฉีได้ยินเสียงนั้นนางหลุดออกมาจากห้วงภวังค์ 

     

    ดวงตาทั้งสองข้างเปิดขึ้น นางกวาดมองรอบๆร่างกาย แสงไฟสลัวๆภายในห้องนอน เสียงปริศนาที่ดังขึ้นจากด้านนอกยามมืดมิด “ เสียงอะไรกันเหมือนใครกำลังทุบประตู? ”

     

    นางตั้งข้อสงสัยนางมั่นใจว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงทุกประตูอย่างแน่นอน ลี่ถังนอนอยู่ค่อยๆลุกขึ้นด้วยท่าทางงัวเงีย

     

    “ มีอะไรกันเจ้าคะ? เสียงผู้ใดกำลังทุบประตู? ” นางแสดงท่าทางงัวเงีย ในตอนนี้หนึ่งนายหนึ่งบ่าวพากันมองหน้าอย่างสงสัย

     

    พวกนางรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในช่วงยามวิกาลเช่นนี้ผู้ใดจะมาเคาะบ้านของนาง

     

    เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีทางว่าจะเงียบลง ปั้ง!!! ปั้ง!!! ปั้ง!!! ปั้ง!!! ปั้ง!!! ปั้ง!!!

     

    ซูฉีขมวดคิ้วเข้าหากัน นางค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง ใช้แววตาของตนมองผ่านรอดรูเล็กๆที่ปรากฎอยู่ออกไปด้านนอก 

     

    เมื่อใช้ดวงตามองผ่านหลอดเล็กๆออกไป สิ่งที่นางพบเห็นคือชายฉกรรจ์หลายคนที่ยืนอยู่ พวกมันกำลังทุบประตูบ้านนาง

     

    คนพวกนั้นพยายามพังเข้ามา แต่ว่าพวกมันไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกลไกที่ซูฉีลงเอาไว้จากการใช้พลังวิญญาณ 

     

    “ คนพวกนั้นมันอะไรกัน… ” นางแสดงใบหน้าสับสนเมื่อเห็นพวกบุรุษร่างกายกำยำจำนวนมากยืนอยู่ด้านหน้า

     

    พวกมันปรากฏกายออกมาในยามราตรีเช่นนี้ บ่งบอกว่าจุดประสงค์ของพวกมันคงจะไม่ใช่การเดินทางมาด้วยเจตนาดีอย่างแน่นอน

     

    เสียงทุบยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนพวกนั้นพยายามพังเข้ามาด้านใน ถ้าเกิดว่าไม่มีกลไกที่นางสร้างขึ้นมาด้วยพลังวิญญาณ  ป่านนี้คนพวกนั้นคงจะพังเข้ามาได้แล้ว

     

    ซูฉีตกอยู่ในความวิตก นางไม่รู้ว่าจะให้สถานการณ์แบบนี้นางควรจะทำอย่างไร 

     

    ลี่ถังเดินออกมาหาคุณหนูที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าประตูแต่ไม่เปิดออกไป ซูฉียกนิ้วมือของตนเองขึ้นพยายามห้ามปากลี่ถังเอาไว้ “ อย่าส่งเสียง… ”

     

    ‘ เอาอย่างไรดีซูฉี ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ถ้าเกิดว่าไม่ทำอะไรสักอย่างคนพวกนั้นคงจะหาวิธีพังเข้ามาได้อย่างแน่นอน’

     

    ‘ แต่ว่าพวกมันเป็นใครกันหรือว่าจะเป็นโจร? ’

     

    นางแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย หลังจากที่นางครุ่นคิดอยู่สักพักอยู่ๆเสียงทุบประตูมันก็เงียบสงัดลง

     

    ซูฉีแสดงใบหน้าฉงน นางยื่นหน้าออกไปใช้แววตามองผ่านรูเล็กๆตามล่องไม้ เมื่อมองไปกลับไม่พบเห็นพวกกลุ่มชายฉกรรจ์พวกนั้นแล้ว 

     

    หลังจากเสียงนั้นเงียบไปซักพัก มันก็มีเสียงที่ดังมากกว่าก่อนหน้านี้ดังขึ้น ตูม!!! ซูฉีสะดุ้งหันไปมองด้านหลังพบเห็นหน้าต่างของนางโดนพังเข้ามา “ แย่แล้วประตูกั้นไว้แต่หน้าต่าง… ”

     

    กลุ่มชายฉกรรจ์ห้าถึงหกคนลอดเข้ามาจากทางหน้าต่าง พวกมันมายืนเผชิญหน้ากับซูฉี

     

    จบบท