ณ เมืองหลวงแคว้นิ
“ว้าว!”เสียงอุทานของเสี่ยวหยี่ดังยิ่งกว่าของผู้อื่น
นางกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้นหลังพ้นผ่านประตูเมืองขนาดมหึมาของแคว้นิเข้ามาได้เด็กหญิงก็รู้สึกราวกับได้กลับบ้านอีกครั้งนางเริ่มรู้สึกแล้วว่าตนเองเคยอยู่อาศัยในเมืองโอ่อ่าใหญ่โตเช่นนี้เมื่อรถม้าคันใหญ่วิ่งผ่านนางก็มองตามจนลับตา
“ศิษย์พี่รอง ข้าไม่คิดเลยว่าที่กบดานที่ท่านอาจารย์พูดถึงคือเมืองิ”
“นั่นน่ะสิ ดีนะที่ท่านอาจารย์พบเงินในศพนั่นสองร้อยตำลึงพวกเราจึงได้เดินทางอยู่กินกันอย่างสุขสบาย”กงเชาพยักหน้าแต่ก็ไม่กล้าละสายตาจากผู้คนและร้านรวงรอบข้าง
“ท่านไม่เคยมาที่นี่ใช่หรือไม่?”
“ไม่ นี่เป็ครั้งแรกเมืองเหลียนข้าก็เคยเข้าไปกับซูเยว่แค่ครั้งเดียวว่าแต่ในเมืองหลวงช่างน่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง”
เสี่ยวหยี่หันไปดูซูเยว่ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกนางก็มีอาการคล้ายกับกงเชาคือตื่นเต้นกับบรรยากาศรอบข้างเสียจนคล้ายคนเหม่อลอย
ในเมืองหลวงมีกฎห้ามควบม้าบนท้องถนนเพราะอาจจะเกิดอันตรายแก่ผู้สัญจรดังนั้นอาจารย์ของนางและศิษย์พี่ทั้งสองจึงต้องเดินจูงม้า
“ท่านอาจารย์ขอรับ คืนนี้เราจะพักกันที่ใดเล่า?”
นักพรตจูเิยิ้มน้อย “ข้าสอบถามจากทหารเฝ้าประตูมาแล้วพวกเขาบอกว่ามีโรงเตี๊ยมราคาประหยัดอยู่ ชื่อโรงเตี๊ยมร่ำสุขพวกเ้าตามข้ามาก็แล้วกัน”
โรงเตี๊ยมราคาประหยัดที่ได้รับคำแนะนำมานั้นนับว่าน่าพักอาศัยอย่างยิ่งราคาก็ไม่แพง ซ้ำข้างใต้ยังมีร้านอาหารราคาถูกให้บริการ กงเชามองไปรอบๆส่วนใหญ่ล้วนเป็บุรุษแต่งกายอย่างบัณฑิตเขาแอบไปกระซิบถามเสี่ยวเอ้อจึงได้ความว่าใกล้จะถึงเวลาการสอบเคอจวี่หรือสอบบัณฑิตเพื่อคัดคนเข้ารับราชการแล้วเมืองหลวงแคว้นิจึงคึกคักอย่างยิ่ง
นักพรตจูเิที่เป็คนหัวใสก็รีบสั่งให้ซูเยว่กับกงเชาออกไปซื้อเอาอุปกรณ์จากร้านเครื่องเขียนใกล้ๆมาทำเครื่องรางในทันที
“ยามเช่นนี้ ทุกคนล้วนหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันทั้งสิ้นพวกเราควรอาศัยจังหวะที่บัณฑิตเดินกันให้ขวักรีบค้าขายจะดีกว่า”
หลังจากเตรียมเครื่องรางเรียบร้อยพวกเขาก็ไปตั้งแผงขายกันอยู่หน้าโรงเตี๊ยม ทว่ากลับขายไม่ได้สักอันเสี่ยวหยี่ที่เดินไปซื้อน้ำหวานร้านห่างออกไปหนึ่งตรอกได้ยินบัณฑิตสองคนคุยกันเื่ที่พวกเขาไปไหว้เจดีย์วัดหยก์ซึ่งเป็วัดคู่บ้านคู่เมืองของแคว้นิก็นึกออกในทันทีนางรีบวิ่งกลับมาหาท่านอาจารย์และศิษย์พี่ทั้งสอง
“ข้ารู้แล้วว่าพวกเราควรไปขายเครื่องรางที่ใดจึงจะขายดี?”
คนทั้งสามจึงต้องเก็บของแล้วขี่ม้าตามกันไปยังวัดหยก์อาศัยฝั่งกำแพงใกล้ทางเข้าวางแผงขายเครื่องราง นักพรตจูเิแสร้งแท่นพิธีแรกๆนั่งทำท่าสวดขณะที่หมุนสร้อยปะคำตนเองไปเรื่อยๆ
เสี่ยวหยี่ในชุดนักพรตน้อยทำหน้าที่เรียกลูกค้าใบหน้าของนางขาวใส อิ่มเอิบ แนะนำเครื่องรางอย่างเฉลียวฉลาด
“ท่านน้าผู้นี้มีใบหน้าเปี่ยมด้วยบุญกุศลหากว่าได้เครื่องรางนี้ไปพกพารับรองว่าจะนำพาแต่สิ่งมงคลเข้ามานะเ้าคะ”หญิงวัยกลางคนมองเสี่ยวหยี่ด้วยสายตาเอ็นดูก่อนจะยอมซื้อชิ้นแรกไปแขวนไว้ที่เอว
จากนั้นก็มีบัณฑิตกลุ่มใหญ่เดินทางมาถึงเมื่อเห็นนักพรตน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มทักทายอย่างสุภาพและท้าทายให้พวกเขาลองกำถุงเครื่องรางไว้สักพัก
“พวกท่านเริ่มรู้สึกว่าเย็นราวกับน้ำแข็งใช่หรือไม่เ้าคะ?”
