หลังจากฉู่ลี่และติงเสี่ยนจากไปมู่อวิ๋นจิ่นจึงเดินลงจากภูเขา
นี่เป็นครั้งแรกที่มู่อวิ๋นจิ่นสัมผัสได้ถึงมองจางๆ ที่ขวางกั้นทางเดินเอาไว้
พอใคร่ครวญถึงการเดินขึ้นภูเขากับฉู่ลี่ที่มีสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเมื่อครู่มู่อวิ๋นจิ่นจึงเข้าใจในทันทีว่า ภูเขาลูกนี้มีฉู่ลี่เป็นเจ้าของ
ตอนนี้ภูเขาลูกนี้ถูกปิดด้วยกลไกบางอย่างนอกจากฉู่ลี่แล้ว ไม่มีใครอื่นที่จะเข้าไปด้านในได้
พอคิดมาถึงจุดนี้มู่อวิ๋นจิ่นก็แอบต่อว่าฉู่ลี่ในใจขึ้นมาเจ้าคนบ้าอำนาจ! แม้แต่ภูเขาลูกนี้ยังต้องเอามาเป็นเจ้าของ
…
พอมู่อวิ๋นจิ่นเดินกลับมาจนถึงตลาดเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงอู่สือซึ่งเป็นช่วงที่ถนนหลักในเมืองธารรัตติกรมีผู้คนคึกคักมากที่สุด
ตลอดทางนั้นมู่อวิ๋นจิ่นเดินแวะร้านเล็กร้านน้อยตลอดปิ่นและผ้าไหมที่ทำจากฝีมือ ล้วนประณีตกว่าร้านตามตลาดที่เมืองเตี๋ยฮวาเสียอีก
ถึงแม้มู่อวิ๋นจิ่นไม่ค่อยชอบการแต่งตัวเท่าไหร่นักทว่าเมื่อเห็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อยพวกนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะซื้อติดไม้ติดมือกลับไป
เมื่อเทียบเมืองธารรัตติกรกับเมืองเตี๋ยฮวาแล้วนางรู้สึกชอบใจเมืองธารรัตติกรมากกว่า
…
“ชนะได้! ได้รับชัยชนะแล้ว!วันนี้ท่านแม่ทัพฉินกับคุณหนูฉินบุกยึดได้ถึงสองเมืองวันพรุ่งนี้จะนำทัพกลับมาแล้ว”
ผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ในตลาดต่างส่งเสียงร้องกึกก้องแสดงความดีอกดีใจ
“ท่านแม่ทัพฉินกับคุณหนูฉินเดินทางทำศึกเป็นครั้งแรกและยังได้รับชัยชนะนับเป็นความสุขของอาณาจักรซีหยวนของพวกเรา”
“ถูกต้องแล้ว ตระกูลฉินถือเป็นตระกูลแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่นึกไม่ถึงว่าคุณหนูฉินผู้นี้ แม้จะเป็นอิสตรีก็ยังมีความหาญกล้าไม่แพ้บุรุษ”
“ไม่ผิดแม้แต่น้อย รอให้ท่านแม่ทัพฉินกับคุณหนูฉินนำทัพกลับมาเมืองเตี๋ยฮวาต้องมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่ยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลอง”
เมื่อได้ยินเสียงแซ่ซ้องยินดีชมมิขาดปากจากผู้คนในเมืองมู่อวิ๋นจิ่นที่มักได้ยินชื่อ “ฉินมู่เย่” อยู่บ่อยครั้ง ก็พลันเกิดความสงสัยในตัวนางอยู่ไม่น้อย
ทว่าหากคุณหนูฉินผู้นี้กลับมาแล้วเกรงว่าชีวิตของนางอาจไม่สงบสุขดังเดิม
