ผ่านไปอีกสองวันกว่าฝนจะหยุดตก เว่ยเจ๋อิแต่งตัวด้วยชุดสำนักศึกษาจื้อกั๋วเดินมุ่งหน้ามาที่เรือนตระกูลเถียน ที่เขารอเวลาให้ผ่านไปหลายวันหลังจากกลับลงมาจากูเานั้น เป็เพราะเขา้าให้เถียนสวี่หลันได้พักผ่อนให้เต็มที่
ร่างสูงเคาะประตูใหญ่หน้าเรือนสองสามครั้ง ไม่นานก็มีคนเดินมาเปิดประตู
“อ้าว!!เว่ยเจ๋อิเ้ามาทำอะไรที่นี่ หรือว่ามีธุระกับข้าอย่างนั้นหรือ”
ร่างสูงส่ายหน้าปฏิเสธ
“ข้ามาพบท่านปู่ท่านย่าของหลันเอ๋อ”
เถียนซู่เจิงแสดงอาการใออกมาทางสีหน้า หลันเอ๋อ อย่างนั้นหรือ มิใช่ว่าที่ผ่านมาเขารังเกียจหลานสาวของนางหรืออย่างไร เหตุใดวันนี้ถึงได้เอ่ยชื่อของนางเสียสนิทสนมเพียงนั้น
“เ้า...เข้ามาข้างในก่อน รอสักครู่ข้าจะไปตามท่านพ่อท่านแม่มาพบเ้า”
เถียนซู่เจิงจากไปไม่นาน คนทั้งตระกูลเถียนรวมทั้งเถียนสวี่หลันก็มานั่งรวมกันในห้องโถง
“เ้าหนุ่มแซ่เว่ย ผ่านไปตั้งสองวันเ้าพึ่งโผล่หน้าจะมาที่ตระกูลเถียนของเราอย่างนั้นหรือ เ้าเห็นหลานสาวของข้าเป็อะไร”
แม่เฒ่าจางชี้หน้าเว่ยเจ๋อิด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เถียนสวี่หลันที่กอดอกยืนมองอยู่ด้านหลังได้แต่แอบหัวเราะในใจ เ้าทำตัวเองนะ กล้าปล่อยให้ข้ารอตั้งสองวัน ต้องถูกท่านปู่ท่านย่าของข้าสั่งสอนเสียหน่อย เว่ยเจ๋อิคุกเข่าลงตรงหน้าผู้เฒ่าทั้งสองอย่างยอมรับในชะตากรรม
“ต้องขออภัยท่านผู้เฒ่าทั้งสองที่ข้าไม่ได้มาพบพวกท่านหลังจากที่เกิดเื่ขึ้น เป็ข้าที่ผิดเองที่คิดน้อยไปสักหน่อย ข้าเพียง้าให้นางได้พักผ่อนให้เต็มที่ก็เท่านั้น ไม่ได้คิดที่หลบหน้าหรือละทั้งความรับผิดชอบเลย”
เว่ยเจ๋อิเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“วันนี้ที่ข้ามาที่ตระกูลเถียนก็เพื่อ้ารับผิดชอบเื่ที่ข้าเป็ต้นเหตุให้หลันเอ๋อต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง อีกอย่างข้ามีเื่ที่ต้องสารภาพ ความจริงข้านั้นพึ่งได้รู้ใจตนเองเมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่เห็นนางตกอยู่ในอันตราย ทำให้ข้ารู้ว่าข้านั้นรักนางมากเพียงใด”
“ท่านผู้เฒ่าทั้งสองถึงแม้ว่าข้าจะเป็เพียงบัณฑิตยากจนที่ไม่มีสิ่งใดคู่ควรกับนางเลย แต่ข้าเว่ยเจ๋อิขอสาบานต่อบรรพบุรุษตระกูลเว่ยว่า ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้นางต้องลำบากเป็อันขาด ในอนาคตไม่ว่าเกียรติยศชื่อเสียงใดที่ข้าได้รับมา ข้าจะขอมอบให้แก่นางแต่เพียงผู้เดียว ชั่วชีวิตจะไม่รับอนุภรรยาหรือสตรีอื่นใดเข้ามาในชีวิตอีกแล้ว”
