อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 124

    เจ้าภูแสนถือดาบจ้องประตูโบสถ์พร้อมทุกสถานการณ์ส่วนนอกโบสถ์ก็ส่งเสียงคำรามเรียกคนด้านในโบสถ์

                   “อลิน บอกให้เปิดประตู กูเพื่อนมึงชื่อมานพมึงไม่เชื่อกูหรือไง?”เจ้าภูแสนที่ยืนอยู่ถึงกับยิ้มละไม พร้อมส่ายหน้าระอาพลางมือที่จับดาบอยู่ก็ควงดาบวอร์มอัพโชว์สเต็ปข้อมืออย่างชำนาญการใช้อาวุธ

                   “ก็เพราะโง่แบบนี้ไง ถึงเป็นได้แค่ผีข้าทาสบริวารอยู่ร่ำไปไม่ได้ไปผุดไปเกิดกับเขาสักที” ในจังหวะนั้นประตูโบสถ์ก็สั่นเร็วรัวจนกลอนประตูเกือบจะหลุดอยู่รอมมะร่อเจ้าภูแสนสัมผัสได้ว่าอาคมของฝั่งตรงกันข้ามนั้นแรงไม่ใช่ย่อยเพราะมันสามารถฝ่าเขตหลักมนต์เข้ามาได้ทีละน้อยเหลือแต่ฝ่าด่านยันต์กันผีสีน้ำเงินของอลินตาเท่านั้นก็จะถึงตัวทันทีเจ้าภูแสนก้าวถอยหลังตั้งหลัก ปลายตามองอลินตาที่ยังคงนั่งทำสมาธินิ่งแว้บหนึ่งเผยให้เห็นความเป็นห่วงนิดๆ ในแววตา จากนั้นก็หันไปสั่งทางเป๋ากับหมิง

                   “พวกนาย... ดูแลอลินตาให้ดีๆ ทางนี้ฉันจัดการเอง” เจ้าภูแสนพูดขึ้นท่ามกลางประตูโบสถ์ ที่กระแทกกระทั้นถี่ขึ้นทุกระยะหมิงขยับเข้าใกล้อลินตากระชับดาบในมืออย่างปกป้องสุดกำลังเท่าที่ตัวจะกระทำได้ส่วนเป๋าก็คอยระแวดระวังไม่ห่างจากหมิงและอลินตากระนั้นก็ยังอุตส่าห์คอยเอาตัวบังอลินตาเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายได้เจ้าภูแสนเห็นในความซื่อสัตย์และรักเจ้านายของทั้งสองคนก็รู้สึกว่าเขาต้องปกป้องทั้งสามให้ปลอดภัย เจ้าภูแสนหันมองประตูโบสถ์ ก่อนจะยืนนิ่งหลับตาแวบหนึ่งแสงสีเขียวก็เปล่งออกจากร่างของเจ้าภูแสนและพลัน

                   “ซ่า...ๆๆๆๆๆๆ..” ทั้งที่บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบลมไม่มีพัดสักวูบ แต่ทว่า ฝนดันตกกระหน่ำราวกับมีพายุเข้า และเมื่อฝนตกลงมาเจ้าภูแสนก็ลืมตาขึ้น แสงสีเขียวเปล่งประกายวาบวับออกจากดวงตาสะท้อนสะท้านพุ่งปล๊าบออกไปนอกโบสถ์พลันก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังประสานกับเสียงสายฝนจนเป๋ากับหมิงถึงต้องกัดริมฝีปากตัวเองไว้ด้วยความหวาดกลัวเมื่อเสียงหวีดร้องนั้นเงียบไป สักครู่ก็มีเสียงพูดด้วยความเกรี้ยวกราดดังมาจากด้านนอกโบสถ์

                   “พวกมึง..!!!” นั่นไม่ใช่เสียงของมานพอีกต่อไปมันเป็นเสียงทุ้มต่ำ แต่ดุดันอย่างยิ่ง เจ้าภูแสนยังคงปักหลักอยู่ที่เดิมทำตัวยังกับเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้กับคนภายในโบสถ์หลังจากที่มีเสียงขู่คำรามดังมาแล้วเสียงเหล่านั้นก็ได้เงียบหายไปสักพัก เสียงฝนที่กระหน่ำเมื่อสักครู่ก็หายขาดเม็ดราวกับว่าฝนไม่เคยตกมาก่อนเลย สองเพื่อนสนิทเป๋ากับหมิงมองหน้ากันส่งสัญญาณทางสายตาทันที เจ้าภูแสนคนนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้วทางด้านอลินตาก็ยังคงเข้าสมาธินิ่งไม่ไหวติงใดๆ แต่แล้ว...