พอนึกถึงเรื่องในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงจนจิตใจของมู่อวิ๋นจิ่นก็ว้าวุ่นนางจึงเลือกที่จะไม่สนใจ ก่อนจะสอดส่ายสายตาไปยังขนมที่วางขายร้านหนึ่ง
มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นเจ้าของร้านที่เป็นคุณป้าผมขาวทั้งหัวส่งยิ้มให้ แต่ในชั่วพริบตา กลับมีชายฉกรรจ์สามสี่คนพุ่งตัวเข้ามาพังร้านเหยียบขนมของคุณป้าจนแหลกคาบาทา
“นางป้าคนนี้ค้างค่าเช่าที่มาสามวันเต็ม ๆเห็นพวกข้าหน้าโง่จะหลอกเมื่อไหร่ก็ได้ใช่ไหม?” ชายฉกรรจ์พูดจบยื่นมือแบออกเป็นการบอกให้นางส่งเงินค่าเช่ามา
“หลานเอ๋ย ป้าขอร้องล่ะ สองวันมานี้ป้าขายไม่ค่อยดีช่วงนี้หลานสาวยังมาล้มป่วยอีก เงินที่เหลือจากการขายขนมป้าเอาไปซื้อหยูกยาหมดแล้ว” ป้าคุกเข่าพูดขอร้องต่อหน้าชายฉกรรจ์
ชายฉกรรจ์เหอหนึ่งในสามคนได้ยิน พลันถุยน้ำลายลงพื้น ก่อนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ต้องมาใช้ไม้นี้หลอกพวกข้าอีกแล้ว! ข้าจะบอกให้ป้าฟังไว้หากวันนี้ไม่จ่ายมาสิบตำลึง พวกข้าจะไปที่บ้านเอาตัวหลานสาวมาขัดหนี้แทนแล้วกัน!”
“ไม่ ๆ ๆ ทำแบบนั้นไม่ได้ หลานสาวป้าอายุเพิ่งสิบปี ยังเป็นเด็กอยู่เลย”ป้าพูดไปร่ำไห้ไปอย่างร้อนรน
ชายฉกรรจ์เหอหัวเราะเยาะชอบใจที่ป้าคุกเข่าร้องไห้วิงวอนจากนั้นสายตาของพวกมันกลับเหลือบมาเห็นมู่อวิ๋นจิ่นที่ยืนอยู่พลางชี้นิ้วยิ้มอย่างพวกหื่นกาม “หน้าของแม่นางดูไม่คุ้นเลยคงมิใช่คนเมืองธารรัตติกรกระมัง?”
มู่อวิ๋นจิ่นยกมือกอดอกเชิดหน้าไม่แยแส “ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกเจ้า!”
“โอ้โห แม่นางผู้นี้พูดจาแข็งกร้าวเสียด้วย” ชายฉกรรจ์เหอล้อเลียน“แม่นางมาเมืองนี้เป็นครั้งแรก คงไม่เคยได้ยินชื่อของข้ากระมัง”
“ในเมืองธารรัตติกรแห่งนี้ แม้แต่ผู้ครองเมืองหลิงยังต้องไว้หน้าข้าแม่นางก็ควรปรับตัวให้กับสถานการณ์ด้วย” ชายฉกรรจ์เหอยักคิ้วหลิ่วตาให้มู่อวิ๋นจิ่นอีกสองสามที
มู่อวิ๋นจิ่นยกมือขึ้นมาแคะขี้เล็บก่อนเอ่ยตัดรำคาญออกไป “ทำไมผู้ครองเมืองหลิงต้องไว้หน้าพวกสุนัขรับใช้อย่างพวกเจ้าด้วย?”
“เรื่องนี้มัน…” ชายฉกรรจ์เหอทำหน้าทำตาได้ใจก่อนนึกขึ้นได้ว่ามู่อวิ๋นจิ่นกำลังด่าทอเขา “เจ้านี่มันคนชั้นต่ำกล้าดียังไงมาหาว่าข้าเป็นสุนัขรับใช้?”
ตลอดเส้นทางที่ชาวบ้านเดินขวักไขว่ไปมาเมื่อได้ยินคนมีปากเสียงกับชายฉกรรจ์เหอ ก็ต่างพากันหยุดฝีเท้าลงเพื่อมองดู
หลายปีมานี้ไม่มีผู้ใดกล้าต่อปากต่อคำหรือแข็งข้อกับชายฉกรรจ์เหอแม้แต่น้อย
แต่คราวนี้กลับพิเศษยิ่งกว่าที่เคยมีมาด้วยนางเป็นเพียงอิสตรีคนหนึ่งเท่านั้น!
