บทที่ 13 หวนคืนสู่เส้นทางเดิม
ชีวิต ก็คือเส้นทางแปลกประหลาดสายหนึ่ง ไม่ว่าจะเดินไปยังไง เดินลัดไปตามทางลับกี่สาย สุดท้ายแล้ววนไปวนมา ก็ยังต้องย้อนกลับมาเดินบนเส้นทางหลักเสมอ
ไป๋อิงมองดอกไม้ในมือเฟิงซินจื่อ ผู้คนมักพูดกันว่า เฟิงซินจื่อเป็ดอกไม้ที่พิเศษชนิดหนึ่ง เพราะมันนำพาการมีชีวิตที่แตกต่างออกไป
ไป๋อิงเดินผ่านทุ่งดอกสีน้ำเงินของเฟิงซินจื่อ สายลมอ่อน ๆ พัดผ่าน กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยเคล้าคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ช่อดอกไม้สีน้ำเงินในมือเฟิงซินจื่อที่แห้งเหี่ยวไปแล้วหลายช่อ โดยที่ไม่ทันรู้ตัว ก็มีดอกหนึ่งร่วงโรยลง จากนั้นก็ถูกทะเลดอกไม้กลบจนมองไม่เห็น
ซูิเจี๋ยเดินตามเส้นทางในความทรงจำ ไปถึงถนนสายหนึ่งที่คุ้นเคยแต่ก็แตกต่างจากในความทรงจำ เขาค่อย ๆ มองทุกอย่างรอบตัว รู้สึกทั้งคุ้นเคยและไม่เหมือนเดิม
พอเปิดรั้ว มองไปยังต้นเมเปิลต้นใหญ่ที่อยู่ในความทรงจำ ตอนนี้อากาศไม่ร้อนไม่หนาว เป็ฤดูใบไม้ร่วงที่อุณหภูมิกำลังพอดี พอเดินเหยียบบนถนนที่เต็มไปด้วยใบเมเปิลสีแดง สายลมพัดใบไม้ร่วงปลิวไสว ร่วงหล่นลงเหมือนดั่งไฟที่ร่วงลงจากฟ้า
เสียงเหยียบใบเมเปิลตามจังหวะการก้าวเท้าของซูิเจี๋ย ดังขึ้นทีละน้อย ยิ่งเดินไปข้างหน้า ซูิเจี๋ยก็ยิ่งมองเห็นใครคนหนึ่งชัดขึ้น และคนคนนั้นก็เป็เฟิงซินจื่อที่เขาคุ้นเคย แต่ดูเด็กกว่าในความทรงจำเล็กน้อย
ซูิเจี๋ยอ้าปาก อยากจะเรียกชื่อออกมา แต่กลับพบว่าตัวเองพูดไม่ออก ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าตัวเองได้ถูกกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นพันธนาการเอาไว้ ต่อให้มีโอกาสเข้าไปแทรกแซง แต่ก็ทำได้แค่เื่ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ “……”
เขาเงียบไปพักหนึ่ง ไม่รู้จะพูดอะไร กลับกลายเป็ว่าเฟิงซินจื่อเป็ฝ่ายเห็นซูิเจี๋ยที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้นก่อน
เฟิงซินจื่อเดินเข้ามาหา “น้องชาย เธอเป็อะไรหรือเปล่า? หลงทางเหรอ?”
น้องชาย...ความรู้สึกเศร้าเบาบางพุ่งขึ้นในใจของซูิเจี๋ย ก็ใช่สิ ตอนนี้เขากลายเป็เด็กตัวเล็กอายุแค่แปดขวบ ส่วนเฟิงซินจื่อที่อยู่ตรงหน้ากลับมีอายุสิบแปดปี
ซูิเจี๋ยรวบรวมสติ หายใจลึก ๆ แล้วทำหน้างุนงงแล้วพูดกับเฟิงซินจื่อว่า “พี่สาว พี่รู้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน? ผมเหมือนจะหาทางกลับบ้านไม่เจอ”
เฟิงซินจื่อมองดูเด็กชายตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ยังไงถนนแถวนี้ก็เดินยากอยู่แล้ว แถมยังมีทางเล็ก ๆ อยู่เยอะ เด็กหลงทางมาแถวนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลก
“เป็แบบนี้นี่เอง งั้นเธอมาจากทางไหนล่ะ? พี่จะได้พาเธอกลับบ้าน”
ตอนนี้ซูิเจี๋ยก็จนปัญญา ไม่รู้จะพูดอะไรดี จะพูดความจริงก็ไม่ได้ กฎของที่นี่ก็ไม่อนุญาตให้พูดออกไป สุดท้ายก็ต้องกัดฟันตอบไป
“อืม...เดินเข้ามาจากทางนั้น” เขาตั้งใจชี้ไปยังทางที่เดินยากที่สุด
เฟิงซินจื่อเงยหน้ามองไปทางนั้น “ทางนั้นเหรอ...ทางนั้นเดินยากอยู่นะ ตอนนี้รองเท้าพี่ก็เดินลำบากเหมือนกัน งั้นเดี๋ยวพี่ไปเปลี่ยนรองเท้าก่อน แล้วจะพาเธอกลับบ้าน”
ซูิเจี๋ยพยักหน้าว่าง่าย “อื้ออื้อ”
เฟิงซินจื่อจึงหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้าน
พอเห็นว่าเฟิงซินจื่อเข้าบ้านไปแล้ว ซูิเจี๋ยก็รีบวิ่งไปที่ตู้ไปรษณีย์ทันที พอคิดจะทำลายตู้ไปรษณีย์ แต่แล้วจีเหยียนก็โผล่มาจากข้างหลัง คว้ามือซูิเจี๋ยที่กำลังจะทำลายตู้ไปรษณีย์ไว้
จีเหยียนว่า “โอ้โห เกือบไปแล้วสิ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะคิดทำแบบนี้ จะบอกว่าฉลาดดีไหมนะ?”