ดวงตาซื่อตรงของเว่ยเจ๋อิมองตรงไปยังผู้เฒ่าทั้งสอง ท่าทางที่แสนจริงจังของเขาทำเอาทุกคนต่างก็เชื่อไปด้วยว่าเขาจะต้องทำมันได้อย่างแน่นอน ผู้เฒ่าเถียนท่านปู่ของเถียนสวี่หลันเดิมทีก็นิยมชมชอบในตัวของเว่ยเจ๋อิอยู่แล้ว ยิ่งถ้าหากได้เด็กหนุ่มมาเป็หลานเขย เขายิ่งถูกใจ
ทางด้านแม่เฒ่าจางที่ได้ฟังคำพูดของเ้าหนุ่มตรงหน้า นางก็สะบัดหน้าหนี นางไม่อยากจะยอมรับหรอกว่านางเองก็ค่อนข้างพอใจในคำพูดเ้าหนุ่มผู้นี้ แต่นางมีหลานสาวเพียงคนเดียวจะให้นางยอมยกให้เขาไปง่ายๆ ได้อย่างไร นางคงต้องทดสอบเขาอีกสักเล็กหน่อย
“พวกเราจะมั่นใจในคำพูดของเ้าได้อย่างไร พูดอย่างเ้าใครๆ ก็สามารถพูดได้ หากวันหน้าเ้าได้ดีมีอนาคตแล้วทอดทิ้งหลานสาวของข้า นางมิต้องเจ็บช้ำน้ำใจอย่างนั้นหรือ”
แม่เฒ่าจางมีท่าทีดึงดันไม่ยอมยกหลานสาวให้เว่ยเจ๋อิ เถียนสวี่หลันแอบยกนิ้วให้กำลังใจท่านย่าของตนอยู่ด้านหลัง อย่าไปยอมให้เขาพาข้าไปง่ายๆ นะท่านย่า ท่านต้องใจแข็งเข้าไว้
“ที่ท่านพูดมาก็ถูก ตัวข้าในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดให้น่าเชื่อถือ แต่ปีหน้าก็ถึงเวลาสอบของเหล่าบัณฑิตทั่วหล้า ข้า้าหมั้นหมายหลันเอ๋อเอาไว้ก่อน หลังจากที่ข้าสอบได้เซิงหยวนอันดับหนึ่งข้าจะมาขอนางแต่งงาน”
คำพูดที่ดูหนักแน่นมั่นคงของเว่ยเจ๋อิทำให้แม่เฒ่าจางพูดไม่ออก นางถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ จากนั้นจึงหันไปมองหลานสาวที่ยืนอยู่ด้านหลัง หลันเอ๋อย่าช่วยเ้าเอาคืนเขาได้เพียงเท่านี้ จากนี้ไปหลานคงต้องช่วยตนเองแล้วล่ะ
คนตระกูลเถียนออกไปจากห้องโถงจนหมด เพื่อให้เวลาหนุ่มสาวได้พูดคุยกัน
“เป็ฝีมือของเ้าใช่หรือไม่ เ้าตัวดี”
เว่ยเจ๋อิยกมือขึ้นจะเคาะหน้าผากนาง เถียนสวี่หลันรีบยกมือขึ้นปิดหน้าผากตนเองอย่างลนลาน
“ก็เ้าปล่อยให้ข้ารอตั้งสองวัน ข้าก็ย่อมต้องเอาคืนเ้าบ้าง โทษฐานที่ปล่อยให้ข้าร้อนใจอยู่ฝ่ายเดียว”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังออกมาจากลำคอยาวได้รูปของเว่ยเจ๋อิอย่างพอใจ เถียนสวี่หลันที่ตัวเตี้ยกว่าทำให้นางมองเห็นลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงเป็จังหวะตามเสียงหัวเราะได้อย่างชัดเจน ใบหน้างามแดงก่ำขึ้นมาทันทีเมื่อนางนึกถึงเื่ของคนทั้งสองที่ใกล้ชิดกันตอนอยู่ในถ้ำ
เว่ยเจ๋อิที่ตาไวก็เห็นปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของนางเช่นกัน เขายกนิ้วเคาะหน้าผากมนเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว
“เลิกคิดถึงเื่ไร้สาระได้แล้ว มานี่สิข้ามีบางอย่างจะให้เ้า”
เถียนสวี่หลันเดินไปนั่งบนเก้าอี้ด้านข้างเขา เว่ยเจ๋อิหยิบหยกสีม่วงที่แกะสลักรูปัวางลงบนมือของนาง เถียนสวี่หลันรู้สึกได้ทันทีว่ามันอุ่นที่มือของนาง
“สิ่งนี้คือ..”