คุณป้าที่คุกเข่าลงกับพื้นได้แต่มองอย่างถอดใจพลางส่ายหัวไปมาด้วยรู้ว่าสตรีผู้นี้จะต้องซวยอย่างหนัก
“ทำไมข้าจะไม่กล้าด่าเจ้าด้วย? ก็แค่พวกขอทานยังมีหน้ามาทำเบ่งวางอำนาจบาตรใหญ่อีก! ดูสารรูปของพวกเจ้าให้ดีสิถ้าเทียบกับสุนัขรับใช้ ข้านี่สงสารแม่สุนัขเหลือคณานับที่มีลูกน่าอัปยศเช่นนี้!”มู่อวิ๋นจิ่นมองอย่างดูแคลน
คำพูดของมู่อวิ๋นจิ่นทำให้ผู้คนต่างตกตะลึงกันเป็นแถว
สตรีผู้นี้ช่างกล้าหาญชาญชัยต่อว่าต่อขานชายฉกรรจ์เหออย่างไม่ไว้หน้า เห็นทีคงจะมีละครสนุกให้ดูเสียแล้ว
“นางสตรีชั้นต่ำ วันนี้ถ้าข้าไม่เล่นงานเจ้าจนตาย ข้าจะยอมทรยศพ่อข้าไม่ใช่แซ่เหอให้ขายขี้หน้าอีกต่อไป” ชายฉกรรจ์เหอกล่าวจบยื่นมือหมายคว้าคอมู่อวิ๋นจิ่นดึงเข้ามาใกล้ ๆ
ระหว่างที่ชายฉกรรจ์เหอยื่นมือเข้ามามู่อวิ๋นจิ่นหยิบเข็มที่เหน็บอยู่ในแขนเสื้อขึ้นมาแทงเข้าไปที่ฝ่ามือของชายฉกรรจ์เหอจนเขาร้องด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย!!! มือของข้า…” ชายฉกรรจ์เหอพลิกมือหงายดูพบเข็มสามเล่มปักอยู่ยิ่งสร้างความโกรธเกรี้ยวให้เขาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
จากนั้นชายฉกรรจ์เหอตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังลั่น “วันนี้หากใครจัดการนางชั้นต่ำคนนี้ให้ตายได้ ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม!”
พอได้ยินว่ามีรางวัลให้อย่างงามชายฉกรรจ์ที่เหลือต่างยกกระบองเดินดาหน้าเข้ามาหามู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นแสยะยิ้มมองไปทางชายฉกรรจ์เหอ “ดูท่าชื่อเสียงของเจ้าในเมืองธารรัตติกรมาจากการทำแบบนี้นี่เอง!”
“เจ้ารู้ก็ดีแล้ว! ถ้าเจ้าร้องขอชีวิตในตอนนี้ข้าอาจเห็นแก่ความงามของเจ้าอาจไว้ชีวิตได้ แล้วรับเจ้ามาเป็นเมียคนที่แปดของข้าจากนั้นข้าจะเลี้ยงดูปูเสื่อเจ้าไม่ให้ขาดตกบกพร่อง” ชายฉกรรจ์เหอที่คิดว่ามู่อวิ๋นจิ่นหวาดกลัวจึงพูดอย่างหยิ่งยโส
มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยอย่างดูแคลนกลับไปว่า “สุนัขรับใช้อย่างเจ้าไม่คู่ควรมีเมียหรอก! เชอะแต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น แต่วันนี้มาเจอสุนัขอย่างเจ้าข้าต้องเข้ามายุ่งเสียหน่อยแล้ว!”