ซูิเจี๋ยพอเห็นว่าเป็จีเหยียนที่เข้ามาหยุด เลยรีบขัดขืนทันที “เป็คุณเหรอ! คุณคิดจะทำอะไรกันแน่!”
จีเหยียนยิ้มพลางพูดว่า “แน่นอนว่ามาเพื่อขัดขวางนายไม่ให้ทำลายตู้ไปรษณีย์ แล้วเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไงล่ะ แค่ไม่คิดว่าพวกเธอจะฉลาดขนาดนี้ มาถึงที่นี่ได้เลย โชคดีนะที่ฉันรู้สึกแปลกใจเลยมาดูที่นี่ ไม่คิดว่าจะมาได้ถูกจังหวะพอดี”
ทันใดนั้นไป๋อิงก็โผล่ออกมา ถีบจีเหยียนจนล้มไปกองกับพื้น “ใช่สิ จังหวะกำลังพอดีเลย จะได้ถีบนายล้มแบบนี้ไง”
จีเหยียนปัดรอยรองเท้าที่หน้าตัวเอง แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะทุกอย่างอยู่ในแผนของเขา “โอ้ย นายลืมหรือเปล่าว่าฉันตั้งใจจะทำอะไร?”
ไป๋อิงเห็นว่าจีเหยียนไม่แปลกใจเลย กลับดูเหมือนรู้อยู่แล้วและควบคุมทุกอย่างไว้ “หา? นายคงไม่คิดว่าฉันคือไป๋อิงที่ถูกนายขังไว้คนนั้นหรอกนะ?”
จีเหยียนคว้าตัวไป๋อิงไว้แน่น จ้องตาไป๋อิงละสายตา “แล้วไม่ใช่เหรอไง”
ทันใดนั้น โซ่สีดำเส้นหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาจากพื้น ขณะที่จีเหยียนจับตัวไป๋อิงไว้แน่น โซ่เส้นนั้นก็เข้ามารัดทำการพันธนาการไป๋อิงไว้ทันที
จีเหยียนถกแขนเสื้อข้างหนึ่งของไป๋อิงออก “ดูสิ ตรงนี้ยังมีรอยกระดูกหักอยู่เลย เมื่อกี้ฉันเห็นเข้าพอดีเลยล่ะ”
ไป๋อิงตอบไปอย่างจนใจ “แบบนี้เองหรือ...” คิดไม่ถึงเลยว่าจะถูกจับมัดไว้อีกแล้ว “นายไม่เคยคิดบ้างเหรอ ว่าไหนๆ ก็มาถึง่เวลานี้แล้ว ไม่คิดบ้างเลยเหรอว่าฉันอาจมาที่นี่เหมือนกัน? แล้วจะไม่เตรียมอะไรไว้เล่นงานนายบ้างเหรอไง?”
จีเหยียน “หมายความว่าไง?”
คราวนี้เป็ตาไป๋อิงยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “นายคิดว่าไงล่ะ จีเหยียน...” ทันใดนั้นไป๋อิงก็พูดกับซูิเจี๋ย “ซูิเจี๋ย ยังจำได้ไหมว่าอันหยู่ให้อะไรนายไว้?”
ซูิเจี๋ยนึกขึ้นได้ถึงนาฬิกาสีดำที่อีกฝ่ายฝากไว้ เลยหยิบมันออกมาจากกระเป๋า “อันนี้หรือเปล่า?”