หยกธรรมดาก็ว่าราคาแพงแล้ว ยิ่งเป็หยกสีม่วงก็ยิ่งเป็สิ่งที่หาได้ยาก แล้วเขามีสิ่งนี้ได้อย่างไรกัน เถียนสวี่หลันพลิกหยกม่วงในมือไปมา มันให้ความรู้สึกอุ่นและผิวััของมันเรียบลื่น หมายความว่าเขาจะต้องััมันอยู่เป็ประจำแน่ นางยื่นกลับคืนไปให้เว่ยเจ๋อิ
“มันดูมีค่ามากเกินไป ข้ารับเอาไว้ไม่ได้หรอก”
เว่ยเจ๋อิจับมือนุ่มของนางเอาไว้ จากนั้นจึงประทับจุมพิตลงไปแ่เบา ดวงตาคมที่มองมายังนางในยามนี้มันช่างหวานซึ้งและดูมั่นคงยิ่งนัก ซึ่งนางไม่เคยได้รับจากเขาเลยสักครั้งในชีวิตก่อน
“อย่าปฏิเสธเลย สำหรับข้าในแผ่นดินนี้ไม่มีสิ่งใดมีค่าเทียบเท่ากับเ้าได้แล้วหลันเอ๋อ”
เว่ยเจ๋อิคล้องหยกม่วงไว้ที่ลำคอระหงของนาง
“หยกนี้จะทำให้ตัวเ้าอุ่นอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้เป็เพียงของขวัญชิ้นแรกที่ข้ามอบให้กับเ้า เด็กดี ในอนาคตข้าจะมอบทุกสิ่งที่ข้าหามาได้ให้เป็ของกำนัลแด่เ้าเพียงผู้เดียว”
เว่ยเจ๋อิกดจูบที่มุมปากของนางแ่เบา จากนั้นจึงดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมแขน เขากอดกระชับนางเอาไว้เพื่อซึมซับความรักที่คนทั้งสองส่งผ่านถึงกัน
ข่าวเื่การหมั้นหมายของคนทั้งสองถูกลือไปทั่วหมู่บ้าน แม้แต่แม่นางเซี่ยมารดาของเว่ยเจ๋อิเองก็พึ่งรู้เื่ นางตำหนิบุตรชายที่เขาถึงกลับกล้าบุ่มบามบุกไปที่เรือนตระกูลเถียนเพียงลำพังอย่างไม่เกรงกลัว
ซึ่งเื่นี้แม่นางเซี่ยกำลังเข้าใจผิด คิดว่าคนตระกูลเถียนจะต้องไม่พอใจที่หลานสาวของพวกเขาต้องเสียชื่อเสียงเพราะบุตรชายของนาง
เว่ยเจ๋อิจึงต้องรีบอธิบายให้มารดาของตนได้เข้าใจว่าทุกอย่างไม่ได้เป็ดั่งที่นางคิด คนตระกูลเถียนต่างยินดีกับเื่ที่พวกเขาทั้งสองคนหมั้นหมายกัน
อีกอย่างที่เขาไปที่นั่นเพียงลำพังเป็เพราะเขา้าแสดงความจริงใจต่อเถียนสวี่หลัน และ้าให้คนตระกูลเถียนเห็นว่าตัวเขามีความเป็ผู้นำที่เถียนสวี่หลันสามารถพึ่งพาได้ในอนาคต
แม่นางเซี่ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อย่างน้อยคนตระกูลเถียนก็ไม่ได้แสดงความรังเกียจต่อบุตรชายของนาง ทั้งที่ทั้งสองตระกูลมีฐานะต่างกัน แต่นั่นเป็เพียงแค่ความจริงเบื้องหน้าที่ทุกคนเห็นเท่านั้น
“ลูกมั่นใจแล้วใช่หรือไม่ ิเอ๋อลูกรู้ใช่ไหมว่าถ้าหากนางแต่งงานกับลูกไปแล้ว นางจะต้องพบเจอสิ่งใดบ้างในอนาคต ลูกคิดว่านางจะทนรับมันได้หรือไม่”
เว่ยเจ๋อิพยักหน้าตอบรับอย่างไม่มีท่าทีลังเล
“ข้าจะเป็คนปกป้องนางเองท่านแม่ ท่านไม่ต้องเป็ห่วง”
“ได้ถ้าหากลูกมั่นใจเช่นนั้นแม่ก็เชื่อลูก แต่เื่นี้แม่คิดว่าลูกอย่าพึ่งให้นางรู้เลยจะดีกว่า มันอันตรายเกินไปสำหรับนาง”