พอสิ้นเสียงลงเท่านั้นมู่อวิ๋นจิ่นหยิบแส้ฟาดลงกับพื้นเสียงดังสนั่นตวัดราวกับสายฟ้าฟาดเข้าไปรัดที่ลำคอชายฉกรรจ์เหอแน่นถนัดความยาวของสายที่เหลือตวัดรัดเข้าไปที่ส่วนลำตัวและช่วงขาจนชายฉกรรจ์เหอล้มฟุบลงกับพื้น
“โอ๊ย…” ชายฉกรรจ์เหอทนรับความเจ็บปวดไว้ไม่ไหวกระอักเลือดพุ่งออกมาเต็มพื้น
ชายฉกรรจ์ที่เหลือเห็นหัวหน้าของตนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่างชะงักงันและพากันสบตาไปมา มิกล้าเดินเข้าใกล้มู่อวิ๋นจิ่นอีก
ผู้คนที่หยุดยืนมุงดูเหตุการณ์ต่างโห่ร้องแสดงความยินดีกันเกรียวกราว
“เจ้า… เจ้า ไม่อยากตายดีใช่ไหม?” ชายฉกรรจ์เหอกล่าวทั้งๆ ที่กระดูกกระเดี้ยวหักไปหลายท่อน
มู่อวิ๋นจิ่นหยักคิ้วใส่ชายฉกรรจ์เหอก่อนแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “คนที่ไม่อยากมีชีวิตต่อไปคือเจ้าต่างหากไม่ใช่ข้า!”
“คนอย่างข้ามีแค้นต้องชำระเมื่อครู่แค่ให้รางวัลเจ้าเพียงแส้ตวัดเดียวเท่านั้น ข้าเห็นว่ามันยังไม่พอ”
จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นปรายตาไปทางชายฉกรรจ์เหอ “ข้าเห็นว่าการตัดแขนตัดขาเจ้า ตัดลิ้นเจ้าให้ขาดแล้วปล่อยทิ้งให้เป็นคนไร้ความสามารถถึงจะเหมาะสมกับเจ้าที่สุด”
“เจ้า เจ้า… กล้าก็ลองดู” ชายฉกรรจ์เหอพูดตะกุกตะกัก
“งั้นลองดูแล้วกัน” มู่อวิ๋นจิ่นฉีกยิ้มมุมปาก จากนั้นหยิบกริชที่เหน็บอยู่ที่แขนเสื้อออกมากำไว้
ชายฉกรรจ์เหอเห็นเช่นนั้นตกใจจนรีบตะเกียกตะกายหนีหัวซุกหัวซุน
“แม่นางรีบเก็บไปเสียเถอะ ชายฉกรรจ์เหอมีชื่อเสียงและอำนาจในเมืองแห่งนี้หากแม่นางล่วงเกินเขาเข้าเกรงว่าจะมีแต่เสียกับเสีย” คุณป้าอดมิได้ที่จะโน้มน้าวให้มู่อวิ๋นจิ่นยุติการกระทำ
มู่อวิ๋นจิ่นหันไปทางคุณป้า “คุณป้า เมื่อครู่มันยังจะตีป้าให้ตาย! ถ้าข้าปล่อยมันไปคนที่ตายต้องเป็นท่านป้านะ”
จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นหันมาจ้องชายฉกรรจ์เหอ “เจ้าเหอ วันนี้จะหักแขนหรือหักขาดี?”
ชายฉกรรจ์เหอส่ายหน้าไปมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เช่นนั้น ข้าจะช่วยคิดแทนให้แล้วกัน” มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าไปพร้อมกริชที่กำอยู่มือทันใดนั้นกลับมีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลัง “หยุดก่อน!”
มู่อวิ๋นจิ่นหันขวับมองไปตามเสียง
เห็นเกี้ยวหลังหนึ่งถูกวางลงกับพื้น
“ท่านเจ้าเมืองเสด็จแล้ว!” ผู้คนต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกัน
พอได้ยินว่าเป็นท่านเจ้าเมืองมู่อวิ๋นจิ่นกลับแสยะยิ้มเห็นเป็นชายหนุ่มวัยกลางคนคนหนึ่งสวมอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องเดินออกมา
“ท่านเจ้าเมืองหลิง ช่วยข้าน้อยด้วยขอรับ” ชายฉกรรจ์เหอรีบกุลีกุจอให้ลูกน้องช่วยประคองขึ้นยืน
ท่านเจ้าเมืองหลิงมองสภาพของชายฉกรรจ์เหอแล้วกวาดสายตาไปทางมู่อวิ๋นจิ่น “แม่นางมิใช่คนเมืองธารรัตติกรนี่เหตุใดต้องมายุ่งเรื่องคนในเมืองนี้ด้วยเล่า?”