นักพรตจูเินั่งหันหลังสวดคาถาอย่างคร่ำเคร่งจนหน้านิ่วคิ้วขมวดเพื่อให้เครื่องรางพวกนั้นเย็นจัด
“จริงด้วย เหตุใดจึงเย็นขึ้นมาได้?”
ครั้นบัณฑิตแต่ละคนมาลองก็ล้วนได้ผลเดียวกัน
“นี่เป็เพราะว่าอานุภาพแห่งเจดีย์หยก์อย่างไรล่ะเ้าคะพวกท่านได้เข้ามาใกล้วัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของแคว้นิหากพวกท่านกำเครื่องรางมงคลขณะอธิษฐานจิตต่อหน้าเจดีย์หยก์ ถ้าถุงเครื่องรางเย็นคล้ายน้ำแข็งรับรองว่าพวกท่านต้องสอบผ่านครั้งนี้แน่นอนเ้าค่ะ”
บัณฑิตพวกนั้นเดิมทีมิใช่พวกหูเบาแต่เพราะยามนี้กำลังจะสอบครั้งใหญ่ต่างคนต่าง้าที่พึ่งทางใจ พวกเขาจึงได้ยอมกัดฟันควักเงินออกมาซื้อเครื่องรางที่ราคาสูงกว่าเครื่องรางทั่วไปถึงหนึ่งเท่าตัวกันคนละชิ้น
เสี่ยวหยี่รู้ดีกว่าเครื่องรางพวกนั้นจะเย็นจัดเฉพาะตอนที่นักพรตจูเิตั้งแท่นพิธีและสวดมนต์ทว่าบางครั้งก็ไม่เย็น เมื่อนางคาดคั้นสอบถามจูเินักพรตนอกรีตผู้นี้ก็ส่ายหน้าว่าไม่รู้เหมือนกัน
“ท่านอาจารย์ ตกลงท่านเป็ผู้วิเศษจริงหรือไม่เ้าคะ?”นางเขม่นมองและรอคำตอบ
“ในฐานะเ้าเป็ศิษย์ของข้าข้าจะบอกเ้าตามตรงว่าข้าไม่แน่ใจเหมือนกันแล้วแต่ลิขิต์บางครั้งคาถาพวกนี้ก็เป็ผล บางครั้งก็ไม่ได้ผล”
“ไอหยา! หากเป็เช่นนี้ท่านก็เท่ากับเป็พวกต้มตุ๋นน่ะสิเ้าคะ”
“ก็กึ่งๆ นะ เ้าไม่เห็นหรือ? ตอนนั้นข้าก็ทำพิธีเรียกฝนสำเร็จตั้งหลายครั้ง”
“บอกตามตรงนะเ้าคะ ข้าก็ชักไม่มั่นใจในตัวท่านอาจารย์แล้ว”
แม้เสี่ยวหยี่จะบอกว่าไม่เชื่อมั่นแต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นในการช่วยนักพรตจูเิหาเงินมาใช้เป็ค่ากินอยู่
หลังจากขายไปหนึ่งชั่วยามเครื่องรางพวกนั้นก็หมดลง นักพรตจูเิก็ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง เขารับเงินที่ซูเยว่นับแล้วแบ่งให้ศิษย์ทั้งสามคนละหนึ่งพวง(ร้อยอีแปะ) จากนั้นก็คิดจะพาพวกเขากลับไปเลี้ยงอาหารที่โรงเตี๊ยมทว่ากลับเห็นบัณฑิตสองสามคนที่ซื้อเครื่องรางของตนไปพักอยู่ที่เดียวกันก็พลันขมวดคิ้ว
“ท่านอาจารย์ ข้าว่าพวกเราย้ายโรงเตี๊ยมกันเถอะเ้าค่ะ พวกที่ซื้อเครื่องรางล้วนเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะสอบได้แต่ถ้าพวกเขาสอบไม่ได้ และเกิดความโกรธแค้นตามหาตัวพวกเราเข้าคราวนี้ล่ะเราต้องถูกไล่ให้หาเงินคืนพวกเขาแน่”
จูเิหันไปมองเด็กหญิงแล้วพยักหน้าเห็นด้วย จึงได้สั่งให้ซูเยว่กับกงเชาไปขนของลงจากห้องพักและไปหาที่พักใหม่
“ข้าได้ยินว่ามีย่านที่คนต่างถิ่นชอบไปพักอาศัยแถวนั้นที่พักราคาไม่แพงเพียงแต่อาจจะแออัดกว่าที่นี่เล็กน้อยเ้าค่ะ”เสี่ยวหยี่เอ่ยขึ้น นางได้ยินพ่อค้าสองสามคนที่ขายของอยู่หน้าวัดหยก์พูดคุยกัน
“เราไปพักที่นั่นน่าจะดีกว่าคงไม่มีพวกบัณฑิตไปพักอยู่ด้วยหรอกนะ”
***************************