                   “ปัง! ปังๆๆๆๆ” คราวนี้เสียงทุบทั้งประตูและรอบๆโบสถ์รัวกระหน่ำด้วยความสามัคคีชุมนุม เจ้าภูแสนไม่ได้ตกใจ แต่เริ่มไม่พอใจที่พวกมันไม่ยอมล่าถอย และดูเหมือนพวกมันจะรุกคืบยิ่งกว่าเดิม ที่สำคัญประตูโบสถ์ก็ร่อแร่เต็มที เจ้าภูแสนสูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง

                    “ไอ้พวกนี้ บังอาจประทุษร้ายเขตสงฆ์เชียวรึ!?”พูดจบ เจ้าภูแสนก็ยืนนิ่งหลับตาอีกครั้ง ปากก็ขมุบขมิบพึมพำสักพักรัศมีสีเขียวก็พร่างพรายออกจากกายของเจ้าภูแสน แล้วแสงนั้นก็ค่อยๆทะยานขึ้นฟ้า พร้อมกับที่ผีโหงพรายร่างดำทะมึนยมยาวกรุยกรายพุ่งปะทะประตูโบสถ์เข้ามาพอดี จังหวะเดียวกันก็มีเสียงโห่ร้องและเสียงหัวเราะหวีดโหยหวนขึ้นรอบทิศทางคล้ายดังว่าพวกมันได้ล้อมโบสถ์เอาไว้หมดแล้ว

                     ผีโหงพรายตัวหัวหน้าพุ่งเข้ามาหาเจ้าภูแสนหมายจะจู่โจม มันแสยะยิ้มอ้าปากคล้ายจะงับหัวฝั่งตรงข้ามก็ไม่ปาน แต่ทว่าช้าไปนะหล่อน เจ้าภูแสนเอนตัวลงพร้อมกับตวัดดาบพุ่งขึ้นด้านบนลำตัว แล้วยกเท้าเตะด้ามดาบอย่างแรงด้วยแรงจากฝ่าเท้าก็ทำให้ปลายดาบพุ่งทะยานปักเข้าไปในปากที่อ้ากว้างของผีโหงพรายตนนั้นที่เตรียมพร้อมงับเจ้าภูแสนเต็มที่

                    “ฉึก!!!”

                    “อ๊าก....!!!”ร่างดำทะมึนกระเด็นออกจากประตูโบสถ์ไปไกลลับตาเจ้าภูแสนหลับตาลงอีกครั้ง และเพียงครู่เดียวก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับที่ร่างดำทะมึนอีกหลายร่างต่างพากันพุ่งทะยานเตรียมจะเข้าโบสถ์ เป๋ากับหมิงเห็นภาพนั้นก็ตะลึงลานด้วยความหลอน แต่หมิงได้สติก่อน เขาหันมาสั่งเพื่อนรักเป็นการเป็นงาน

                    “อยู่ข้างๆ คุณอลินอย่าไปไหน..” เป๋าพยักหน้ารับ ก่อนจะบอกกับเพื่อนน้ำเสียงสั่นกังวล

                    “แกระวังตัวด้วยไอ้หมิง..”หมิงมองหน้าเป๋าอีกครั้ง ก่อนที่จะจับดาบเตรียมเข้าไปช่วยเจ้าภูแสนแต่แล้วหมิงก็ต้องแตะเบรกตัวเองหัวทิ่มเกือบจิ้มพื้นทีเดียวเพราะเมื่อเจ้าภูแสนลืมตาขึ้น เจ้าภูแสนก็ดีดนิ้วตัวเองเป๊าะเดียว พลันแสงสีเขียวจากมือนั้นก็ขยับพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วห่าฝนซึ่งมาจากไหนไม่รู้ก็หล่นลงจากฟากฟ้าอีกครั้ง และเม็ดฝนคราวนี้เป็นสีเขียวมรกตที่สำคัญมันแหลมคมดุจมีดที่ลับมาแล้วอย่างดีเมื่อเม็ดฝนสีเขียวหล่นลงสัมผัสร่างดำทะมึนกลุ่มใหญ่นั้นพวกมันก็กรีดร้องตาเหลือกตาลาน แล้วหดตัวม้วนกลับออกไปนอกวัดอย่างรวดเร็วหมิงเห็นดังนั้นถึงกับอึ้ง อุทานเสียงดัง

