ควันไฟสีเทาหม่นพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด บดบังแสงจันทร์จนมิดดุจลางร้ายที่ปกคลุมไปทั่วจวนชินอ๋อง แรงะเิเพลิงจากฝีมือของอาเฉิงทำให้ศาลาไม้พังทลายลงมาเป็เถ้าถ่าน เศษไม้และเปลวไฟกระจัดกระจายไปทั่วทิศทาง ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของเหล่านางกำนัลและเสียงดาบที่ยังคงปะทะกันอย่างบ้าคลั่งของเหล่าทหารที่สับสนในฝ่ายของตนเอง
มู่เฉิน พุ่งทะยานฝ่าม่านควันเข้าไปด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นเมื่อคิดว่าไป๋หลินอาจถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังนั้น ทว่าเมื่อเขาปัดเป่ากลุ่มควันออกไป สิ่งที่เขาพบกลับไม่ใช่ร่างที่ไร้ิญญาของนาง ทว่าคือความว่างเปล่า... และ 'จดหมายลับ' ที่ตกอยู่บนพื้นหิมะสีดำหม่น
เขาก้มลงหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านด้วยมือที่สั่นเทา เนื้อความในจดหมายนั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตที่ฟาดลงมากลางใจขององครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ ทุกถ้อยคำที่เขียนด้วยลายมือบรรจงของไป๋หลินระบุชัดเจนถึงการแลกเปลี่ยน ‘แผนผังการป้องกันจวนชินอ๋อง’ และ ‘ตารางเวรยามขององครักษ์เสื้อแพร’ เพื่อแลกกับการที่เยี่ยนเฉิงจะนำกองทัพมาถล่มจวนแห่งนี้ในคืนที่นางกำหนด
“ที่แท้... ข้าก็เป็เพียงหมากที่นางใช้ถ่วงเวลา...” มู่เฉินพึมพำ น้ำตาแห่งความสมเพชตนเองไหลรินออกมา เขานึกถึงััที่เร่าร้อนและคำหวานที่นางเคยกระซิบข้างหูในยามที่เขากำลังโรมรันอยู่บนร่างกายของนาง ทุกอย่างคือการแสดงที่สมบูรณ์แบบเพื่อหลอกใช้พละกำลังและวรยุทธ์ของเขาให้ปกป้องนางจนกว่ากองทัพเยี่ยนจะมาถึง
ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปในเงามืดใต้ต้นเหมยที่หักโค่น ร่างของ เยี่ยนเฉิง กษัตริย์ผู้ลี้ภัย กระเสือกกระสนลุกขึ้นมาจากกองหิมะ ร่างกายของเขาโชกเืจากแรงะเิ ทว่าสายตาของเขากลับกวาดหาเพียงสตรีผู้เดียวที่ทำให้เขาคลั่งไคล้จนแทบเสียสติ
“ไป๋หลิน... เ้าอยู่ที่ไหน!” เขาคำราม แต่เสียงที่ตอบกลับมากลับเป็เสียงหัวเราะที่แผ่ซ่านไปด้วยความวิปลาสของ อาเฉิง (เงา) ที่บัดนี้ร่างกายซีกหนึ่งไหม้เกรียมจนดูน่าเกลียดน่ากลัว
“นางไปแล้ว... ท่านพี่...” อาเฉิงคลานเข้ามาหาเยี่ยนเฉิงด้วยท่าทางเยี่ยงสัตว์ร้ายที่าเ็ “นางไม่ได้รักท่าน... นางไม่ได้รักใครเลย... นางใช้เราทั้งคู่เป็บันไดส่งนางไปสู่ความตายของชินอ๋อง!”
ทันใดนั้นเอง เงาร่างระหงในชุดที่ขาดรุ่งริ่งทว่ายังคงความสง่างามอย่างน่าประหลาดก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือซากกำแพงจวน ไป๋หลินยืนอยู่ตรงนั้น ในมือของนางถือ ‘ตราประทับตระกูลไป๋’ และ ‘ม้วนราชโองการลับ’ ที่นางชิงมาจากชินอ๋องและพี่ชายของนางในจังหวะที่ชุลมุน
ใบหน้าของนางที่เปื้อนคราบเขม่ากลับดูเย้ายวนใจยิ่งกว่าเดิม รอยยิ้มของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็งยามเหมันต์ “บุรุษเอ๋ย... พวกเ้าช่างน่าสงสารนัก” นางเอ่ยเสียงหวานที่ซึมลึกไปถึงกระดูก “คนหนึ่งรักข้าจนยอมทิ้งเกียรติยศ... คนหนึ่งอยากข้าเพื่อชดเชยอาณาจักรที่สูญเสีย... และอีกคนก็ยอมเป็ทาสรับใช้เพื่อหวังเศษเสี้ยวความเมตตาจากร่างกายของข้า”
นางมองลงมาที่มู่เฉิน เยี่ยนเฉิง และอาเฉิง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช “พวกเ้าทุกคนคือ ‘ขยะ’ ที่ข้าต้องกวาดทิ้ง เพื่อให้ข้าได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจที่แท้จริง!”
“ไป๋หลิน! เ้าคิดว่าจะหนีพ้นไปได้งั้นหรือ!” ชินอ๋องที่เพิ่งสลัดตัวหลุดจากการควบคุมของทหารพุ่งเข้าหานางด้วยดาบในมือ “ข้าจะฆ่าเ้าด้วยมือของข้าเอง!”
ทว่าก่อนที่ชินอ๋องจะเข้าถึงตัวนาง มู่เฉิน กลับขยับกายขวางหน้าไว้อีกครั้ง ทว่าคราวนี้ดาบของเขาไม่ได้ชี้ไปที่ชินอ๋อง... แต่กลับชี้ไปที่ไป๋หลิน!