“อะไรกัน?” มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วชี้ไปทางร้านของคุณป้าที่ถูกพังราบเป็นหน้ากลอง “เรื่องแบบนี้ท่านเจ้าเมืองอนุญาตให้เกิดขึ้นด้วยหรือ?”
“อนุญาตหรือไม่นั้นคงมิเกี่ยวข้องกับคนนอกอย่างแม่นางที่ยื่นมือเข้ามายุ่งกระมัง” ท่านเจ้าเมืองหลิงจ้องไปที่มู่อวิ๋นจิ่น
เมื่อนางได้ยินจึงยิ้มอย่างเย็นชา “ถ้าวันนี้ข้าจะหักแขนหักขาเขาจะเป็นไรหรือไม่?”
“ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเจียมตนเสียเหลือเกิน” ท่านเจ้าเมืองใช้สายตาเย้ยหยันดูแคลนจ้องมาจากนั้นผายมือสั่งการ “นำตัวสตรีผู้นี้โยนออกไปนอกเมือง!”
สิ้นเสียงองครักษ์ต่างถือดาบขึ้นมาล้อมมู่อวิ๋นจิ่นเป็นวงกลม
ผู้คนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ต่างถอนหายใจแล้วแยกย้ายกันไปด้วยคิดว่าวันนี้จะมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยแต่ดูแล้วการที่สตรีผู้นี้ทำไปทั้งหมดเท่ากับสูญเปล่า
มู่อวิ๋นจิ่นยืนนิ่งแสยะยิ้มอยู่ที่เดิมใช้สายตาดูถูกอย่างยวดยิ่งมองไปยังท่านเจ้าเมืองหลิง “ทำยังไงดีเล่า? ตอนนี้ข้ารู้สึกอยากได้ชีวิตของเจ้าเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว!”
ทันทีที่นางเอ่ยจบก็ได้หรี่ตาลงก่อนสะบัดแขนเสื้อโดยมีเข็มพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วไปทางท่านเจ้าเมืองหลิง
องครักษ์ที่คุ้มกันต่างโผเข้ามากางกั้นรับเข็มที่พุ่งไว้แทน
เมื่อองครักษ์เหล่านั้นรับเข็มแทนแล้วก็ฟุบลงกับพื้นสิ้นลมหายใจในทันที
ท่านเจ้าเมืองหลิงเห็นเช่นนั้นยกมือให้องครักษ์หยุด ก่อนเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน “ใครก็ได้รีบไปแจ้งหยาเหมิน[1]ที่นี่มีการฆาตกรรมเกิดขึ้น ต้องส่งให้หยาเหมินจัดการ”
“ขอรับ”ท่านเจ้าเมือง
พอได้ยินว่าทางการจะมามู่อวิ๋นจิ่นเม้มปากนึกถึงเรื่องเมื่อเช้าที่ฉู่ลี่บอกไว้ว่าห้ามเผยฐานะที่แท้จริงให้ใครรับรู้เด็ดขาด
ทว่าการกระทำของนางเมื่อครู่เพียงแค่ป้องกันตัวเอง ฉู่ลี่คงไม่โทษนางกระมัง
“น่าแปลกใจเสียจริง ทำไมข้าต้องนึกถึงคำที่ฉู่ลี่พูดด้วย” มู่อวิ๋นจิ่นพึมพำคนเดียว
“แม่นางผู้นี้คงไม่ได้กลัวจนตัวสั่นหรอกกระมัง?”
ท่านเจ้าเมืองหลิงอ่านสีหน้าของมู่อวิ๋นจิ่นคิดว่านางต้องหวาดกลัวขึ้นมาเสียเต็มประดา
[1] หยาเหมิน เป็นที่ว่าการท้องถิ่นโดยมีข้าราชการสูงสุดของพื้นที่นั้นเป็นผู้ดูแลตัดสินพิจารณาคดี