                    “ไม่อยากจะเชื่อ”เจ้าภูแสนไม่ได้สนใจคำอุทานของหมิง แต่กลับพูดขึ้นน้ำเสียงเด็ดขาด

                    “เตรียมตัวให้พร้อมตั้งสติดีๆ พวกมันจะกลับมาอีก ถ้ากำจัดไอ้หมอผีตัวต้นเหตุที่ปล่อยลมเพลมพัดไม่ได้มันก็จะส่งผีพวกนั้นมาหาเราอีก ต้องรออลินตาเสกน้ำมนต์ถอนอาคมให้เสร็จ แต่ในขณะรอก็ต้องกันไม่ให้พวกมันเข้าถึงตัวอลินตาด้วย เพราะถ้าสมาธิหลุดนั่นก็หมายถึงต้องเริ่มพิธีใหม่ เสียเวลาและอาจจะโดนพวกมันเล่นงานเอาได้ง่ายๆ”เป๋ากับหมิงฟังเจ้าภูแสนอธิบายพร้อมทั้งพยายามตั้งสติ

                    หมิงแอบสังเกตเจ้าภูแสนเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่จากท่าทาง การกระทำ คำพูดและฝีมือที่ปรากฏเมื่อสักครู่หมิงรู้สึกว่าเทียบเท่าอลินตาได้เลยซึ่งนั่นทำให้เพื่อนสนิททั้งสองค่อนข้างอุ่นใจที่งานนี้มีเจ้าภูแสนมาเอี่ยวด้วยหมิงยืนกำดาบอยู่ด้านหลังเจ้าภูแสน ตายเป็นตายล่ะงานนี้ร่วมหัวจมท้ายกันแล้วนี่ส่วนเป๋านั้นทั้งๆ ที่กลัว แต่ลึกๆ เจ้าตัวก็รักและเป็นห่วงอลินตาเช่นกัน ดังนั้นใครเข้ามาตอนนี้นางก็พร้อมจะฟ้อนเล็บถวายอุ้งมือพญามารกับพวกมันเต็มที่ ทว่าขณะที่ทุกคนยังไม่ทันได้ระวังตัวกันเท่าไหร่เสียงเจ้าภูแสนก็ดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาด

                    “ระวัง...!” พลันหลังคาโบสถ์ก็ปลิวว่อนกระจุยกระจาย สุดท้ายมันตกลงมาด้านหลังของอลินตาเป๋าสะดุ้งวาบ จากที่เตรียมจะปกป้องตอนนี้ สองมือปัดป่ายอากาศด้วยความกลัวจ้า..เมื่อพวกผีร้ายมันเข้ามาทางด้านข้างไม่ได้ พวกมันก็เลือกที่จะเข้ามาทางด้านบนเจ้าภูแสนเห็นท่าไม่ดีเสียแล้ว เข้าสูดลมหายใจลึกๆพร้อมกับมองเห็นตาข่ายสีน้ำเงินของอลินตาเริ่มแผ่ปกคลุมทั่วร่าง แต่...

                     “กรี๊ดดดดดดด....!!!”เป๋าแผดร้องขึ้นด้วยความตกใจพร้อมกันนั้นร่างของเป๋าก็ถูกดึงหวือขึ้นไปด้านบนหมิงพยายามที่จะคว้าข้อเท้าของเป๋าไว้ก็ได้แต่กระโดดคว้าอากาศเพราะว่าไม่ทัน หมิงที่เป็นห่วงเพื่อนก็วิ่งฝ่าความมืดออกไปด้านนอกเพื่อตามเป๋าทันทีเป๋าลอยออกไปเสียงที่หวีดร้องก็ค่อยๆ เริ่มหายไป เจ้าภูแสนยืนมองเหตุการณ์ไตร่ตรองเขาไม่ตามเป๋า แต่ปักหลักยืนปกป้องอลินตา

                    และโชคดีที่เขาคิดเช่นนั้นไม่นานเงาดำที่รวมตัวกันเป็นร่างผีโหงพรายขนาดใหญ่ ก็พุ่งกระโจนหมายโจมตีอลินตาเสี้ยววินาทีเจ้าภูแสนไม่ลังเล เขารีบกระโดดพุ่งตัววูบ เข้าไปโอบกอดร่างของอลินตาเอาไว้เมื่อเจ้าภูแสนกอดร่างอลินตาพลันก็เกิดประกายแสงสีเขียวคล้ายลำตัวพญานาค ม้วนตัวเป็นเกลียวปรากฏพันรอบร่างของทั้งสองพญานาคราชชูศีรษะขึ้นมองไปยังหน้าโบสถ์ ใบหน้าดุดัน ดวงตาแดงก่ำเอาเรื่อง...!

    คล้ายกับเรื่องอลินตา... หมอผีข้ามภพ ที่คุณอ่าน