“พอที... ไป๋หลิน” มู่เฉินกล่าวเสียงสั่น “ข้ารักเ้าจนยอมตกนรก... แต่ข้าจะไม่ยอมให้เ้าทำลายแผ่นดินนี้เพื่อความแค้นส่วนตัวของเ้าอีกต่อไป”
ไป๋หลินเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย นางไม่หวาดกลัวต่อคมดาบของชายที่นางเคยร่วมสังวาสด้วยอย่างเร่าร้อน ทว่านางกลับค่อยๆ เลื่อนมือลงไปที่สายรัดเอวที่หลุดลุ่ยของนาง “พี่มู่เฉิน... ท่านลืมรสชาติของ ‘น้ำตาปีศาจ’ บนเรือนร่างของข้าแล้วหรือ? ท่านลืมไปแล้วหรือว่ายามที่ข้าครวญครางใต้ร่างของท่าน ท่านเคยสาบานสิ่งใดไว้?”
คำพูดของนางปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในตัวมู่เฉินขึ้นมาอีกครั้ง ภาพความทรงจำของการร่วมรักที่ดิบเถื่อนและอัปยศที่เขาเคยทำกับนางต่อหน้าอาเฉิงฉายซ้ำในหัว มู่เฉินเริ่มหายใจหอบ แรงดึงดูดทางเพศที่ไป๋หลินจงใจปล่อยออกมาผ่านท่าทางและกลิ่นกายที่คลุ้งไปด้วยเหงื่อและราคะทำให้ดาบในมือของเขาสั่นสะท้าน
“มองดูข้าสิมู่เฉิน...” ไป๋หลินเดินเข้าไปหาเขาช้าๆ จนหน้าอกอิ่มของนางเบียดเสียดกับคมดาบที่สั่นระริก “หากท่านฆ่าข้า... ท่านจะไม่มีวันได้ััรสชาติที่แท้จริงของข้าอีก และท่านจะต้องอยู่กับความจริงที่ว่าท่านเป็ผู้สังหาร ‘เ้าชีวิต’ ของตนเอง”
ในขณะที่มู่เฉินกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งตัณหา เยี่ยนเฉิง ก็พุ่งเข้ามาตะครุบตัวไป๋หลินจากด้านหลัง “ในเมื่อข้าปกครองอาณาจักรไม่ได้... ข้าก็จะปกครองเ้าในกรงขังของข้าชั่วนิรันดร์!”
เยี่ยนเฉิงพยายามจะลากนางหายไปในความมืด ทว่าชินอ๋องและอาเฉิงกลับพุ่งเข้าไปรุมทึ้งในจลาจลแห่งความแค้นและกามราคะ กลายเป็ภาพการต่อสู้แย่งชิงสตรีเพียงนางเดียวท่ามกลางกองไฟที่กำลังมอดไหม้ บุรุษทั้งสี่คนต่างพันตูขัดขวางกันเองเพื่อไม่ให้ใครได้นาง
ทว่าในวินาทีที่ความวุ่นวายถึงขีดสุด...
เสียงแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องมาจากขอบฟ้าทางทิศเหนือ พร้อมกับแสงอาทิตย์แรกของวันใหม่ที่เริ่มทอแสงเหนือม่านหมอก ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตามิใช่กองทัพของฮ่องเต้ หรือกองทัพเสริมของแคว้นเยี่ยน...
แต่มันคือกองกำลังชุดเกราะสีเงินบริสุทธิ์นับหมื่นนาย ที่นำโดยสตรีในชุดเกราะแม่ทัพผู้สง่างาม ใบหน้าของสตรีนางนั้นเหมือนกับ ไป๋หลิน ราวกับกระจกเงา!
“ท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหลียงเสด็จ!!!”
สตรีนางนั้นควบม้าฝ่ากองเพลิงเข้ามา ทหารทุกคนต่างวางอาวุธด้วยความตกตะลึง นางมองไปที่ไป๋หลินบนซากกำแพงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าใครในที่นั้น
“น้องหญิง... เ้าเล่นสนุกพอหรือยัง? แผนการ ‘นกต่อ’ เพื่อทำลายจวนชินอ๋องและเปิดทางให้แคว้นเหลียงเข้ายึดครองแผ่นดินนี้... สำเร็จลุล่วงแล้ว!”
ไป๋หลินฉีกยิ้มพราย นางสะบัดร่างออกจากมือของบุรุษทุกคนแล้วะโลงไปยืนข้างม้าของพี่สาวฝาแฝดที่ไม่มีใครเคยรู้ว่ามีตัวตน นางหันกลับมามองเหล่าชายชู้และสวามีที่อยู่ในสภาพบอบช้ำและอัปยศถึงขีดสุด
“ลาก่อน... บุรุษผู้โง่เขลาทั้งหลาย” ไป๋หลินกล่าวพลางชูตราประทับขึ้นสูง “คืนนี้พวกเ้าทุกคนจะถูกส่งเข้า ‘คุกหลวงแคว้นเหลียง’ เพื่อเป็ทาสกามให้แก่ทหารหญิงของข้า... ให้พวกเ้าได้รู้รสชาติของการเป็ ‘หมาก’ ที่แท้จริง!”
แต่ก่อนที่นางจะก้าวขึ้นม้า... มือหนึ่งที่โชกเืกลับคว้าข้อเท้าของนางไว้!
มันคือ อาเฉิง ที่ดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิทจากไฟไหม้ ในมือของเขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่ถือ ‘ปิ่นหยกหัก’ ที่ไป๋หลินเคยให้เขาไว้ในตอนแรก และเขากำลังจะกระซิบบางอย่างที่ทำให้ใบหน้าที่เย่อหยิ่งของไป๋หลินถึงกับซีดเผือด!