พอจีเหยียนเห็นเข้าก็รีบแย่งนาฬิกาสีดำนั้นไป “แค่นี้เอง ง่ายจะตาย ตอนนี้ก็กลายเป็ของฉันแล้ว”
ซูิเจี๋ยเห็นนาฬิกาถูกแย่งไป ก็คิดจะเข้าไปแย่งคืน แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในร่างเด็กตัวเล็ก คงจะสู้ไม่ได้แน่ๆ ต่อให้เป็ตอนโตก็ยังไม่แน่ว่าจะสู้ได้ แล้วตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ซูิเจี๋ยะโถามไป๋อิง “ทำไงดีล่ะ? นาฬิกาถูกแย่งไปแล้ว!”
ไป๋อิงตอบอย่างใจเย็น “อืม ฉันรู้...ของนั่นเอาไว้จัดการจีเหยียนโดยเฉพาะ”
“แต่ก็โดนแย่งไปแล้วนะ”
“อืม รอดูเถอะ ซูิเจี๋ย”
คำพูดของไป๋อิงเพิ่งจบ นาฬิกาในมือของจีเหยียนก็ดังขึ้น
จีเหยียนก้มดูนาฬิกาในมือ กลับไม่เห็นว่ามันเดิน “เสียงอะไรน่ะ?”
“เริ่มแล้วล่ะ...”
ทันใดนั้น นาฬิกาในมือก็ถูกเปิดออก พร้อมกับเม็ดทรายสีดำพวยพุ่งออกมาห้อมล้อมทุกคนเอาไว้
“เกิดอะไรขึ้น?!” จีเหยียนเห็นมือของตัวเองค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมเม็ดทรายที่ไหลผ่าน ก็เริ่มรู้สึกตัว รีบหันไปมองซูิเจี๋ย แล้วก็หันไปมองไป๋อิงที่ตอนนี้หลุดจากพันธนาการของโซ่ และไป๋อิงที่ไม่ได้ถูกทรายดูดหายไปด้วย “นายทำอะไร?”
ไป๋อิงมองดูจีเหยียนที่ถูกทรายสีดำดูดหายไป “อย่างที่เห็น เม็ดทรายของนาฬิกาทรายกำลังพานายกลับไปยังที่ที่นายควรอยู่ นายเข้ามาขวางไม่ได้แล้วล่ะ เพราะที่นี่ไม่ใช่เขตของกาลอวกาศ แต่เป็ของเวลา ดูไว้ให้ดี ที่นี่มีแค่นายเท่านั้นที่ไม่ควรอยู่ นายมาจากอนาคต จีเหยียน” สุดท้ายไป๋อิงมองดูจีเหยียนค่อยๆ หายไปแล้วยิ้มกวนนิดๆ “ลาก่อน อย่ากลับมายุ่งกับฉันอีกก็แล้วกัน”
ตอนที่จีเหยียนจะหายไป เขามองรอยยิ้มของไป๋อิง “ฉันจะกลับมาตามหานายแน่นอน”
แบบนี้สินะ ถ้าเจอกันครั้งหน้า ฉันจะฆ่านายทันที
ซูิเจี๋ยมองจีเหยียนหายไป “นาย...”
ไป๋อิงหันมามองซูิเจี๋ย “เป็อะไร? หมอนั่นน่ะน่ารังเกียจจะตาย ถ้าเห็นอีกก็อยู่ให้ห่างๆ ไว้ เข้าใจไหม? เฮ้อ...ตอนนี้จีเหยียนโดนไล่ออกจากวงจรนี้แล้ว น่าจะทำลายตู้ไปรษณีย์ได้แล้วนะ”
ซูิเจี๋ยมองตู้ไปรษณีย์ข้างหน้า...พอเวลาผ่านไปนาน พอเฟิงซินจื่อออกมาจากบ้าน ก็ไม่เห็นเด็กคนนั้นอีกแล้ว มีแค่ตู้ไปรษณีย์เก่าๆ ตรงหน้าที่ถูกทำลาย
พอมองดูตู้ไปรษณีย์ที่แทบจะพัง เฟิงซินจื่อก็คิดว่าเป็แค่การเล่นซนของเด็กนั่น เข้าใจว่าคงกลัวเลยวิ่งหนีไป ที่เห็นก็เป็แค่ตู้ไปรษณีย์ธรรมดาเก่าๆ เลยไม่ได้ใส่ใจอะไร
สุดท้ายซูิเจี๋ยก็หมดสติลงต่อหน้าไป๋อิง ส่วนไป๋อิงก็มาโผล่ที่หน้าบ้านซูิเจี๋ย เปิดหน้าต่างแล้วจับซูิเจี๋ยโยนเข้าไปในบ้าน
หลังจากนั้น ไป๋อิงก็จากไป
่เวลา: ปัจจุบัน ปี 2018 ปลายฤดูใบไม้ร่วง
ซูิเจี๋ยนั่งข้างเตียงคนไข้ มองดูแม่ที่อ่อนแรงอยู่บนเตียง ในที่สุดเสียงเครื่องวัดคลื่นหัวใจก็ดังขึ้น บอกให้รู้ว่าแม่ได้จากไปแล้ว เขาต้องส่งแม่จากไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ
ฝีเท้าที่หนักหน่วง เดินไปตามทางเดินที่ว่างเปล่า
ได้ยินเสียงจากหลายทิศหลายทาง มีทั้งเสียงขอความช่วยเหลือ เสียงร้องเรียก และเสียงพยาบาล ในโรงพยาบาลที่ควรจะเงียบแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพราะมีผู้ป่วยมากเกินไป
“ได้ยินหรือยัง? ถนน X เกิดอุบัติเหตุรถชน มีคนตายเยอะเลย”
“ได้ยินแล้ว นี่ไง ข่าวล่าสุดบอกว่าเป็รถบรรทุกสีแดง คนขับเมาด้วย”
“จะเป็ไปได้ยังไง ทุกวันนี้คนขับชอบเมาแล้วก่อเื่กันจริงๆ”
“ก็ใช่น่ะสิ บนข่าวเขียนแบบนี้เลย ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า”
ซูิเจี๋ยมองดูผู้หญิงสองคนที่กำลังคุยกันเดินผ่านไป
ระหว่างนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น พอเดินไปเปิดประตูดู เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง เปิดหน้าต่างรับลมเย็น กลีบดอกเฟิงซินจื่อที่วางอยู่ข้างๆ สั่นไหวเบาๆ
ผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะได้ยินเสียงจากนอกประตู หันมาเห็นชายหนุ่มวัยยี่สิบคนหนึ่งก็ยิ้มให้นิดๆ
“สวัสดีจ้ะ”
ซูิเจี๋ยมองผู้หญิงตรงหน้า ภาพตรงหน้าทับซ้อนกับความทรงจำของเขา แต่ก็ดูเป็ผู้ใหญ่กว่าในความทรงจำ อาจเป็เพราะเฟิงซินจื่อในตอนนี้อายุสามสิบ ส่วนตัวเองเพิ่งยี่สิบ
“สวัสดีครับ...”
เฟิงซินจื่อ คือไม้ล้มลุกอยู่ในจำพวกวงศ์ลิลลี่ เติบโตจากในน้ำ คนเลยเรียกว่า “นาร์ซิสซัสตะวันตก”
เฟิงซินจื่อสีน้ำเงิน คือสัญลักษณ์แห่งชีวิต
ความหมายของดอกไม้: ระลึกถึงตลอดกาล
อันหยู่นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ มองดูตัวหนังสือบนหนังสือเล่มหนา พลิกอ่านไปทีละหน้า พอเจอหน้าที่้า อันหยู่ก็มองดูเนื้อหาเล็กน้อย ก่อนใช้ปากกาหมึกเขียนชื่อซูิเจี๋ยลงไป แล้วพลิกไปที่หน้าถัดไปอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว แล้วก็เขียนชื่อเฟิงซินจื่อลงไป
พอจิบกาแฟร้อน มือถือแก้วกาแฟร้อน เดินหันหลังไปมองคนที่เดินผ่านไปมานอกหน้าต่าง เงยหน้าขึ้นไปเห็นเมฆครึ้มที่ในที่สุดก็ถูกแสงแดดซึ่งหาได้ยากในฤดูนี้เจาะผ่านเข้ามา
ในฤดูใบไม้ร่วงปลายใกล้ฤดูหนาวแบบนี้ การได้จิบกาแฟร้อนๆ สักแก้วก็รู้สึกดีไม่น้อยเลย อย่างน้อยรสชาติก็อร่อย
ส่วนไป๋อิงอยู่ก็อยู่บนระเบียงร้านที่มีแต่ของเก่าโบราณ สวมเสื้อไหมพรมสีเบจ กางเกงขายาวสีน้ำตาล มือทั้งสองข้างวางไว้บนราวระเบียง ยืนบนระเบียงรับลมแรงใน่เวลานั้น พร้อมแสงแดดอ่อนๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น จิบกาแฟอุ่นๆ สักแก้ว
“ใกล้จะถึงหน้าหนาวแล้วสินะ ต้องเตรียมเสื้อไหมพรมไว้เยอะๆ หน่อยแล้ว”
กาลเวลาที่แสนโหดร้าย แต่ก็เปี่ยมด้วยความรู้สึก มันทำให้คนที่ควรตายต้องตาย คนที่ควรอยู่ต้องอยู่ ให้ผู้ถูกสาปถูกทำลาย และให้ผู้ควรได้รับการสรรเสริญเจริญงอกงามเจริญรุ่งเรือง — เฉินซ้ง