เว่ยเจ๋อิเข้าใจความหมายที่มารดาของตนพยายามจะสื่อ หลังจากที่แม่นางเซี่ยได้รู้เื่ที่บุตรชายบุกเดี่ยวไปขอหมั้นกับหลานสาวตระกูลเซี่ย นางก็จัดหาแม่สื่อและส่งของหมั้นไปที่ตระกูลเถียน ใครจะไปคิดว่าบ้านตระกูลเว่ยที่ใครๆ คิดว่ายากจนที่สุดในหมู่บ้าน จะมีเครื่องประดับและสิ่งของมีค่ามากมายเพียงนั้น
เถียนสวี่หลันที่เคยแต่งงานกับเว่ยเจ๋อิมาแล้วครั้งหนึ่ง นางเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองเมื่อได้เห็นของหมั้นหมายที่ถูกส่งมา
แค่หยกสีม่วงลายัที่นางห้อยอยู่บนคอก็นับว่ามีค่ามหาศาลแล้ว นี่เขายังมีสิ่งของมีค่าหลงเหลืออยู่ในเรือนอีกหรือ หากมีเงินทองมากมายเพียงนั้น เหตุใดพวกเขาถึงได้ใช้ชีวิตสมถะเหมือนคนยากไร้เช่นนี้
นอกจากเถียนสวี่หลันที่สงสัย ครอบครัวของนางเองก็สงสัยไม่ต่างกัน แต่ลักษณะท่าทางของเว่ยเจ๋อิที่ดูสุขุมและเยือกเย็นเขาไม่น่าที่จะไปลักขโมยของใครได้ เถียนสวี่หลันมองออกว่าสิ่งของเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องประดับทั่วไป บางชิ้นนางเคยเห็นมาก่อนในชีวิตที่แล้ว
มันเคยถูกประดับอยู่บนหัวของเจียงหว่านหรู หญิงสาวที่แต่งงานกับเว่ยเจ๋อิหลังจากที่เขาสามารถสอบจอหงวนได้ในอีกสี่ปีหลังจากนี้ เจียงหว่านหรูเป็บุตรสาวของราชครูเจียง ขุนนางขั้นหนึ่งและเป็ที่ปรึกษาคนสนิทของฮ่องเต้
และเจียงหว่านหรูเป็คนช่วยเว่ยเจ๋อิเอาไว้ หลังจากที่เขาถูกนางหักหลังและทำร้ายจนต้องขาหักทั้งสองข้าง เขาจะเหมือนกับซ่งหยางเฉิงหรือไม่นะ ที่แต่งงานกับบุตรสาวของขุนนางใหญ่เพื่อที่จะได้ยกระดับฐานะของตนเองให้สูงขึ้น เถียนสวี่หลันถอนหายใจออกมาเบาๆ นางหมดอารมณ์ที่จะดูของหมั้นที่ถูกส่งมาจากเขาแล้ว
ตอนนี้นางและเขายังรักกันดี แต่ในอนาคตถ้าหากเขาเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อสอบจอหงวน เว่ยเจ๋อิจะต้องได้พบกับเจียงหว่านหรูอย่างแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้นหัวใจของเ้าจะยังเหมือนเดิมหรือไม่เว่ยเจ๋อิ
เ้าจะเลิกรักข้าที่เป็เพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีสิ่งใดหรือไม่
ครอบครัวของข้าไม่สามารถช่วยให้เ้าได้กลายเป็ขุนนางใหญ่ได้ เ้าจะยังอยู่กับข้าต่อไปหรือไม่
เ้าจะทำอย่างซ่งหยางเฉิงโดยปล่อยให้ฮูหยินคนใหม่ของเ้าทรมานข้าเหมือนอย่างชีวิตที่แล้วหรือไม่
คำถามมากมายผุดขึ้นในใจ ความหวาดกลัวของเถียนสวี่หลันค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้นางกำลังคิดว่าตนเองคิดถูกหรือคิดผิดนะที่รับปากแต่งงานกับเขา